ทิศทางสังคม/วัฒนธรรม : ปาเลา : มนต์เสน่ห์แห่งหมู่เกาะแปซิฟิก News

ทิศทางสังคม/วัฒนธรรม : ปาเลา : มนต์เสน่ห์แห่งหมู่เกาะแปซิฟิก

          พูดถึงหมู่เกาะแปซิฟิก คนไทยส่วนมากคงไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไหร่นักครับ เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทัวร์ไม่ค่อยจัดไป เวลาไปเที่ยวราคาก็จะแพงซักหน่อย หาเที่ยวบินไปยาก เวลาต่อเที่ยวบินก็อาจไม่ค่อยสะดวก ทำให้มีคนเฉพาะกลุ่มที่พอจะมีสตางค์จริง ๆ และไปเที่ยวประเทศใหญ่ ๆ จนเบื่อแล้ว ถึงจะหันมาเที่ยวหมู่เกาะแปซิฟิก

          ประเทศในหมู่เกาะกลุ่มนี้ที่เราพอจะคุ้นหูกันบ้างก็เช่น ปาปัวนิวกินี ฟิจิ เป็นต้น แต่จริงๆ แล้ว ยังมีอีกหลายเกาะครับที่เป็นประเทศที่น้อยคนนักจะเคยได้ยิน เช่น นีอูเอ ไมโครนีเชีย หมู่เกาะคุก เป็นต้น แต่ที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังในบทความนี้ คือประเทศที่ถือว่ามีชื่อชั้นในเชิงการท่องเที่ยวพอสมวร โดยเฉพาะการดำน้ำ นั่นคือประเทศปาเลาครับ

          ปาเลาเป็นหมู่เกาะเล็ก ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกด้าน    ตะวันตก ห่างออกไปจากฟิลิปปินส์ทางตะวันออกประมาณ 500 กม. ถ้าใครนึกไม่ออกว่าอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก ให้มองหาฟิลิปปินส์เป็นตัวตั้งครับ แล้วลากสายตาไปทางขวาเล็กน้อย ในแผนที่โลกท่านจะเห็นปาเลาเป็นกลุ่มจุดเล็ก ๆ แต่หากท่านได้ลองเดินทางไปที่ปาเลาด้วยตัวเองจริง ๆ แล้ว ท่านจะเห็น     ความสวยงามทางธรรมชาติที่อลังการมาก

          ก่อนจะเล่าถึงปาเลา ผมขออธิบายเล็กน้อยเกี่ยวกับคนในแถบหมู่เกาะแปซิฟิกนี่ก่อนครับ เพราะประเทศพวกนี้ แม้จะถูกจับกลุ่มเป็นหมู่เกาะแปซิฟิกเหมือนกัน แต่มีเชื้อสายทางเผ่าพันธุ์ต่างกัน โดยสามารถแบ่งกลุ่มคนหมู่เกาะได้ เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกเรียกว่าเมลานีเชียน (Melanesian) พวกนี้จะผมหยิก ตัวใหญ่ จมูกใหญ่ คล้าย ๆ พวกซาไก ดูแล้วหน้าตาออกจะเข้มไปทางดุหน่อย กลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดครับ อาศัยอยู่ในประเทศหลักๆ เช่น ปาปัวนิวกินี ฟิจิ วานูอาตู เป็นต้น พวกที่สองนี่เรียกว่าพวกโพลีนีเชียน (Polynesian) พวกนี้จะตัวใหญ่เหมือนกัน รูปร่างกำยำ แต่รูปร่างหน้าตาจะคมคายกว่าพวกแรก ออกแนวคนฮาวายหรือพวกกลุ่มเมารี ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ ประเทศหมู่เกาะที่อยู่ในกลุ่มคนโพลีนีเชียนก็เช่น ตูวาลู ตองกา นีอูเอ เป็นต้น ส่วนพวกสุดท้ายเรียกว่าพวกไมโครนีเชียน (Micronesian) ครับ พวกนี้จะคล้าย ๆ ลูกผสมของสองกลุ่มแรก โดยอาศัยอยู่ในประเทศเช่น ไมโครนีเชีย นาอูรู และปาเลาของเรานี่เอง

                          

          ย้อนประวัติศาสตร์กลับไปเล็กน้อยช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งสหรัฐอเมริกาตั้งฐานทัพเรือสำคัญอยู่ที่ฮาวายและเกาะกวมนั้น ญี่ปุ่นใช้ปาเลานี่แหล่ะครับเป็นแหล่งสำคัญในการขยายฐานของตัวเอง เนื่องจาก    ปาเลามีเกาะเล็กเกาะน้อยรวมกว่า 200 เกาะ ทำให้ญี่ปุ่นเอาเครื่องบินไปซ่อนตามถ้ำต่าง ๆ ของเกาะเหล่านี้เป็นจำนวนมาก หลายจุดในปัจจุบันก็ยังสามารถเห็นร่องรอยของเครื่องบินญี่ปุ่นที่ถูกยิงตกบ้าง หรือปืนต่าง ๆ ที่ทหารญี่ปุ่นซ่อนเอาไว้ตามถ้ำบ้างครับ

          ปาเลาถือเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ แต่มีประชากรแค่ 2 หมื่นคนเศษครับ เทียบกับจังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดของไทยแลนด์เรา คือ จังหวัดระนอง ยังมีประชากรตั้ง 1.8 แสนคน แต่ด้วยความที่เป็นประเทศเล็กมาก ก็มีจุดเด่นของตัวเองคือผู้นำของเขากับประชาชนนี่แทบจะรู้จักกันอย่างดี    ผมมีโอกาสไปประชุมระหว่างประเทศงานหนึ่งที่ปาเลา ท่านประธานาธิบดีก็มากล่าวเปิดงานและร่วมประชุมกันอยู่ด้วยนานสองนาน พอหมดช่วงประชุมเป็นช่วงบ่าย ทุกคนก็ไปพักผ่อน ผมก็ถือโอกาสไปเดินเล่นในเมือง    นิดหน่อยเพื่อเปิดหูเปิดตา และได้เดินผ่านไปสนามกีฬาแห่งหนึ่ง (เรียกเป็นโรงยิมน่าจะเหมาะกว่า) ซึ่งกำลังมีงานกีฬาสีของโรงเรียนแห่งหนึ่งพอดี เลยนึกสนใจเข้าไปนั่งดูนั่งอยู่ได้แป๊บเดียว ปรากฏว่าท่านประธานาธิบดีมากล่าวเปิดงานกีฬาสีซะงั้น ทำให้รู้เลยว่าผู้นำกับประชาชนของปาเลานั้นมีกำแพงกั้นกันน้อยมาก

                     

          อีกเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นแล้วรู้สึกแปลกดีเกี่ยวกับท่านประธานาธิบดีและคนทั่วไปของปาเลาก็คือ ระหว่างที่ผมกำลังประชุมที่เล่าให้ฟังข้างต้นนั้น ท่านประธานาธิบดีก็หันกระซิบกระซาบกับผู้ติดตาม ซึ่งอึดใจเดียวก็ส่งตะกร้าเล็ก ๆ ส่วนตัวให้ประธานาธิบดี ท่านก็หยิบใบไม้และเครื่องเคียงขึ้นมาม้วน ๆ พัน ๆ แล้วเอาเข้าปากเคี้ยวหยับ ๆ ผมก็สงสัยว่าคืออะไร และได้ทราบทีหลังว่า นั่นคือตะกร้าหมากครับ พอช่วงที่ไปเดินเล่นในเมือง ก็เห็นคนท้องถิ่นวางขายหมากกันเกลื่อนกลาด เลยเพิ่งได้รู้ว่าคนปาเลายังเคี้ยวหมากกันเป็นเรื่องปกติ เหมือนรุ่นคุณย่าคุณยายของเราเมื่อ 30 กว่าปีก่อนนั่นเอง

          มีเกร็ดอีกเล็กน้อยของปาเลาและประเทศหมู่เกาะอื่น ๆ ที่ผมไปสัมผัสมาและอยากมาเล่าสู่กันฟังก็คือ ประเทศพวกนี้ผู้คนเขามีอุปนิสัยและบุคคลิกออกแนวสบายๆ ครับ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมาก ในระหว่าง            การประชุมนั้น พูดจาฟังรู้เรื่อง สบายหู และที่สำคัญคือ แม้จะเป็นการประชุมระหว่างประเทศ คนพวกนี้ก็นิยมแต่งตัวสบาย ๆ ใส่เสื้อลายดอกพร้อยสีสันสดใสเชียว แถมผู้ชายก็สวมผ้านุ่งใส่รองเท้าแตะอีกต่างหาก ผมนี่เดินเข้าห้องประชุมสวมสูทเต็มยศ ต้องถอดแทบไม่ทัน เลยมาแบ่งปันประสบการณ์สำหรับท่านที่จะมีโอกาสไปประชุมกับคู่ค้าหรือข้าราชการของประเทศเหล่านี้ จะได้ไม่เปิ่นเหมือนผมครับ

          นอกเหนือจากผู้คนที่เป็นมิตรและเป็นกันเอง สบาย ๆ แล้ว เสน่ห์ที่แท้จริงของปาเลาคือธรรมชาติทางทะเลที่งดงามเกินจะพรรณาครับ น้ำทะเลนั้นใสเกินบรรยาย และมีความอุดมสมบูรณ์มาก ถือว่าเป็นสวรรค์ของผู้ชื่นชอบการดูปลาหรือปะการังแบบผิวน้ำแบบ snorkling หรือการดำน้ำลึกแบบ diving อย่างแท้จริง ทำให้ธุรกิจที่สำคัญและนำรายได้เข้าประเทศอย่างมากแก่ปาเลาก็คือการท่องเที่ยวนั่นเอง โดยในปี 2559 นักท่องเที่ยวต่างชาติไปท่องเที่ยวที่ปาเลาสูงถึง 1.6 แสนคน ถือว่ามหาศาลนะครับสำหรับประเทศที่มีประชากร 2 หมื่นคนเศษ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักก็คือญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน ครับ และโดยที่ปาเลามีประชากรไม่มาก เลยเป็นโอกาสให้คนจากต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ เข้าไปทำมาหากิน เปิดบริษัททัวร์หรือเป็นไกด์กันเป็นล่ำเป็นสัน หรือมีคนญี่ปุ่นที่เข้าไปตั้งบริษัททัวร์เพื่อรับลูกค้าญี่ปุ่นโดยเฉพาะกันหลายเจ้าทีเดียว  

          การท่องเที่ยวของปาเลายังส่งผลให้ธุรกิจบริการต่อเนื่องสามารถทำรายได้ต่อเป็นลูกโซ่ครับ เช่น พนักงานขับแท็กซี่หรือร้านอาหาร ซึ่งก็เป็นช่องทางที่เปิดโอกาสให้คนท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนในการแบ่งปันรายได้จากนักท่องเที่ยวได้บ้างตามสมควร 

          ด้วยความที่ปาเลาเป็นประเทศหมู่เกาะเกาะขนาดเล็ก     คนไม่มากนี่เอง ทำให้การจราจรบนเกาะเป็นไปแบบสบาย ๆ เหลือเชื่อครับ เพราะถนนทุกสายในปาเลานั้นไม่มีสัญญานไฟจราจรครับ คนที่นั่นเล่าให้ฟังว่า จริง ๆ แล้ว ปาเลาเคยมีสัญญานไฟจราจรอยู่พักนึง แต่พอประชาชน (โดยเฉพาะคนสูงอายุ) เห็นไฟแดงในระยะสายตา ก็จะหยุดรถทันที ทั้งที่ยังไม่ถึงสุดทางแยก หรือเวลาเห็นไฟเหลืองปุ๊บก็จะชะลอรถทันที ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น ทางการก็เลยเอาสัญญานไฟออกไปซะดีกว่า

          แม้ปาเลาจะมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว แต่ปาเลายังคงสนใจขอรับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาจากประเทศต่าง ๆ รวมถึงจากไทยในหลายด้านนะครับ เช่น การอนุรักษ์พัฒนาชายฝั่ง การโรงแรม การเพิ่มมูลค่าให้สินค้า และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพราะปาเลาต้องการพัฒนาโรงเรียนสอนด้านการบริการและการโรงแรม (hospitality and tourism) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งไทยเราก็มีการให้ทุนในหลักสูตรต่างๆแก่ประเทศหมู่เกาะรวมถึงปาเลาอยู่แล้วที่ผ่านมา ถือว่าไทยแลนด์เราก็มีส่วนทำให้การท่องเที่ยวของปาเลามีมาตรฐานดียิ่งขึ้นครับ ซึ่งก็ได้รับความชื่นชมและขอบคุณจากปากของผู้นำของปาเลาเสมอ ๆ ผ่านเอกอัครราชทูตไทยและเจ้าหน้าที่ของไทยที่ไปร่วมประชุมที่นั่น

          ผมเองเคยไปเที่ยวเกาะหลีเป๊ะของเราซึ่งก็ถือว่าเป็นแหล่งดำน้ำที่ขึ้นชื่อของโลกครับ แต่ถ้าให้เปรียบเทียบแบบไม่มีอคติหรือชาตินิยมนัก ก็ต้องบอกว่าการดำน้ำที่ปาเลานั้น ได้อารมณ์และเป็นธรรมชาติกว่าหลีเป๊ะอยู่มาก โดยเฉพาะจำนวนและความสมบูรณ์ของปลาและปะการัง ดังนั้น หากใครมีโอกาสหรือมีเพื่อนชวน (และมีสตางค์พอ) ที่จะไปเที่ยวปาเลาได้   ก็ขอแนะนำให้ไปนะครับ เพื่อจักได้นำประสบการณ์และสิ่งดี ๆ มาช่วยกันคิดปรับปรุงการท่องเที่ยวของประเทศเราให้ดียิ่งขึ้น แม้ว่าไทยจะเป็นฝ่ายให้ความรู้เขาไปแต่มิได้หมายความว่า ตัวเราไม่มีการปรับปรุง โดยเฉพาะในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง และมหาสมุทร ซึ่งประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกกำลังตื่นตัว และมีการวางแผน ออกแบบ การอนุรักษ์ให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้น เพราะพวกเขากำลังประสบกับปัญหาความท้าทายหลายด้าน ทั้งระดับน้ำทะเลขึ้นสูง การกัดกร่อนของชายฝั่ง แหล่งประมงที่มีการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing)

          เอาหล่ะครับ ในบทความนี้ ผมคงไม่ไปไกลไปถึงประเด็นปัญหาระดับโลกที่สำคัญที่เรากำลังเผชิญ ผมอยากให้ผู้อ่านเกิดแรงบันดาลใจว่า การท่องเที่ยวในถิ่นที่มีธรรมชาติงดงามเหลือพรรณนาในต่างประเทศ            ก็อยากให้ทุกคนในโลกได้มีบทบาทช่วยกัน ท่องเที่ยวและอนุรักษ์ไปพร้อม ๆ กัน เราจะได้มีเกาะสวาทหาดสวรรค์ที่งดงามอยู่ในโลกนี้ไปนาน ๆ และรับประกันว่า หากท่านใดได้ไปสัมผัสประเทศปาเลาแล้ว รับรองว่าคุณจะได้สัมผัสประสบการณ์ของมนต์เสน่ห์แห่งแปซิฟิกที่ประทับใจไม่มีวันลืมเลยทีเดียว

    
       
                                                                      ******

                                                                                                   โดย นายจีระศักดิ์ ป้อมสุวรรณ 
                                                                                                     น.ส. สิรินทร์รัชต์ สท้อนดี และ  

                                                                                                     น.ส. พัชรสิริ ชลาลัย
                                                                                                     กองแปซิฟิกใต้ 


ที่มาภาพ www.pinterest.com