กิจกรรม

               เขตแดนไทย-พม่า มีความยาวประมาณ 2,401 กิโลเมตร (สันเขา/สันปันน้ำ/เส้นตรง 1,687 กม. ลำน้ำ 714 กม.) ซึ่งได้รับการปักปันมาตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทั้งนี้ เป็นไปตามสนธิสัญญาสยาม-อังกฤษ และไทย-พม่า กับแผนที่ที่เกี่ยวข้อง ผลของสนธิสัญญาที่ไทยได้ทำไว้กับประเทศอังกฤษมีการสืบสิทธิต่อมายังประเทศใต้อาณานิคมหลังจากได้รับเอกราช ในปัจจุบันพม่าและไทยต่างก็เคารพและยึดถือพันธกรณีตามสนธิสัญญาด้านเขตแดนระหว่างสยาม – อังกฤษดังกล่าว ทั้งนี้ ยังมีปัญหาอยู่บ้างเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนของสนธิสัญญาและแผนที่ซึ่งทำขึ้นไว้เป็นเวลากว่า 1 ศตวรรษมาแล้วเนื่องจากวิทยาการที่ใช้ในการสำรวจและจัดทำแผนที่ในอดีตยังไม่ก้าวหน้าเพียงพอ จนไม่สามารถระบุถึงเส้นเขตแดนที่ชัดเจน รวมทั้งการตีความสนธิสัญญาและแผนที่แตกต่างกัน ตลอดจนภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ในปัจจุบันทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องดำเนินการต่างๆ เพื่อให้ทราบเขตแดนที่แน่ชัดระหว่างกัน

การปักปันเขตแดน ระหว่างไทยกับอังกฤษ
เขตแดนไทย-พม่า เป็นผลของความตกลงกำหนดเขตแดนระหว่างไทยกับอังกฤษในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ภายหลังจากที่อังกฤษได้อินเดียเป็นอาณานิคมแล้วแผ่ขยายอำนาจออกมาทางทิศตะวันออก

เมื่อปี ๒๓๖๗ ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อังกฤษรบกับพม่าเป็นครั้งแรกเพื่อแย่งชิงเมืองประเทศราชระหว่างอินเดียกับพม่า คือเมืองยะไข่ เมืองมณีปุระ และเมืองอัสสัม เป็นต้น อังกฤษตีได้เมืองเหล่านี้ได้แล้ว ก็จัดกำลังเข้ามาตีเมืองย่างกุ้งไว้เป็นที่มั่นด้วย พอดีเข้าฤดูฝนอังกฤษจึงหยุดยั้งทัพไว้ที่เมืองย่างกุ้ง และจัดกำลังลงมาตีหัวเมืองชายทะเลฝ่ายใต้ ตั้งแต่เมืองเมาะตะมะ เมืองทวาย เมืองมะริด และเมืองตะนาวศรีไว้ในอำนาจ

ฝ่ายไทยเห็นว่าเกิดสงครามขึ้นในแดนติดต่อพระราชอาณาเขต จึงได้จัดกองทัพออกไปทั้งทางบกและทางเรือ โดยได้บอกให้อังกฤษทราบว่าจะไปช่วยรบกับพม่า แต่เกิดเหตุบางประการทำให้เกิดเข้าใจผิดกัน ประจวบกับมีการเปลี่ยนรัชกาลจึงได้เรียกกองทัพกลับคืนกรุงเทพฯ

ต่อมาเมื่อปี ๒๓๖๘ อังกฤษจวนจะชนะพม่าแล้ว ก็ได้ส่งร้อยเอกเฮนรี เบอร์นี (Henry Burney) เป็นทูตเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อเจรจาทางไมตรี และได้มีการหารือกันเกี่ยวกับแนวเขตแดนด้วย ทั้งเขตแดนทางด้านมลายูและด้านพม่า

ในสมัยนั้นความเข้าใจในเรื่องเส้นเขตแดนตามความนิยมของฝ่ายไทยและฝ่ายอังกฤษยังแตกต่างกันมาก กล่าวคือฝ่ายไทยมีความเข้าใจในแง่ว่าเป็นบริเวณกว้างๆ เช่น อาณาเขตไทยแผ่ไปถึงหัวเมืองนั้นๆ เป็นต้น แต่ฝ่ายอังกฤษมีความเข้าใจในแง่ที่เป็นเส้นแบ่งเขตที่แน่ชัดว่าอยู่ ณ พิกัดใด ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องเขตแดน

อย่างไรก็ดีในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีฉบับปี ๒๔๖๙ ที่ทำขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "สัญญาเบอร์นี" นั้น ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเรื่องเขตแดนกันไว้ในข้อ ๓ ความว่า "...ถ้าอังกฤษสงสัยด้วยเขตแดนยังไม่รู้แน่ ก็ให้เจ้าเมืองข้างฝ่ายอังกฤษมีหนังสือแต่งคนแลชาวด่านมาไต่ถามเจ้าเมืองฝ่ายไทยที่อยู่ใกล้กัน เจ้าเมืองฝ่ายไทยจะแต่งกรมการแลชาวด่านพร้อมด้วยคนเจ้าเมืองฝ่ายอังกฤษไปกำหนดชี้ที่แดนต่อกัน ให้รู้เป็นแน่ทั้งสองข้างโดยทางไมตรี ถ้าเจ้าเมืองฝ่ายไทยสงสัยด้วยเขตแดนยังไม่รู้แน่ ก็ให้เจ้าเมืองข้างฝ่ายไทยมีหนังสือแต่งคนแลชาวด่านมาไต่ถามเจ้าเมืองฝ่ายอังกฤษที่อยู่ใกล้กัน เจ้าเมืองฝ่ายอังกฤษจะแต่งกรมการแลชาวด่านพร้อมด้วยคนเจ้าเมืองฝ่ายไทยไปกำหนดชี้ที่แดนต่อกัน ให้รู้เป็นแน่ทั้งสองข้างโดยทางไมตรี"

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งอังกฤษได้ชัยชนะเหนือพม่าอย่างสมบูรณ์แล้ว อังกฤษได้เสนอให้มีการสำรวจและปักปันเขตทางบกระหว่างสยามกับมณฑลตะนาวศรี (Tenasserim) กล่าวคือจากสบเมย (บริเวณที่แม่น้ำเมยไหลลงแม่น้ำสาละวิน) จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปจนถึงปากน้ำของแม่น้ำกระบุรี หรือแม่น้ำปากจั่น จังหวัดระนอง จึงได้เกิดแนวเขตแดนตามหลักสากลนิยมระหว่างกันขึ้นเป็นครั้งแรก และมีการจัดทำอนุสัญญาฉบับวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๑๑ (ค.ศ. ๑๘๖๘) โดยมีการจัดทำหลักเขตแดนไว้ทั้งสิ้น ๕๑ หลัก ด้วยการใช้กองหินหรือบากต้นไม้ใหญ่ไว้เป็นสำคัญ

สำหรับเขตแดนจากบริเวณสบเมยขึ้นไปนั้น เดิมทีอังกฤษก็ยอมรับว่าแม่น้ำคงหรือแม่น้ำสาละวินเป็นเขตแดน โดยมีการทำหนังสือสัญญากับเจ้าเชียงใหม่เมื่อปี ๒๓๗๗ (ค.ศ. ๑๘๓๔) โดยพลการ และมีการสำรวจและปักหลักเขตแดนตามลำน้ำสายสำคัญของแม่น้ำสาละวินเมื่อปี ๒๓๙๒ (ค.ศ. ๑๘๔๙)

เนื่องจากสัญญาดังกล่าวไม่ได้รับอาณัติจากรัฐบาลไทย ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงได้จัดทำอนุสัญญาฉบับวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๔๑๗ (ค.ศ. ๑๘๗๔) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "สัญญาเชียงใหม่" ยอมรับว่าแม่น้ำสาละวินเป็นเขตแดนระหว่างกัน และต่อมาเมื่อปี ๒๔๒๖ (ค.ศ. ๑๘๘๓) ซึ่งมีการทำ "สัญญาเชียงใหม่" ฉบับที่ ๒ ทั้งสองฝ่ายก็ยังยอมรับว่าแม่น้ำสาละวินเป็นเขตแดน

อย่างไรก็ดีต่อมาอังกฤษได้เข้ามาอ้างสิทธิเหนือหัวเมืองชายแดนด้านตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ได้แก่ หัวเมืองกะเหรี่ยง (เมืองแจะ เมืองใหม่ และเมืองแม่สกุน) หัวเมืองเงี้ยวทั้งห้า (เมืองต่วน เมืองหาง เมืองจวด เมืองทา และเมืองสาด) และหัวเมืองตั้งแต่เชียงแสนไปถึงเชียงตุง (เมืองยอน เมืองตูม เมืองกวาน เมืองไฮ และเมืองโก) และหัวเมืองเชียงแขง และเกิดกรณีพิพาทกับฝ่ายไทยหลายครั้ง โดยวัตถุประสงค์หลักของอังกฤษก็คือการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้และการเก็บภาษีในหัวเมืองดังกล่าว รวมทั้งการแข่งขันกับฝรั่งเศสในการขยายอิทธิพล ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปี ๒๔๒๘-๒๔๓๘

ในส่วนของไทยนั้นนอกจากจะเผชิญหน้ากับอังกฤษเกี่ยวกับพรมแดนทางด้านใต้และตะวันตกแล้ว ก็ยังเผชิญหน้ากับฝรั่งเศส ซึ่งแผ่ขยายอำนาจเข้ามาทางทิศตะวันออกด้วย (ซึ่งภายหลังการเผชิญหน้าได้ลุกลามออกไปจนเกิดเป็น "วิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒") ไทยจึงต้องการแสวงหาข้อยุติกับอังกฤษโดยเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดศึก ๒ ด้าน และได้มีการเจรจากับอังกฤษหลายครั้งเกี่ยวกับหัวเมืองทางเหนือ (เขตแดนระหว่างเมืองเชียงใหม่กับเมืองเชียงตุง กล่าวคือดินแดนระหว่างแม่น้ำกกกับแม่น้ำสาย และหัวเมืองเชียงแขงหรือเมืองสิง)

ทั้งสองฝ่ายได้จัดส่งคณะข้าหลวงออกไปสำรวจแนวเขตแดนที่พิพาท โดยฝ่ายอังกฤษได้สั่งการให้นาย W.J. Archer รองกงสุลอังกฤษที่เชียงใหม่นำคณะไปสำรวจพื้นที่เมื่อปี ๒๔๓๓ (ค.ศ. ๑๘๙๐) ต่อมานาย Archer ได้เสนอรายงานพร้อมแนบแผนที่เสนอแนวเขตแดนระหว่างกันต่อรัฐบาลอังกฤษเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๓๔ (ค.ศ. ๑๘๙๑) สำหรับฝ่ายไทยนั้นก็จัดส่งคณะข้าหลวงออกไปสำรวจพื้นที่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับฝ่ายอังกฤษ

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๔๓๔ (ค.ศ. ๑๘๙๑) รัฐบาลอังกฤษได้สั่งการให้ Captain Jones กงสุลอังกฤษที่กรุงเทพฯ เสนอเส้นแบ่งเขตดังกล่าวแก่รัฐบาลสยาม ในชั้นแรกพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทรงไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของอังกฤษ และได้ทรงสั่งการให้ราชทูตไทยที่กรุงลอนดอน พร้อมด้วยนาย Frederick W. Verney ที่ปรึกษาของไทยเจรจาเรื่องนี้กับรัฐบาลอังกฤษ หลังจากนั้นได้มีการเจรจาเรื่องนี้กับรัฐบาลอินเดีย รวมทั้งการเจรจาที่กรุงเทพฯ ระหว่างเสนาบดีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับนาย E.H. French ผู้รักษาการอุปทูตและกงสุลใหญ่อังกฤษ ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ๒๔๓๕ (ค.ศ. ๑๘๙๒) ในที่สุดก็สามารถตกลงกันได้ โดยฝ่ายไทยยอมรับข้อเสนอของฝ่ายอังกฤษ และฝ่ายอังกฤษยอมยกเมืองเชียงแขงหรือเมืองสิงให้ไทย (แต่ในปีต่อมาไทยเสียเมืองนี้ให้กับฝรั่งเศสโดยผลของอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ฉบับปี ค.ศ. ๑๘๙๓) และหัวเมืองฝั่งตะวันตกของเมืองเชียงแสนให้ฝ่ายไทย ทั้งนี้ได้ตกลงกันด้วยว่าจะจัดคณะข้าหลวงไปสำรวจและปักปันเขตแดนระหว่างกัน

ดังนั้นฝ่ายไทยจึงได้มีการออกสารตราพระราชสีห์ถึงข้าหลวงเมืองลาวเฉียง และศุภอักษรถึงเจ้าเชียงใหม่ ฉบับวันที่ ๒๗ ตุลาคม ร.ศ. ๑๑๑ เพื่อให้ทราบผลการเจรจาและสั่งการให้อำนวยความสะดวกแก่คณะข้าหลวงที่จะออกไปปักปันเขตแดน

คณะข้าหลวงปักปันได้นัดหมายไปประชุมกันที่เมืองหางเมื่อเดือนกันยายน ๒๔๓๕ (ค.ศ. ๑๘๙๒) และได้แยกกันเป็น ๒ คณะ โดยคณะหนึ่งมีหลวงสรสิทธิ์ยานุการกับนายฮิลเดอแบรนด์เป็นข้าหลวง ได้สำรวจและปักปันเขตแดนจากเมืองหางไปทางตะวันออก (คือไปทางเมืองเชียงแสนและเมืองเชียงราย) ส่วนอีกคณะหนึ่งมีหลวงกำจัดไพรินทร์กับนายเลบเวอร์ซอนเป็นข้าหลวง ได้สำรวจและปักปันเขตแดนไปทางตะวันตก (คือไปทางเมืองแจะ)

เมื่อคณะข้าหลวงดำเนินการแล้วเสร็จโดยมีการปักหลักเขตแดนไว้ ๒๑ หลัก ได้มีการจัดทำแผนที่ขึ้นไว้ ๑ ชุด และทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันลงนามปฏิญญาฉบับวันที่ ๑๗ ตุลาคม ค.ศ. ๑๘๙๔ ยอมรับว่าเขตแดนระหว่างกันเป็นไปตามที่ปรากฏในแผนที่ชุดดังกล่าว

การแก้ไขปัญหาเขตแดน ระหว่างไทยกับอังกฤษ
หลังจากได้มีการสำรวจและปักปันเขตแดนระหว่างกันแล้ว เมื่อปี ๒๔๗๒ (ค.ศ. ๑๙๒๙) ได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในภาคเหนือ ทำให้แม่น้ำสายเปลี่ยนทางเดิน บ้านเรือนในฝั่งไทยหลายแห่งพังทลาย และดินแดนฝั่งเชียงตุงถูกตัดขาดออกเป็นเกาะหลายแห่งเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายจึงสั่งให้มีการเจรจาที่เมืองเชียงราย ระหว่างข้าหลวงเมืองเชียงรายกับกงสุลอังกฤษที่เมืองเชียงตุง เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๗๔ (ค.ศ. ๑๙๓๑) ซึ่งเสนอให้ถือ "ร่องน้ำลึก" (deep-water channel) ของแม่น้ำสายเป็นเขตแดนระหว่างกัน ไม่ว่าแม่น้ำจะเปลี่ยนทางเดินไปอย่างไรก็ตาม ต่อมารัฐบาลทั้งสองฝ่ายได้จัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนฉบับวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๔๗๔ (ค.ศ. ๑๙๓๑)/๑๔ มีนาคม ๒๔๗๕ (ค.ศ. ๑๙๓๒) ยอมรับหลักการดังกล่าว

หลักการนี้ได้นำมาใช้แก้ไขปัญหาเขตแดนระหว่างกันเมื่อแม่น้ำปากจั่นได้เปลี่ยนทางเดินเมื่อปี ๒๔๗๗ และเมื่อแม่น้ำรวกเปลี่ยนทางเดินเมื่อปี ๒๔๘๓ ด้วย

บทสรุป
แม้ว่าไทยกับอังกฤษจะได้สำรวจและปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับพม่ากันไว้แล้ว แต่เมื่อสิ้นสุดยุคอาณานิคมแล้วอาจมีคำถามว่า เหตุใดไทยจึงไม่เรียกร้องดินแดนที่สูญเสียไปกลับคืนมา หรือทำไมไทยจึงยังเคารพสนธิสัญญาซึ่งทำไว้กับอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศเจ้าอาณานิคมของพม่าในขณะนั้นอีก

ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการสืบสิทธิของรัฐ รัฐเกิดใหม่มีสิทธิที่จะไม่ต้องผูกพันกับสนธิสัญญาที่เจ้าอาณานิคมได้ทำไว้ (หลัก clean slate) ยกเว้นแต่เรื่องเขตแดน ซึ่งจำเป็นจะต้องผูกพันต่อไป (ตามหลัก uti possidetis)

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีเหตุผลและมีความสำคัญมาก กล่าวคือหนังสือสัญญาที่เกี่ยวกับการปักปันเขตแดนนั้น ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเป็นหนังสือสัญญาที่มีลักษณะพิเศษที่ต้องมีความแน่นอนและตายตัว เพื่อให้รู้ถึงขอบเขตที่แน่ชัดในการใช้อำนาจอธิปไตยของประเทศ เพื่อป้องกันมิให้มีการใช้กำลังรุกรานดินแดนของประเทศอื่น และเพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้หนังสือสัญญาเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนจึงไม่อาจที่จะบอกเลิกโดยฝ่ายเดียวได้ ซึ่งหมายความว่าการแก้ไขสัญญาเกี่ยวกับเขตแดน จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบร่วมกัน ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในฐานะที่สืบสิทธิต่อจากประเทศเจ้าอาณานิคมเท่านั้น

สำหรับประเด็นที่ว่าในเมื่อมีการกำหนดปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับพม่าไว้แล้วในอดีต เหตุใดจึงจำเป็นต้องมีการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างกันอีกนั้น สาเหตุสำคัญก็คือ หลักเขตแดนที่ฝ่ายไทยได้จัดทำไว้กับอังกฤษนั้นมีระยะห่างกันมาก ดังนั้นจึงต้องมีการดำเนินการเพื่อให้เขตแดนระหว่างไทยกับพม่าที่อยู่ในสนธิสัญญาหรือมีการกำหนดเป็นแนวคร่าวๆ ในแผนที่ปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงและมีความชัดเจนแน่นอนโดยการใช้วิทยาการสำรวจและจัดทำแผนที่สมัยใหม่ เพื่อให้ประเด็นปัญหาที่เกิดจากการขาดความชัดเจนของเส้นเขตแดน ซึ่งได้นำไปสู่ข้อพิพาทหรือการเผชิญหน้าทางทหารหลายครั้งได้รับการแก้ไข การมีเส้นเขตแดนที่ชัดเจนจะนำไปสู่ความเข้าใจอันดีต่อกัน และเป็นพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน การเข้าเมือง การส่งเสริมการค้า การท่องเที่ยวตามแนวชายแดน ซึ่งนอกจากจะนำไปสู่ความผาสุขของประชาชนตามแนวชายแดนแล้ว ยังเป็นการลดความหวาดระแวงและความเป็นศัตรูระหว่างกัน อีกทั้งจะเป็นการส่งเสริมสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และความมั่นคงบนผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศทั้งสอง รวมทั้งในระดับภูมิภาคซึ่งไทยกับพม่าต่างก็เป็นสมาชิกอาเซียนด้วยกัน

ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้นไทยกับพม่าจึงได้ตกลงกันที่จะแก้ไขปัญหาเขตแดนบริเวณแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก ซึ่งมีการเปลี่ยนทางเดินอย่างมากอยู่ตลอดมา และเป็นเหตุให้เกิดข้อพิพาทอยู่เนืองๆ โดยไทยกับพม่าตกลงกันที่จะแก้ไขปัญหาอย่างถาวร ด้วยการจัดทำเขตแดนคงที่ (fixed boundary) กล่าวคือทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะยึดถือร่องน้ำลึกตามที่เป็นอยู่ในธรรมชาติเมื่อมีการสำรวจเมื่อปี ๒๕๓๑ (ค.ศ. ๑๙๘๘) เป็นเขตแดนระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นเขตแดนถาวรและไม่เปลี่ยนแปลงไปอีก แม้ว่าแม่น้ำทั้งสองจะเปลี่ยนทางเดินไปอย่างไรก็ตาม โดยได้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจฉบับวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๔ (ค.ศ. ๑๙๙๑) ยอมรับหลักการดังกล่าว อันเป็นก้าวแรกของการร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเขตแดนระหว่างกัน

 
 
 
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
ด้วยกระทรวงการต่างประเทศจะจัดการสัมมนาเรื่องเขตแดนไทย – พม่า ณ โรงแรมดุสิตไอส์แลนด์ รีสอร์ท อ.เมือง จ.เชียงราย ในวันที่ 30 กันยายน 2553 เวลา 8.30 -16.30 น. อ่านต่อ..
 
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
 
กรอบการเจรจาการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา
กรอบการเจรจาการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-ลาว
กรอบการเจรจาเรื่องเขตพื้นที่ทางทะเลที่ ไทย มาเลเซีย และ เวียดนาม อ้างสิทธิทับซ้อนกัน
มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
ลงนามถวายพระพร
Royal Thai Embassy
Royal Thai Embassy
 
 
 
 
 
 
 
         



ศูนย์สถานการณ์พื้นที่เขาพระวิหารและชายแดนไทย-กัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศ
ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0-2620-6428 โทรสาร 0-2644-7249
© 2009 Ministry of Foreign Affairs
All Right Reserved Terms under which the service is provided to you.

www.webddcenter.com งาน หางาน สมัครงาน งานราชการ งานรัฐวิสาหกิจ รับสมัครงาน
www.jobddcenter.com ออกแบบเว็บไซต์ รับทำเว็บไซต์ web design โปรโมทเว็บ รับออกแบบเว็บ เว็บไซต์