ทิศทางสังคม/วัฒนธรรม : เรียนต่อที่ออสเตรเลีย : น่ากลัวหรือน่าไป News

ทิศทางสังคม/วัฒนธรรม : เรียนต่อที่ออสเตรเลีย : น่ากลัวหรือน่าไป

                   ในยุคนี้การไปเรียนต่างประเทศดูจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับครอบครัวที่พอจะมีกำลัง หรือมีลูกหลานเรียนเก่ง มีความสามารถในการสอบชิงทุน มักมองโอกาสให้ลูกๆ หลาน ๆ ไปร่ำเรียนเมืองนอกเมืองนากัน เพราะการศึกษาเพียงในประเทศอย่างเดียว ดูท่าจะไม่เพียงพอที่จะได้งานดีๆ ในโลกที่การแข่งขันสูงซะแล้วครับ และเวลาจะไปเรียนต่างประเทศ ประเทศที่คนไทยเรานึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ก็คือออสเตรเลีย เพราะเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ อยู่ไม่ไกลมาก มาตรฐานการศึกษาดี และค่อนข้างปลอดภัย

                   ในสมัยนึง ออสเตรเลียเคยมีปัญหาเรื่องการเหยียดผิว โดยเฉพาะคนเอเชีย จนขนาดมีการตั้งพรรคการเมืองที่ชื่อ One Nation เพื่อต่อต้านชาวเอเชียกันเลยทีเดียว และตอนนี้ ท่ามกลางกระแสการต่อต้านคนต่างชาติทั้งในอเมริกา ยุโรป รวมถึงออสเตรเลีย จนทำให้พรรค One Nation เริ่มกลับมาได้รับความนิยมในหลายรัฐของออสเตรเลีย ทำให้คุณพ่อคุณแม่ หรือเด็กๆ บางคนชักไม่แน่ใจว่า การไปเรียนที่ออสเตรเลียจะดีหรือไม่ คุ้มค่าและปลอดภัยหรือเปล่า หรือบุตรหลานของตนจะโดนฝรั่งรังแกระหว่างการไปเรียนมั้ย...ผมเลยถือโอกาสนี้ เล่าเรื่องการศึกษาในออสเตรเลียให้ฟัง เพื่อเป็นอีกหนึ่งข้อมูล และใช้ประกอบการตัดสินใจครับ

         

                   ต้องยอมรับว่า การศึกษาของออสเตรเลียนั้นอยู่ในระดับดีมากครับ เพราะเค้าเชื่อว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญสำหรับอนาคตของประเทศ เมื่อสองสามปีก่อน มีการทำสำรวจความเห็นจากคนในประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับ perception หรือการรับรู้ของคนในประเทศอื่น ๆ ที่มองออสเตรเลียทั้งด้านบวกและด้านลบ ปรากฏว่าในเรื่องการศึกษานั้น ผลสำรวจบอกว่าคนประเทศต่าง ๆ ให้มาตรฐานออสเตรเลียสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอเมริกาและอังกฤษ (อันนี้คือการวัดการรับรู้หรือความรู้สึกของผู้ถูกสำรวจนะครับ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องตัวชี้วัดเชิงคุณภาพอะไรทั้งสิ้น) ซึ่งหากการศึกษาบ้านเราได้รับผลการสำรวจแบบนั้น ก็คงกระโดดโลดเต้นตีข่าวกันครึกโครม แต่แทนที่ออสเตรเลียจะดีใจ เค้ากลับคิดว่าจริง ๆ แล้วมาตรฐานเค้าไม่ควรแพ้อเมริกาและอังกฤษเลย เค้าต้องรีบดำเนินการพัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้นยิ่งขึ้น เพื่อคนทั่วโลกจะได้มี perception ด้านการศึกษาของออสเตรเลียที่ดีขึ้นอีก ด้วยความมุ่งมั่นด้านการพัฒนาการศึกษาแบบนี้เอง เวลามีจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก มหาวิทยาลัยของออสเตรเลียจึงติดอันดับ Top 100 จำนวนมากครับ

                   ในภาพรวมแล้ว ขณะนี้มีนักเรียนไทยไปเรียนที่ออสเตรเลียอยู่ประมาณ 3 หมื่นคน โดยไปเรียนกันในระดับต่างๆ ทั้งมัธยม ไปเรียนภาษา มหาวิทยาลัยตั้งแต่ปริญญาตรีถึงปริญญาเอก แต่ที่มีจำนวนมากที่สุดกว่าครึ่งนึงของยอดนักเรียนทั้งหมด คือการไปเรียนคอร์สระยะสั้นกับสถาบันที่เรียกว่า TAFE (ย่อมาจาก Technical and Further Education) ครับ สถาบัน TAFE นี้ ถ้าจะเทียบกับบ้านเราแล้วเทียบลำบากหน่อย บางคนจะนึกว่าเป็นอาชีวะ แต่จริง ๆ แล้วเค้ามีการสอนกว้างขวางกว่าอาชีวะในบ้านเรามาก คือมีสอนตั้งแต่คอร์สชงกาแฟ เรียนภาษาระยะสั้น/ระยะยาว สอนระบบไฟฟ้าประปา สอนทำผม ฯลฯ รวมถึงไปสอนระดับคอร์สปริญญาตรี แต่ที่คนไทยนิยมสุดๆ คือ คอร์สภาษาอังกฤษและบริหารธุรกิจระยะระหว่าง 6-12 เดือนครับ

                   เหตุผลที่คนไทยนิยมเรียน TAFE มากก็เพราะว่า ค่าเรียนไม่ได้แพงมากเหมือนมหาวิทยาลัย เรียนจบได้เร็ว และที่สำคัญวีซ่านักเรียนที่ได้จากการเรียน TAFE นั้นสามารถทำงานได้สัปดาห์ละ 20 ชั่วโมงอย่างถูกกฎหมาย (วีซ่านักเรียนจากการลงทะเบียนเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้สิทธิในการทำงาน 20 ชั่วโมงเช่นกัน) โดยที่ค่าจ้างแรงงานในออสเตรเลียค่อนข้างสูงมาก ก็เลยมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้เรียนแพทย์แต่หัวหมอ ถือโอกาสสมัครคอร์สของ TAFE และใช้วีซ่านักเรียนนี่แหล่ะไปแอบทำงานกันอีรุงตุงนัง บางคนสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าของร้านอาหาร ขอหลบทำงานเกินชั่วโมงที่กำหนด โดยยอมรับค่าแรงน้อยหน่อยโดยให้ร้านไม่ต้องระบุว่ามีพนักงาน คนนี้ ร้านจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษี บางคนทำตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนไม่ได้เข้าเรียนก็มี หรือไปจ้างคนอื่นไปนั่งเช็คชื่อในห้องเรียนแทนก็มี เพื่อตนเองจะได้เอาเวลาไปทำงานได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยอดการลงทะเบียนเรียนของคนไทยในคอร์สต่าง ๆ ของ TAFE มีจำนวนมากครับ  

                   ถ้าถามว่า การไปเรียนและตั้งใจทำงานเก็บเงินไปด้วยนี่ผิดมั้ย ในมุมมองของผมก็ไม่คิดว่าผิดอะไร แต่เราต้องรู้จัก balance ให้ดีว่า เราไปเพื่อเรียนหนังสือ ไม่ใช่อดตาหลับขับตานอนทำงานจนกระทั่งไม่ได้เข้าเรียน ถ้าเจ้าหน้าที่ Immigration เค้าจับได้ว่าทำงานเกินชั่วโมงที่กำหนด เค้าจะยกเลิกวีซ่า และส่งกลับประเทศทันทีนะครับทำเป็นเล่นไป ทีนี้เลยเสียค่าเรียนฟรี อดทั้งได้วิชา อดทำงาน แถมพอกลับถึงเมืองไทยโดนแม่ด่าอีกต่างหาก

                   ทีนี้มาถึงคำถามสำคัญเรื่องบรรยากาศการเหยียดผิวในออสเตรเลีย.. เรื่องนี้ต้องบอกว่า ขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วงแต่ประการใดครับ ออสเตรเลียเป็นประเทศที่เกิดจากการรวมกลุ่มของคนที่หลากหลาย มีชนชาติ ต่าง ๆ อาศัยอยู่กว่า 200 ชนชาติ มีรากฐานความเป็นพหุสังคมที่เข้มแข็ง และคนส่วนมากยังเห็นประโยชน์และ ชื่นชอบบรรยายกาศของการอยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคคีของออสเตรเลียครับ นักการเมืองที่ชูประเด็นเหยียดผิว ก็มักจะมีฝรั่งออสเตรเลียด้วยกันแสดงความเห็นในเชิงต่อต้านอยู่เสมอ ดังนั้น คนไทยที่จะไปเรียนในเมืองยอดนิยมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นซิดนีย์ เมลเบิร์น หรือบริสเบน ก็ยังสบายใจได้ครับ

               

    แต่มี 2-3 เรื่องที่ผมอยากเตือนน้อง ๆ ที่จะไปเรียนที่ออสเตรเลียให้ระวังเหมือนกัน เรื่องแรกก็คือ ออสเตรเลียมีนักเรียนไทยไปเรียนเยอะ และธรรมชาติของคนไทย เมื่อไปเจอกันเราก็อยากจะอยู่ในแวดวงคนไทย ทำงานร้านอาหารไทย เที่ยวกับเพื่อนคนไทย ผมเจอคนจำนวนมากที่ไปเรียนอยู่ 3-4 ปี พูดภาษาอังกฤษได้เท่าปีแรก ติดอยู่แค่เพชรบุรีตัดใหม่ไม่เห็นพัฒนาการเลย ดังนั้น ถ้าจะไปเรียนต้องมีวินัยให้มากครับ อย่าขลุกแต่กับเพื่อนคนไทย ใช้โอกาสในการเรียนรู้ภาษาและวิชาการให้มากที่สุด เรื่องที่สองก็คือ อย่าเอาแต่ทำงานเก็บเงิน เพราะเห็นแก่ค่าแรงที่สูงครับ ไปๆ มาๆ กลายเป็นเรามองวีซ่านักเรียนเป็น work permit ไปซะ หลงระเริงกับการเก็บเงินจนเรียนไม่จบ หรือถูกจับส่งกลับเมืองไทย เรื่องสุดท้ายก็คือ ในทุกสังคมมีคนดีและไม่ดีครับ สังคมคนไทยในออสเตรเลียก็มีพวกที่แสวงหาประโยชน์กับคนไทยด้วยกัน โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด ซึ่งตอนนี้ระบาดมากในหมู่นักเรียนไทย เสพยาไอซ์ยาอีนี่พูดกันเป็นเรื่องธรรมดาราวกับกินยาคูลท์ เรื่องนี้ต้องระวังมากครับ เดี๋ยวแทนที่ไปเรียนเมืองนอกจะได้อนาคตที่ดี กลับต้องกลายเป็นติดคุกติดตารางไปซะแทน

                   สรุปแล้วออสเตรเลียยังถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกแห่งการศึกษาที่ดีของคนไทยครับ ไม่ว่าจะเป็นระดับมัธยม มหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งคอร์สระยะสั้น แต่เวลาไปเรียนต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเองว่าไปเพื่อเรียน เพื่อสร้างประสบการณ์และโอกาสที่ดีในอนาคต หากหลงระเริงกับการอยู่เมืองนอกที่ไม่มีผู้ปกครองดูแลแล้ว อาจกลายเป็นเสียผู้เสียคน เสียโอกาส และที่แย่ที่สุดคือทำคุณพ่อคุณแม่เสียใจได้ครับ 

                         
                                                                                                       
                                                                                                        
โดย นายจีระศักดิ์  ป้อมสุวรรณ

                                                                                                       นักการทูตชำนาญการ (ที่ปรึกษา)
                                                                                                 กองแปซิฟิกใต้ กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้