เกาะติดข่าว : ดันจดทะเบียน 6 สินค้าจีไอในจีน-กัมพูชา-เวียดนาม สั่งสอดส่องกล่องทีวีเถื่อน-ของก็อป news3

เกาะติดข่าว : ดันจดทะเบียน 6 สินค้าจีไอในจีน-กัมพูชา-เวียดนาม สั่งสอดส่องกล่องทีวีเถื่อน-ของก็อป

 

 

 

พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบความก้าวหน้าผลการดำเนินงานด้านการจดทะเบียนสินค้าที่บ่งชี้ทาง ภูมิศาสตร์ (สินค้าจีไอ) โดยกระทรวงพาณิชย์ส่งเสริมให้มีการจดทะเบียนสินค้าจีไอ ใน 3 ประเทศ 6 สินค้า ได้แก่ จีน คือ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง, กัมพูชา ได้แก่ กาแฟดอยตุง และเวียดนาม ได้แก่มะขามหวานเพชรบูรณ์ และลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ซึ่งจะยิ่งช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างชื่อเสียงให้กับสินค้าไทยอย่างมาก

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ สร้างเป้าหมายในการพัฒนาและส่งเสริมสินค้าจีไอในแต่ละจังหวัด หรือแต่ละชุมชนให้ชัดเจน ว่าต้องการดำเนินการอย่างไร ทั้งจำนวนสินค้า จำนวนชุมชน โดยกำหนดให้มีการจัดสัปดาห์การขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอให้ชัดเจน และสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการไทยนิยม และกระทรวงพาณิชย์ ไปร่วมมือกันสำรวจสินค้าชุมชนต่างๆ ที่มีศักยภาพ ที่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าจีไอได้

พ.อ.อธิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ส่งเสริมให้มีการจดทะเบียนสินค้าจีไอ ในต่างประเทศ 4 ประเทศ รวม 6 สินค้า ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ในยุโรป, สินค้าเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ในเวียดนาม ส่วนผ้าไหมยกดอกลำพูน ใน อินโดนีเซียและอินเดีย

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2547 ที่เริ่มใช้กฎหมายคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือสินค้าจีไอ มีการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอไทยแล้วรวม 84 สินค้า รวมถึง ร่มบ่อสร้าง จ.เชียงใหม่ ชามไก่ จ.ลำปาง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และไข่เค็มไชยา ปัจจุบันสามารถสร้างผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนกว่า 350 ราย สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน กว่า 200 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดของสินค้าจีไอในไทย มีมากกว่า 3,700 ล้านบาท โดยในปี 2560 กระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งเสริมให้มีการรับรองมาตรฐานสินค้าจีไอ ระดับจังหวัด จำนวน 23 สินค้า ระดับสากล 12 สินค้า เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่าง ประเทศ

ด้านนายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ครม. รับทราบการรายงานผลการทบทวนรายชื่อตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูง ในประเทศคู่ค้าของสหรัฐ พบว่าไม่มีชื่อย่านการค้าหรือศูนย์การค้าในไทย เป็นตลาดที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแต่อย่างใด ทั้งร้านค้าที่มีสินค้าขายหน้าร้าน ตามที่รู้จักกันดีในห้างดังย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ หรือชายหาดดังที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ที่ จ.ภูเก็ต รวมถึงร้านค้าออนไลน์ต่างๆ

“ครม. สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังและต่อเนื่องต่อไป ทั้งที่มีร้านค้าและร้านค้าออนไลน์ รวมถึงการละเมิดฯ ในรูปแบบอื่น เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก การผลิต การนำเข้า จำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่าย หรือรับติดตั้งกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศสอดส่องดูแลไม่ให้มีการขายสิน ค้าก็อปปี้ในพื้นที่ของตัวเอง หากพบให้ยกเลิกสัญญาเช่าทันที”

 

อ้างอิง https://www.khaosod.co.th/economics/news_780497