ความสัมพันธ์

ข้อมูลความสัมพันธ์ทวิภาคี : ไทย - เปรู

๑. ความสัมพันธ์ทั่วไป
      
ไทยและเปรูสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๐๘ (ครบ ๕๐ ปีเมื่อปี ๒๕๕๘) ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและมีการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอ โดยไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๙ ในขณะที่เปรูได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตในไทยเมื่อปี ๒๕๓๕ และแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดขอนแก่น
        ไทยและเปรูมีกลไกหารือทวิภาคี คือ การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคี (Joint Commission on Bilateral Cooperation - JC) โดยการประชุมครั้งล่าสุด (ครั้งที่ ๔) ได้จัดที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ โดยประธานร่วมของการประชุมได้แก่ นาย Armando Raúl Patiño Alvístur รมช.กต. เปรู และนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ผช.รมว.กต. เป็นประธานร่วมการประชุม 
      นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ กระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตเปรูประจำประเทศไทยได้ร่วมกันจัดทำ Common Bilateral Agenda Peru – Thailand เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งครอบคลุมทุกด้าน โดยทั้งสองฝ่าย (สถานเอกอัครราชทูตเปรูและกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้) จะทบทวน Agenda ทุก ๆ ๖ เดือนโดยประมาณ โดยการประชุม Common Bilateral Agenda ครั้งล่าสุด (ครั้งที่ ๕) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ซึ่งกรมอเมริกาฯ เชิญหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องบางหน่วยงานเข้าร่วมด้วย
     โดยที่ปี ๒๕๕๘ เป็นปีแห่งการครบ ๕๐ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเปรูจึงมีการจัดกิจกรรมฉลองความสัมพันธ์ตลอดทั้งปี โดยเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ กลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เปรู ได้จัดแสดงนิทรรศการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเปรูที่รัฐสภา โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัยรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ ๑ เป็นประธานเปิดงาน และมีพลอากาศเอก ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เปรู และนาย Felix Denegriเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย ร่วมกล่าวสุนทรพจน์ในงานด้วย นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังได้จัดงานเลี้ยงรับรองเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสการครบรอบ ๕๐ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เปรู  ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ด้วย

๒.   ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

      เปรูเป็นคู่ค้าอันดับที่ ๕ ของไทยในภูมิภาคลาตินอเมริกา (รองจากบราซิล เม็กซิโก อาร์เจนตินา และชิลี) ในปี ๒๕๕๘ มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเปรูเท่ากับ ๕๕๗.๖๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลงร้อยละ ๓.๘๕ จากปี ๒๕๕๗ โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า ๓๘๐.๒๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก ๔๖๘.๙๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า ๘๘.๖๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ  สินค้าส่งออกที่สำคัญจากไทย ได้แก่ (๑) รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ (๒) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ (๓) อัญมณีและเครื่องประดับ (๔) เม็ดพลาสติก (๕) น้ำมันสำเร็จรูป (๖) แผงวงจรไฟฟ้า (๗) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล (๘) ผลิตภัณฑ์ยาง (๙) เคมีภัณฑ์ (๑๐) เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์  สินค้านำเข้าที่สำคัญจากเปรู ได้แก่ (๑) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (๒) น้ำมันดิบ (๓) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ (๔) เคมีภัณฑ์ (๕) เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ (๖) ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ (๗) แผงวงจรไฟฟ้า (๘) เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่ง และ ทองคำ (๙) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (๑๐) สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะ และผลิตภัณฑ์  

๓.  การท่องเที่ยว

        ในปี ๒๕๕๘ มีชาวเปรูเดินทางมาประเทศไทยจำนวน ๕,๐๔๑ คน  ทั้งนี้ การเดินทางของประชาชนระหว่างทั้งสองประเทศมีความสะดวก เนื่องจากไทยและเปรูได้ทำความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต ราชการ และหนังสือเดินทางธรรมดา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ 

 

๔. ความร่วมมือทางด้านวิชาการ                

        ไทยและเปรูลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (ชื่อเดิมคือ สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ หรือ สพร.) กับ Peruvian International Cooperation Agency (APCI) เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ โดยมีสาขาความร่วมมือพื้นฐานในการพัฒนาในระดับก้าวหน้า โดยเน้นสาขาเกษตร (ประมง ปศุสัตว์และการเพิ่มผลผลิต) การท่องเที่ยว รวมทั้งสาขาอื่นๆ ที่แต่ละประเทศมีความเชี่ยวชาญ กลไกการดำเนินงาน คือ การประชุมความร่วมมือทางวิชาการไทย-เปรู โดยฝ่ายเปรูได้เสนอสาขาความร่วมมือที่ประสงค์จะเรียนรู้จากไทย ส่งผลให้มีการจัดทำแผนงานความร่วมมือทางวิชาการทวิภาคีตั้งแต่ปี ๒๕๕๔

       นอกจากนี้ รัฐบาลไทย โดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ยังมอบทุนฝึกอบรมนานาชาติหลักสูตร (Annual International Training Course – AITC) ในหัวข้อต่างๆ แก่เจ้าหน้าที่จากประเทศในลาตินอเมริกา รวมถึงเปรู โดยในปี ๒๕๕๘ มีเจ้าหน้าที่จากเปรูได้รับทุนจำนวนรวม ๒ ทุน ในหัวข้อ Towards Green Growth with Waste Utilization และ Household Food Security for Nutrition Well-being

        นอกจากนี้ ไทยและเปรูยังเป็นสมาชิกกรอบเวทีความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกกับลาตินอเมริกา (FEALAC) โดยความร่วมมือภายใต้กรอบ FEALAC ดังกล่าว ครอบคลุมความร่วมมือในโครงการพัฒนาทางเลือก อาทิ การเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการปราบปรามยาเสพติดในกรอบ FEALAC ครั้งที่ ๓ ระหว่างวันที่ ๒๙ กรกฎาคม – ๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ เขตร้อนภายใต้กรอบ FEALAC ในการประชุม FEALAC SOM ครั้งที่ ๑๕ ซึ่งต่อมาฝ่ายเปรู (Alexander Van Humboldt Institute of Tropical Medicine) กับฝ่ายไทย (คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล) เห็นพ้องที่จะร่วมกันผลักดันให้มีการจัดตั้งเครือข่ายดังกล่าว