ทิศทางสังคม/วัฒนธรรม : รู้จักบราซิลผ่านมุมมองอดีตนักเรียนไทยในบราซิล  News

ทิศทางสังคม/วัฒนธรรม : รู้จักบราซิลผ่านมุมมองอดีตนักเรียนไทยในบราซิล

 

            หากกล่าวถึงประเทศบราซิลแล้ว ผมเชื่อว่าหลายท่านคงนึกถึงการแข่งขันฟุตบอล ชายหาด ดนตรี และที่พลาดไม่ได้คือ งานเทศกาลคาร์นิวัล แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเด่นเสี้ยวหนึ่งของบราซิลเท่านั้น อันที่จริงแล้ว บราซิลซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีประชากรจำนวนมากที่สุดในภูมิภาคลาตินอเมริกา ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกมากมาย  วันนี้ผมจึงชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับบราซิลในอีกแง่มุมจากคุณสาวิณี พึ่งเนตร (สา) อดีตนักเรียนแลกเปลี่ยนไทยในบราซิล
            คุณสา เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการ American Field Service (AFS) รุ่นที่ 49 ประเทศบราซิล ระหว่างปี 2554 – 2555 ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของไทยเข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมกับนักเรียนบราซิล

ทำไมถึงเลือกไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศบราซิล
            ดิฉันฝันตั้งแต่สมัยเป็นเด็กที่จะได้ใช้ชีวิตในต่างประเทศ และภูมิภาคลาตินอเมริกาเป็นภูมิภาคที่น่าสนใจทั้งด้านวัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม ดิฉันจึงสมัครเข้าร่วมโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS และได้เลือกประเทศบราซิลค่ะ ซึ่งเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของดิฉันอีกด้วย

ครอบครัวอุปถัมภ์หรือ Host Family เป็นอย่างไรบ้าง

           ดิฉันได้อาศัยอยู่กับ Host Family ที่เมือง Nova Roma do Sul ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของบราซิล เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรม โดยกลุ่มบรรพบุรุษของผู้คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้อพยพมาจากเยอรมนีและอิตาลี ซึ่งบรรพบุรุษของ Host Family ดิฉันมาจากอิตาลี นอกจากการสื่อสารด้วยภาษาโปรตุเกสเป็นหลักแล้ว บางครั้งสมาชิกในครอบครัวก็จะสนทนากันด้วยภาษาอิตาเลียน

 
ช่วงแรกของการใช้ชีวิตในบราซิลเป็นอย่างไรบ้าง
            ในช่วงแรกเป็นช่วงที่ปรับตัวค่อนข้างยาก เนื่องด้วยดิฉันไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาโปรตุเกสได้ และ Host Family ของดิฉันนั้นไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ เพียงแต่พูดด้วยคำศัพท์ภาษาอังกฤษในระดับเบื้องต้น เช่น Eat Go หรือแค่ Yes No Okay อย่างไรก็ดี ดิฉันมีความตั้งใจที่จะสื่อสารภาษาโปรตุเกสให้ได้ Host Family จึงได้ช่วยสอน รวมถึงเวลาไปโรงเรียน ได้พบเจอเพื่อนและผู้คนใหม่ๆ ดิฉันก็พยายามเลียนเสียงการสนทนาและจดจำคำศัพท์ใหม่ๆ  ด้วยระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ดิฉันจึงสามารถสื่อสารด้วยภาษาโปรตุเกส                                    

แล้วเรื่องเรียนเป็นอย่างไรบ้าง มีความแตกต่างกับที่เมืองไทยอย่างไร
            ดิฉันได้เรียนที่โรงเรียน Colegio Estadual Nova Roma ประกอบด้วยนักเรียนระดับชั้น ป.1 - ม.6 จำนวนประมาณ 300 คน  ซึ่งเป็นโรงเรียนรัฐขนาดเล็ก ถึงขนาดที่ต้องมีการแบ่งการเรียนเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงเช้าและค่ำ โดยในช่วงเช้าสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา  และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาได้เรียนในช่วงภาคค่ำ ดิฉันประหลาดใจมากเพราะต้องเรียนในระหว่างเวลา 18.00 – 22.00 น. เหตุผลที่แบ่งการเรียนเป็นสองช่วงนั้นเพราะว่าในตัวเมืองมีเพียง 1 โรงเรียนทั้งสำหรับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จึงต้องแบ่งผลัดกันเรียนค่ะ
             ด้านการเรียนนั้น วิชาที่เรียนมีความคล้ายกับเนื้อหาการเรียนที่เมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นวิชาคณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยา ภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ ยังมีวิชาภาษาต่างประเทศสอนอีกด้วย ได้แก่ สเปน อิตาเลี่ยน และเยอรมัน ซึ่งดิฉันได้เลือกเรียนภาษาอิตาเลียนค่ะ โดยวิชาที่เรียนทั้งหมดจะสอนเป็นภาษาโปรตุเกส ในช่วงแรกของการเรียนนั้น ถือว่ายากลำบากมาก ดิฉันไม่สามารถเข้าใจในภาษาโปรตุเกสได้ แต่อาจารย์ก็มีความเข้าใจถึงอุปสรรคทางด้านภาษาของดิฉัน

ในเมื่อเรียนในช่วงภาคค่ำ แล้วช่วงตอนกลางวันทำกิจกรรมอะไรบ้าง
            ในช่วงกลางวัน ดิฉันได้เป็นอาสาสมัครช่วยดูแลนักเรียนระดับชั้นอนุบาล  ไม่ว่าจะเป็นการสอนหนังสือและพาเด็กๆ ทำกิจกรรมต่างๆ  นอกจากนี้ ดิฉันได้เล่นฟุตบอล และบางครั้งได้มีโอกาสชมการแข่งขันฟุตบอล
ที่ส
นามฟุตบอลประจำเมือง อย่างที่เราทราบกันดี ชาวบราซิลนั้นชอบฟุตบอลเป็นอย่างมาก
ฟุตบอลจึงเป็นกีฬาประจำชาติขอ
งชาวบราซิลค่ะ  


อยากให้คุณสาได้เล่าถึงวัฒนธรรมของบราซิลว่าเป็นอย่างไรบ้าง
             ชาวบราซิลเป็นคนรักสนุก มักจัดงานรื่นเริงเป็นประจำ ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมชาวบราซิลเป็นอย่างมาก งานเทศกาลสำคัญๆ ก็จะเกี่ยวข้องกับงานทางศาสนาเช่น เทศกาล East
er Day ซึ่งมีการจัดกิจกรรมที่มีทั้งการร้องเพลง มีละครเวทีแสดงบริเวณโบสถ์กลางเมือง และงานคริสต์มาสเป็นงานเทศกาลสำคัญเช่นกัน แต่แตกต่างกับหลายๆ ประเทศทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือคือจะอยู่ในช่วงฤดูร้อน ในหลายๆ พื้นที่จะจัดแสดงพลุและดอกไม้ไฟ อย่างที่เราคุ้นเคยคือการประดับไฟต้นคริสมาสต์ลอยน้ำและแสดงพลุที่นครริโอเดอจาเนโร  นอกจากนี้ ยังมีเทศกาล Festa da Uva จัดขึ้นเป็นประจำในทุกเดือนกุมภาพันธ์ เป็นงานเทศกาลฉลองการเก็บเกี่ยวองุ่นของกลุ่มคนทางตอนใต้ในบราซิล ซึ่งเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากอิตาลี โดยจะปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ ดิฉันก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมเดินขบวนพาเหรด ซึ่งมีผู้คนออกมาฉลองทั่วทั้งเมืองค่ะ

ตลอด 1 ปีที่อยู่บราซิล ได้มีโอกาสพบเจอคนไทยบ้างไหม

      นักเรียนไทยที่เข้าร่วมโครงการ AFS รุ่น 49 กับดิฉันมีประมาณ 30 คนค่ะ  โดยจะกระจายไป อยู่ทั่วทั้งภูมิภาคของบราซิล ซึ่งดิฉันได้มีโอกาสพบเจอเพื่อนชาวไทยเมื่อมีการจัดทัศนศึกษาให้กับนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวไทย ที่นครริโอเดอจานิโร ซึ่งเป็นเมืองที่มีชายหาดที่สวยงามและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของบราซิลเช่น รูปปั้นพระเยซูบนยอดเขา และเยี่ยมชมน้ำตก Foz do Iguacu หนึ่งในน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิลเลียได้จัดกิจกรรมงานเทศกาลไทย เช่น งานลอยกระทง ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่ดิฉันได้มีโอกาสพบเจอกับเพื่อนๆ คนไทยที่อยู่ในบราซิลอีกด้วย  

            ตลอด 1 ปีในบราซิลนั้น นอกจากดิฉันได้เปิดโลกกว้างเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และได้พบเจอผู้คนในอีกซีกโลกหนึ่ง ดิฉันยังได้ประชาสัมพันธ์ประเทศไทยทั้งด้านวัฒนธรรม อาหาร สถานที่ท่องเที่ยวให้กับชาวบราซิลได้รู้จักมากยิ่งขึ้น ปัจจุบัน ดิฉันยังติดต่อและสนทนากับ Host Family และเพื่อนๆ ชาวบราซิลเป็นประจำ  โดยกลุ่มเพื่อนชาวบราซิลของดิฉันให้ความสนใจและมีแผนที่จะเที่ยวประเทศไทยในอนาคต  นอกจากนี้ ยังมีนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวบราซิลได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนในไทย ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในการกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนระหว่างไทยกับบราซิล และประสบการณ์แลกเปลี่ยนในบราซิลเป็นประสบการณ์อันน่าประทับใจอย่างมากค่ะ

 

        



                                                 ********************** 
                                                               

                                    สัมภาษณ์โดย นายวนรัตน์  จันทร์เพชร
                      เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยกลุ่มงานโครงการตามยุทธศาสตร์
                                                     กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้