ASPA UPDATE : งานเลี้ยงรับรอง สองศตวรรษแห่งมิตรภาพไทย-สหรัฐฯ และ ๑๘๕ ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต News

ASPA UPDATE : งานเลี้ยงรับรอง สองศตวรรษแห่งมิตรภาพไทย-สหรัฐฯ และ ๑๘๕ ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต

      เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๑ นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นประธานในงานเลี้ยงรับรอง “สองศตวรรษแห่งมิตรภาพไทย - สหรัฐฯ และ ๑๘๕ ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต” ที่ห้องโถงใหญ่ อาคารห้องสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ กรุงวอชิงตัน
 
      งานเลี้ยงรับรองมีบุคคลสำคัญของไทยและสหรัฐฯ เข้าร่วม อาทิ นาง Marie Royce ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในฐานะผู้แทนรัฐบาลสหรัฐฯ นาง Tammy Duckworth สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ จากรัฐอิลลินอยส์ นาย Ted Yoho สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากรัฐฟลอริดา เขตที่ ๓ ผู้แทนจากรัฐสภาและกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ นักธุรกิจสหรัฐฯ และไทย ได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ไทยซัมมิท กรุ๊ป พีทีที โกลบอล เคมิคอล ธนาคารกรุงเทพ และ รอยัล อินเตอร์ แพ็ค รวมถึงบุคคลกลุ่มอื่น ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์และความร่วมมือไทย - สหรัฐฯ 
 
      งานยังมีขึ้นเพื่อฉลองประวัติศาสตร์สำคัญในความสัมพันธ์ไทย - สหรัฐฯ โดยได้จัดแสดงเครื่องดนตรีไทย ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานให้กับห้องสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ และการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์โดยวง John di Martino Quartet ซึ่งเป็นวงดนตรีแจ๊สระดับโลก 
 
      เมื่อสองศตวรรษก่อนไทยกับสหรัฐฯ เริ่มติดต่อกันครั้งแรกจากการมาถึงของพ่อค้าชาวสหรัฐฯ การค้าระหว่างสองประเทศในเวลาต่อมาได้นำไปสู่การลงนามสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ปี พ.ศ. ๒๓๗๖ ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐฯ ซึ่งครบรอบ ๑๘๕ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งงานเลี้ยงรับรองเน้นย้ำความร่วมมือไทย - สหรัฐฯ ที่ใกล้ชิดในทุกด้าน โดยมีประชาชนเป็นที่ตั้ง ตัวกลางขับเคลื่อน และผู้ได้รับประโยชน์จากความร่วมมือดังกล่าว
 
      ในฐานะประเทศพันธมิตร ไทยกับสหรัฐฯ ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการรักษาเสรีภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และระหว่างประเทศ ทั้งสองประเทศร่วมลงนามสนธิสัญญามะนิลา ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแถลงการณ์ร่วม ถนัด - รัสก์ ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งเอกสารทั้งสองฉบับเป็นพื้นฐานของพันธมิตรความมั่นคงไทย - สหรัฐฯ ซึ่งมีมากว่าหลายทศวรรษ นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ไทยกับสหรัฐฯ ได้ร่วมกันจัดการฝึกซ้อมรบประจำปีคอบร้าโกลด์ ซึ่งเป็นการซ้อมรบทางทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และไทยได้รับสถานะพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ นอกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖
 
      มิตรภาพไทย-สหรัฐฯ ที่ยาวนานกว่าสองศตวรรษยังถูกสะท้อนผ่านความร่วมมือในด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ ปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นทั้งประเทศคู่ค้าและนักลงทุนสำคัญของไทย ขณะที่ไทยลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันรวมมูลค่ากว่า ๕,๗๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยมีการลงทุนใน ๒๓ รัฐของสหรัฐฯ ทำให้เกิดการจ้างงานมากกว่า ๖๘,๐๐๐ ตำแหน่งในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อาหารเกษตรกรรม รถยนต์ ปิโตรเคมี และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนอกเหนือจากการเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองแล้ว ผู้แทนภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ ยังได้พบกับสมาชิกวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐที่ฝ่ายไทยมีการลงทุนด้วยโดยได้ถือโอกาสย้ำความมุ่งมั่นทางธุรกิจในรัฐเหล่านั้นซึ่งจะช่วยสร้างงานและส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นต่อไป
 
        On 27 September 2018, H.E. Mr. Virasakdi Futrakul, Deputy Minister of Foreign Affairs, presided over the “Two Centuries of Thai-US Friendship and 185 Years of Diplomatic Relations” Reception at the Great Hall, Library of Congress, Washington, DC. 
 
      The reception was attended by Assistant Secretary of State Marie Royce, as the representative of the US Government, Senator Tammy Duckworth (D-IL), Representative Ted Yoho (R-FL3), and representatives from the US Congress, Department of State and other US agencies, as well as the US and Thai private sector, including Charoen Pokphand Group, Thai Union Group, Thai Summit Group, PTT Global Chemical, Bangkok Bank, and Royal Interpack, and those who have been instrumental to the Thai-US relations and cooperation. This special evening also reminisced over a landmark event in Thai-US relations with the display of Thai instruments gifted by His Majesty the late King Bhumibol Adulyadej to the Library of Congress during the historic Royal Visit to the United States in 1960, and a musical performance of His Majesty’s jazz compositions by the world famous John di Martino Quartet. 
 
      Two centuries ago, Thailand and the United States began their initial contacts after the arrival of the first American merchants to the Kingdom of Siam and subsequent trade motivated the two countries to sign a Treaty of Amity and Commerce in 1833. Thailand became the first country in Asia to establish official diplomatic relations with the United States, which marks the 185th anniversary in 2018. The celebration highlighted the close cooperation between Thailand and the United States in all areas, which are centered on the people, driven by the people and benefit the people. 
 
      As treaty allies, the two countries have been working closely together to safeguard freedom, security, and stability in Southeast Asia and beyond. Thailand and the United States are signatories to the 1954 Manila Pact establishing the then Southeast Asia Treaty Organization, and the 1962 Thanat-Rusk Joint Communique, both of which formed the basis of the decades-long security alliance. Since 1982, Thailand and the United States have jointly held the annual Cobra Gold exercise, the largest military exercise in Asia, and Thailand has been designated a Major Non-NATO Ally of the US since 2003.
 
      The bicentennial friendship is also reflected through trade and investment. Today, the United States is both a leading trade partner and investor in Thailand. Likewise, Thai investment in the US’s real sector has been increasing over the years and now exceeds 5.7 billion US dollars, with a presence in 23 states, and employing more than 68,000 workers in sectors such as food and agriculture, automotive, petrochemicals and real estate development. Besides attending the reception, representatives from prominent Thai companies in the US met with Member of the US Congress from the states that they have investments whereby the Thai side reaffirms business commitment that will continue to create jobs and boost the local economy.