เกาะติดข่าว : “PTTGC” ทุ่ม 7.2 พันล้านบาท ตุนที่ดิน 890 ไร่ที่บ้านฉาง รับลงทุนอุตสาหกรรมในอนาคต news3

เกาะติดข่าว : “PTTGC” ทุ่ม 7.2 พันล้านบาท ตุนที่ดิน 890 ไร่ที่บ้านฉาง รับลงทุนอุตสาหกรรมในอนาคต

 

 

 

PTTGC ทุ่ม 7.2 พันล้านบาท ซื้อที่ดิน 890 ไร่ จาก ปตท.แพลนรองรับลงทุนในอนาคต ขยายลงทุนไบโอพลาสติกและพลาสติกขั้นสูงป้อนอุตสาหกรรมก่อสร้างและรถยนต์ เตรียมจับมือ GPSC ผุดโรงไฟฟ้าไว้ใช้ในโรงงาน พร้อมตั้งรับก๊าซหมดอ่าวไทย หันใช้น้ำมันดิบ-แนฟทามากขึ้น

แหล่งข่าวจากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้พีทีทีจีซีได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติมจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รวม 890 ไร่ รวมมูลค่า 7,200 ล้านบาท ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง สำหรับรองรับการลงทุนใหม่ (future growth) ที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากปี 2566 ซึ่งจะเน้นหนักไปที่การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ

1) ไบโอพลาสติก (bioplastic) ที่มีความหลากหลายมากขึ้น และ 2) พลาสติกที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น พลาสติกชนิดพิเศษ (specialty) เพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ และอุตสาหกรรมการก่อสร้าง (engineering plastic) และพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างศึกษาความเหมาะสมว่าจะคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ รวมกว่า 10 โครงการ จะมีทั้งส่วนที่พีทีทีจีซีเป็นผู้ลงทุนเอง และเป็นความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีอยู่เดิมอย่างเช่น บริษัท มิตซูบิชิ รวมถึงพันธมิตรใหม่ ๆ ที่สนใจร่วมลงทุนทั้งที่เป็นนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศด้วย

การตัดสินใจซื้อที่ดินดังกล่าว เนื่องจากเป็นที่ดินที่พัฒนาไว้พร้อมใช้แล้ว รวมถึงที่ดินดังกล่าวยังอยู่ใกล้เคียงกับฐานการผลิตของพีทีทีจีซีที่มีอยู่ เดิมในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้มีการเชื่อมโยงฐานการผลิตที่มีอยู่เดิมในพื้นที่รวมกว่า 20 plant มายังโรงงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย นอกจากนี้ยังเตรียมร่วมมือลงทุนกับบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง เพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในกระบวนการผลิต ทั้งนี้ยังต้องมองไปถึงสถานการณ์การผลิตก๊าซธรรมชาติในพื้นที่อ่าวไทย ที่เริ่มมีการผลิตลดลงและอาจจะหมดไปในอนาคตได้นั้น ทำให้พีทีทีจีซีต้องปรับกระบวนการผลิตให้สามารถใช้วัตถุดิบอื่นทดแทนก๊าซได้ เช่น น้ำมันดิบรวมไปจนถึงแนฟทา เป็นต้น

“ในพื้นที่ 890 ไร่นี้จะเป็นการลงทุนภาคต่อจากแผนลงทุน 5 ปี ระหว่างปี”61-65 ซึ่งเรายังคงใช้มาบตาพุดเป็นฐานการผลิตปิโตรเคมีสำคัญต่อไป เพราะมีระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ รองรับไว้อยู่แล้ว และไม่มีปัญหาการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ เพราะถูกกำหนดไว้เป็นพื้นที่สำหรับรองรับอุตสาหกรรม รวมถึงยังทำให้ PTTGC สามารถบริหารจัดการการปล่อยมลพิษต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น SOC/NOC ไม่ให้เกินจากระดับที่กฎหมายกำหนดไว้”

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ก่อนหน้านี้นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาวร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTGC ได้ประกาศแผนลงทุน 5 ปีว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุน 1 แสนล้าน เป็นการลงทุนที่มีโครงการชัดเจนแล้ว ส่วนที่เหลืออยู่ในระหว่างหาโครงการใหม่ ๆ ที่ยังอยู่ในระหว่างพิจารณาความเหมาะสมและความคุ้มค่าลงทุน นอกจากนี้ PTTGC ยังเตรียมเน้นการลงทุนไปที่ปิโตรเคมีขั้นปลายน้ำเพิ่มเติมด้วย ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เริ่มก่อสร้างโครงการส่วนขยายปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นปลายในพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เช่น โครงการปรับปรุงกระบวนการผลิตสายโอเลฟินส์ โครงการผลิตสารโพรพิลีนออกไซด์และโครงการผลิตสารโพลีออยล์ เป็นต้น

 

ที่มา : https://www.prachachat.net/economy/news-148705