ทิศทางสังคม/วัฒนธรรม : “จาซินดา อาร์เดิร์น” นายกรัฐมนตรีหญิงที่อายุน้อยที่สุดของนิวซีแลนด์ News

ทิศทางสังคม/วัฒนธรรม : “จาซินดา อาร์เดิร์น” นายกรัฐมนตรีหญิงที่อายุน้อยที่สุดของนิวซีแลนด์

      ประเด็นในความสนใจของสื่อและสังคมระหว่างประเทศในห้วงเดือนที่ผ่านมานั้น คงจะหนีไม่พ้นความเคลื่อนไหวของเหล่าผู้นำในเวทีการประชุมระหว่างประเทศอย่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Summit) ที่นครดานัง การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) ที่กรุงมะนิลา โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญก็คือการเปิดตัวแสดงจุดยืนบนเวทีระหว่างประเทศเป็นครั้งแรกของนางสาวจาซินดา อาเดิร์น (Jacinda Adern) ผู้นำแดนกีวี (นิวซีแลนด์) คนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปของนิวซีแลนด์เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฏว่าไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับคะแนนเสียงมากเพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ จนกระทั่งนายวินสตัน ปีเตอร์ส (Winston Peters) หัวหน้าพรรค New Zealand First ที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 3 ตัดสินใจเลือกจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรค Labour ที่ได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับที่ 2 ส่งผลให้นางสาวอาร์เดิร์น หัวหน้าพรรค Labour ซึ่งเดิมเป็นพรรคฝ่ายค้านของนิวซีแลนด์นั้น สามารถพลิกกลับขึ้นมาเป็นผู้คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งได้สำเร็จ โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมแสดงความยินดีกับนางสาวอาร์เดิร์นแล้วระหว่างห้วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่นครดานัง

      ด้วยวัยเพียง 37 ปี นอกจากนางสาวอาร์เดิร์นจะเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 3 และมีอายุน้อยที่สุดในรอบกว่า 160 ปี ของนิวซีแลนด์แล้ว เธอยังเป็นผู้นำหญิงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของโลกด้วย เกาะกระแสผู้นำประเทศที่มีอายุน้อยในหมู่ชาติตะวันตกอย่างนายจัสติน ทรูโด (Justin Trudeau) นายกรัฐมนตรีแคนาดา (อายุ 45 ปี) นายเอมานูว์แอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส (อายุ 39 ปี) และนายเซบาสเตียน เคิร์ซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและหัวหน้าพรรค People’s Party ของออสเตรียที่เพิ่งคว้าชัยในการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศ (อายุ 31 ปี)

     แม้ว่านางสาวอาร์เดิร์นจะเป็นนักการเมืองคลื่นลูกใหม่ที่เพิ่งเข้ามารับตําแหน่งหัวหน้าพรรค Labour ได้ไม่ถึง 2 เดือนก่อนการเลือกตั้งทั่วไป แต่ประสบการณ์ของเธอไม่ได้น้อยตามอายุไปด้วยเลย เห็นได้ชัดจากความสำเร็จในการชักชวนให้พรรค New Zealand First มาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของพรรค Labour ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของนางสาวอาร์เดิร์น ที่สะสมมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี โดยเธอเริ่มต้นอาชีพบนเส้นทางการเมืองด้วยการเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค Labour ตั้งแต่อายุ 17 ปี พร้อมแรงบันดาลใจสำคัญคือความต้องการขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขจัดความยากจน และยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กในนิวซีแลนด์ ก่อนจะเข้าสู่สนามเลือกตั้งและได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนิวซีแลนด์ในขณะที่มีอายุเพียง 28 ปี นอกจากนี้        นางสาวอาร์เดิร์นยังเคยเป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายในสำนักงานคณะรัฐมนตรีของนายโทนี แบลร์ (Tony Blair) อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และเคยทำงานร่วมกับนางเฮเลน คลาร์ก (Helen Clark) อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ผู้เป็นต้นแบบทางการเมืองของเธออีกด้วย

     นางสาวอาร์เดิร์นถือเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ยังสนับสนุนแนวคิดรัฐสวัสดิการ เธอผลักดันกฎหมายการทำแท้ง ส่งเสริมให้มีการสอนภาษาเมารีในโรงเรียน และยังร่วมผลักดันกฎหมายอนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยการรณรงค์หาเสียงในครั้งนี้ นโยบายของนางสาวอาร์เดิร์นก็สามารถครองใจประชาชนได้หลายกลุ่ม อาทิ การยกเว้นค่าเล่าเรียนในระดับอุดมศึกษาซึ่งเป็นนโยบายที่ชนะใจคนรุ่นใหม่ การลดโทษให้แก่สตรีทำแท้งซึ่งเป็นนโยบายที่ชนะใจสตรี และคำมั่นที่จะช่วยให้เยาวชนหลุดพ้นจากความยากจนและลดจำนวนผู้ย้ายถิ่นฐานเข้านิวซีแลนด์ รวมทั้งนโยบายการเคหะและการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ทั่วถึง ซึ่งเรียกคะแนนจากกลุ่มชนชั้นกลางได้เป็นอย่างดี กระแสความนิยมที่นางสาวอาร์เดินได้รับนั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนสื่อทั้งในและนอกประเทศต่างเรียกว่าเป็น “Jacindamania” เลยทีเดียว สำหรับชีวิตส่วนตัวในมุมอื่นนอกจากความสามารถในทางการเมือง นางสาวอาร์เดิร์นชอบถ่ายรูปเซลฟีและยังเป็นดีเจมือสมัครเล่น เธอรักแมวและเลี้ยงแมวชื่อแพดเดิ้ลส์ซึ่งเพิ่งถูกรถชนตายอย่างไม่คาดฝัน ทำให้นางสาวอาร์เดิร์นเสียใจมาก

     ส่วนนายปีเตอร์ส หัวหน้าพรรค New Zealand First ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีการต่างประเทศนิวซีแลนด์ กล่าวถึงเหตุผลที่เขาเลือกจับมือกับพรรค Labour ว่า เขาตระหนักถึงกระแสความต้องการของหมู่ประชาชนที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนทิศทางที่ประเทศจะก้าวต่อไปในอนาคตหลังจากที่พรรค National ของนายบิล อิงลิช (Bill English) อดีตนายกรัฐมนตรี ได้บริหารประเทศต่อเนื่องมาแล้วกว่า 9 ปี ทั้งนี้ ประเด็นหลักที่ทั้งสองพรรคได้เจรจาตกลงกันในการจัดตั้งรัฐบาลร่วม ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือการกำหนดนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ คือการเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของประเทศอย่างยั่งยืน การจัดตั้งกองทุนพัฒนาส่วนภูมิภาคมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ต่อปี และการสร้างงาน รวมทั้งเพิ่มปริมาณการส่งออกและเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ

 

    ไทยกับนิวซีแลนด์ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมายาวนานกว่า 61 ปี มีคนไทยอาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์ประมาณ 10,000 คน ในแต่ละปีมีชาวนิวซีแลนด์มาไทยประมาณ 100,000 คน และชาวไทยไปนิวซีแลนด์ประมาณ 25,000 คน ไทยกับนิวซีแลนด์จึงมีความสัมพันธ์ที่ดีในระดับประชาชน และทั้งสองฝ่ายยังมีความร่วมมือที่โดดเด่นในหลายสาขา อาทิ ด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และด้านการเกษตร

 

                                                                   ********

                                                                                                       โดย น.ส. สิรินทร์รัชต์ สท้อนดี 
                                                                                                                             กองแปซิฟิกใต้
                                                                                                           กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้  


ที่มาของภาพ : http://www.labour.org.nz/