ข่าวและบทความที่น่าสนใจ : มุมมอง ดร.สุรินทร์ ต่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ข่าวสารและกิจกรรม

ข่าวและบทความที่น่าสนใจ : มุมมอง ดร.สุรินทร์ ต่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

มุมมอง ดร.สุรินทร์ ต่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

           เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน 2015 : โอกาสและความท้าทาย” (Moving Toward AEC 2015…Chances and Challenges) โดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ณ โรงแรมตะวันนา ถนนสุรวงศ์ การปาฐกถาพิเศษดังกล่าวจัดโดยบริษัทนิโอ ทาร์เก็ต จำกัด เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทั่วไปเกิดความตระหนักรู้เกี่ยวกับการสร้างความพร้อมและความสามารถในการแข่งขันให้แก่ประเทศซึ่งกำลังจะก้าวผ่านประตูบานใหญ่เข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ในปลายปี 2558 ผู้เข้าร่วมฟังปาฐกถามาจากหลากหลายอาชีพและวงการ อาทิ นักธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง ผู้ประกอบการ ตลอดจนนักวิชาการ ในการนี้ผู้เขียนจึงขอนำสรุปข้อคิดเห็นและมุมมองที่     น่าสนใจของ ดร.สุรินทร์ มานำเสนอดังนี้

โอกาสจากประชาคมอาเซียน

           ดร.สุรินทร์ เห็นว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบในเรื่องทำเลที่ตั้งในฐานะประตูสู่ตลาดอาเซียน เป็นศูนย์กลางของความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน (ASEAN Connectivity) โดยเป็นทางผ่านของหลายเส้นทางที่สำคัญต่อการเชื่อมโยงการค้าและการคมนาคมในภูมิภาค ดังนั้นเราจึงควรตระหนักถึงข้อได้เปรียบดังกล่าว พร้อมกับใช้เป็นฐานในการสร้างผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest) โดยเฉพาะในมิติเศรษฐกิจ

ข้อได้เปรียบเสียเปรียบของไทยในอาเซียน

           ดร.สุรินทร์ได้เปรียบเทียบไทยกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ไว้อย่างน่าสนใจว่า ประเทศอื่น ๆ เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย รวมถึงฟิลิปปินส์ กำลังก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็วภายหลังยุคอาณานิคม แต่ประเทศไทยซึ่งไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร อาจจะติดอยู่กับอดีตนานเกินไปเราอาจจะภูมิใจกับการไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของใคร และใช้เป็นข้อแก้ตัวว่าภาษาอังกฤษของเราไม่ดี เพราะเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร เราใช้ข้อแก้ตัวแบบนี้มาตั้งแต่ประเทศเพื่อนบ้านพ้นจากการเป็นอาณานิคมจนกระทั่งปัจจุบัน โดยลืมไปว่าสถานการณ์โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่พ้นจากการเป็นอาณานิคมจำต้องพิสูจน์ว่าคุณสมบัติที่ดีมีอะไรดีและไม่ควรจะเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่น ๆ ดังนั้น เมื่อเวทีอาเซียนเปิด เขาจึงรีบกระโดดขึ้นเวที แล้ววิ่งเต็มฝีเท้า แต่ของเราไม่เคยต้องพิสูจน์อะไรเลย เพราะเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร ซึ่งดูเหมือนว่าความคิดดังกล่าวช่วยให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้มแข็งและอยู่รอดในเวทีโลกได้มากกว่าไทย เช่น ประเทศเวียดนามซึ่งเคยถูกมองว่าล้าหลัง กำลังเร่งพัฒนาภายใน ทั้งในด้านภาษาและเทคโนโลยี และกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีการคาดการณ์ว่า ในอนาคต เวียดนามจะกลายเป็นเสือตัวใหม่ของอาเซียน เป็นต้น

ความท้าทายของประเทศไทย

           ดังนั้น ดร.สุรินทร์ จึงเห็นว่า ประเทศไทยควรต้องเร่งพัฒนาในทุกมิติให้ประเทศสามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ เพราะ “ถึงคุณไม่เข้า คุณก็สู้กับเขาได้ ถ้าคุณเก่งจริง ถึงคุณเข้า ถ้าคุณไม่พร้อม คุณก็จะไม่ได้ประโยชน์” ประเด็นคือไม่ใช่เข้าหรือไม่เข้าแต่ต้องใช้โอกาสนี้ในการมุ่งพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของเรา ผ่านการปรับกระบวนการทางการศึกษาและพัฒนาให้บุคลากรกลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่า รู้จักคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบพร้อมเรียนรู้สิ่งรอบด้านให้มากกว่านี้ เช่น มิติทางสังคมและวัฒนธรรม เราต้องรู้ว่าเพื่อนบ้านเป็นอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร จะเป็นการเอื้อผลประโยชน์ไปสู่มิติทางเศรษฐกิจ

           ดร.สุรินทร์ ได้ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยภายใต้ประชาคมอาเซียนต้องเร่งพัฒนาศักยภาพและเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะรากฐานของสังคมอย่าง “คนรุ่นใหม่” ภารกิจดังกล่าว คือความท้าทาย ที่คนไทยทั้ง 67 ล้านคนต้องหันหน้าเข้าหากัน พร้อมกับตั้งปณิธานว่าจะ “หลอมประเทศนี้ให้เป็นน้ำเทียน น้ำเทียนที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับทุกศาสนา เทียนที่เป็นสัญลักษณ์ของแสงแห่งปัญญา แล้วปั้นเทียนให้เป็นธง ธงอันเป็นสัญลักษณ์ของความพร้อม ความสามารถ ความเมตตา และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่พึงมีให้แก่มวลมนุษยชาติเพื่อโบกสะบัดบนเวทีภูมิภาคและเวทีโลก

 

 

     นางสาวณัฐชยา วัชรธาราพงศ์

เจ้าหน้าที่โครงการฯ กรมอาเซียน