ข่าวน่าสนใจและเรื่องน่ารู้ : การเจรจา FTA ของสหภาพยุโรป (EU): บทเรียนเตรียมพร้อมบูรณาการฝ่ายไทย News

ข่าวน่าสนใจและเรื่องน่ารู้ : การเจรจา FTA ของสหภาพยุโรป (EU): บทเรียนเตรียมพร้อมบูรณาการฝ่ายไทย

การเจรจา FTA ของสหภาพยุโรป (EU): บทเรียนเตรียมพร้อมบูรณาการฝ่ายไทย

ในอดีตนโยบายการค้าของอียูไม่ได้เน้นการทำความตกลงการค้าเสรี FTA รายประเทศมากนัก แต่ให้ความสำคัญอย่างมากกับการเจรจาการค้าในกรอบของ WTO เพราะอียูมองว่าการเจรจาในกรอบพหุภาคีระหว่าง 164 ประเทศสมาชิกนั้นช่วยเพิ่มความสมดุลย์ของผลประโยชน์ในการเจรจาและมีการวางกฏเกณฑ์และกติกาทางการค้าอย่างชัดเจน (Rule-based system)

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา การเจรจาระดับพหุภาคี WTO รอบโดฮาซึ่งเปิดรอบมาตั้งแต่ปี 2544 ประสบปัญหาไม่คืบหน้าเท่าที่ควรเนื่องจาก WTO ยึดหลักฉันทามติที่สมาชิกทุกประเทศต้องเห็นชอบร่วมกันโดยประเทศคู่ค้าสำคัญของอียูไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือประเทศในแถบเอเซียแปซิฟิก ต่างหันไปทำข้อตกลงการค้าเสรีทั้งระดับภูมิภาค (Regionalism) และทวิภาคี (Bilateralism) เนื่องจากหาข้อสรุปได้ง่ายและรวดเร็วกว่า ประกอบกับหลายประเทศทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะหันมาใช้มาตรการฝ่ายเดียวกีดกันทางการค้า(TradeProtectionism) มากขึ้นทำให้อียูไม่อาจอยู่นิ่งเฉยจากการจากการสูญเสียตลาดแก่ประเทศคู่แข่งเป็นอย่างมาก กอปรกับภาวะวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปเมื่อปี 2551 ที่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจยูโรโซนให้ซบเซาอย่างหนัก ส่งผลถึงอัตราการว่างงานในอียูจาก 7% ในปี2551 เพิ่มขึ้นไปถึง 10% ในปี 2556จากการใช้จ่ายและอัตราการลงทุนในประเทศที่ชะลอตัวลง อียูจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าระหว่างประเทศไปสู่การเร่งรัดจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี FTA กับประเทศคู่ค้าต่างๆ ทั่วโลกมากขึ้น

อียูได้ใช้ข้อตกลงการค้า FTA  เป็นกลยุทธ์สำคัญในการการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการของยุโรป อีกทั้งจะช่วยกระตุ้นการส่งออกของยุโรปทั้งจากตลาดเดิม และการขยายเข้าสู่ตลาดใหม่โดยเฉพาะในสินค้าและบริการที่ยุโรปเองยังมีศักยภาพสูงและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกได้ รวมถึงยังช่วยให้ยุโรปสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรและวัตถุดิบจากประเทศอื่นทั่วโลกมาสนองความต้องการของภาคการผลิตภายในยุโรปเองที่มีนวัตกรรมสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ในขณะเดียวกัน ข้อตกลงการค้า FTA จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่(Emerging economies) ซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มการจ้างงาน และกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนภายในกลุ่มประเทศสมาชิกที่ต่างก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ที่สำคัญ โดยที่อียูเป็นตลาดขนาดใหญ่ ทำให้มีอำนาจในการเจรจาในระดับทวิภาคีสูง อียูจึงใช้ FTA เป็นเครื่องมือผลักดันให้ประเทศคู่เจรจาปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎหมายให้เป็นไปในทิศทางที่ตนเองต้องการและสอดคล้องกับค่านิยมของอียู ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขในด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนการปกป้องสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานด้านแรงงาน ซึ่งได้กลายเป็นประเด็นสำคัญของการเจรจา FTA กับอียูนอกเหนือจากประเด็นด้านการค้า

สถานะภาพการเจรจา FTAของอียู

ปัจจุบันอียูทำ FTA ราว 40 ฉบับ กับเกือบ 70 ประเทศทั่วโลก โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่

1. First generation agreements ที่อียูทำกับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ก่อนปี 2549 เพื่อลดภาษีศุลกากรและอุปสรรคทางการค้าอื่นๆ อาทิ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ เม็กซิโกชิลี สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ประเทศในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน8ประเทศ ประเทศในกลุ่มบอลข่าน รวมทั้งสหภาพศุลกากร (Customs Union) ระหว่างอียูกับตุรกี

2. Second generation agreements ซึ่งขยายขอบเขตความตกลงให้ครอบคลุมการแข่งขันทางการค้า
การบริการ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งความร่วมมือด้านต่างๆ และประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืน (รวมมาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม) อาทิ เกาหลีใต้ โคลัมเบีย เปรู เอกวาดอร์ ประเทศ
ในแถบทวีปอเมริกากลาง แคนาดา สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เวียดนาม และล่าสุด กลุ่มประเทศ Mercosur

3. Association Agreement ซึ่งรวมข้อบท Deep and Comprehensive FTA เพื่อเตรียมปฏิรูปกฎระเบียบทางการค้าให้อยู่บนพื้นฐานของกฎอียู เช่น มอลโดวายูเครน จอร์เจีย

4. Economic Partnership Agreement (EPAs) เน้นการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่กลุ่มประเทศแอฟริกาแคริบเบียน และแปซิฟิก (ACP)

ทั้งนี้ อียูมีหลักเกณฑ์ว่าประเทศใดจะทําความตกลงการค้า FTAกับอียูได้ต้องมีความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือกับอียู (Partnership and Cooperation Agreement: PCA) ซึ่งเป็นความตกลง
เชิงการเมืองที่ครอบคลุมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เสียก่อนจึงจะมีการลงนามในความตกลง FTA ได้

การเจรจา FTA ที่ยังคั่งค้างระหว่างอียูและประเทศต่างๆ ได้แก่ สหรัฐฯ หรือ Transatlantic Trade and Investment Partnership (TTIP) เจรจามาแล้วกว่า5ปี หากเจรจาสำเร็จจะเป็น FTA แบบทวิภาคีที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ขณะนี้การเจรจาหยุดชะงักไป แต่อาจกลับมาเจรจากันใหม่เร็ว ๆ นี้) ออสเตรเลีย (เจรจาไปแล้ว 4รอบ) นิวซีแลนด์ (4 รอบ) เม็กซิโก (ใกล้แล้วเสร็จโดยอยู่ระหว่างหารือประเด็นการจัดซื้อจัดจ้าง) และชิลี (เริ่มเจรจาปี 2560)

FTA กับเอเซียที่สำคัญ ได้แก่ ไทย (หยุดชะงักไปเมื่อปี 2557 หลังเจรจาไปแล้ว 4 รอบ) มาเลเซีย (หยุดชะงักไปเมื่อปี 2555 หลังเจรจาไปแล้ว 7 รอบ) ฟิลิปปินส์ (เจรจาไปแล้ว 2 รอบ) อินโดนีเซีย (เจรจาไปแล้ว 9 รอบ) และอินเดีย (เริ่มเจรจาตั้งแต่ปี 2550 และยังไม่แล้วเสร็จ) นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างเจรจาจัดทำความตกลง
ด้านการลงทุน (Investment Agreement) กับจีน และเมียนมา อีกด้วย

FTA ที่กำลังอยู่ระหว่างการมีผลบังคับใช้ ได้แก่ สิงคโปร์ (อยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการภายในที่จำเป็นของแต่ละฝ่ายก่อนการบังคับใช้) เวียดนาม (อยู่ระหว่างการให้สัตยาบันของรัฐสภายุโรปหลังจากได้ลงนามไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2562) Mercosur (สรุปผลการเจรจาไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2562 และอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาลของแต่ละฝ่ายก่อนลงนามและให้สัตยาบันต่อไป) ล่าสุดอียูได้ออกมาแสดงท่าทีที่จะชะลอการให้สัตยาบันความตกลง FTA กับ Mercosur อันเนื่องมาจากปัญหาไฟป่าในเขตป่าอเมซอนซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมต่อนโยบายของอียู

FTA กับประโยชน์ที่อียูได้รับ

จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการด้านการค้าของอียู (DG TRADE) ปี 2560 พบว่าการค้ากับประเทศนอกกลุ่มทั้งในภูมิภาคเอเซียและภูมิภาคอื่นทั่วโลกสร้างงานราว31ล้านงานแก่ชาวยุโรป โดย 1 ใน 7 ของการจ้างงานในอียูมาจากการส่งออก นอกจากนั้นความตกลง FTA ที่ผ่านมามีมูลค่ารวมกว่า 1,179 พันล้านยูโร คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของมูลค้าการค้าระหว่างประเทศของอียู ดันยอดส่งออกของอียูพุ่งขึ้นโดยเฉพาะสาธารณรัฐเกาหลี (กว่า 12%) โคลัมเบีย (กว่า 10%) แคนาดา (7% ภายในเวลา 9 เดือนหลังจากความตกลงมีผลบังคับ) โดยสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป เป็นหนึ่งในสินค้าที่ผู้ประกอบการอียูได้รับประโยชน์จาก FTA ในการส่งออกเป็นอันดับต้น โดยเฉพาะ เอกวาดอร์ (กว่า 34%) ชิลี (กว่า 29%) เซอร์เบีย (กว่า 23%) ตุรกีและคอสตาริกา(กว่า 14%) รวมทั้งเป็นการเปิดตลาดให้สินค้าทางการแพทย์และเกษตรเคมีจากอียูในตลาดเม็กซิโก ตลอดจนการส่งสินค้าพวกเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์นมไปขายในชิลีและเปรู และเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐบาลประเทศจอร์เจีย มอลโดวา และยูเครน

FTA กับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยุโรปและมาตรการรองรับ

เมื่อข้อตกลงการค้าเสรีกำหนดให้ประเทศอื่น ๆ เปิดตลาดให้กับอียู อียูเองก็จำเป็นต้องเปิดตลาภายในประเทศเป็นการแลกเปลี่ยนให้กับสินค้าจากประเทศนั้นๆ ด้วยเช่นกัน โดยยกเว้นหรือลดอัตราอากรขาเข้า ทำให้อียูมีแนวโน้มการนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่เจรจานั้น ๆ เพิ่มมากขึ้น แม้การเปิดตลาดส่งผลดีต่อผู้บริโภคชาวยุโรปรวมถึงภาคธุรกิจ ทำให้สามารถซื้อสินค้านำเข้าเพื่อบริโภคหรือเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในราคาที่ถูกลงก็ตามแต่ย่อมจะส่งผลกระทบทางลบต่อบางอุตสาหกรรมอยู่บ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นในกรณี Brexitซึ่งเกิดขึ้นจากพลังทางการเมืองของคนชั้นกลางและชั้นล่างที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ และตกเป็นฝ่ายสูญเสียจากอิทธิพลเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalisation)

 

ในเรื่องนี้คณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดสรรกองทุน FTA ซึ่งเป็นเงินงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการกองทุนให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าในการปรับตัว นอกจากนั้น อียูยังให้ความสำคัญกับการศึกษาข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ ประโยชน์ หรือผลกระทบที่จะได้รับจากการทำความตกลง FTA และเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจาที่รอบคอบมากที่สุดก่อนเริ่มเจรจา เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง และได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมถึงเพิ่มการชี้แจง และการรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการเจรจาและร่างความตกลงต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน โดยภายหลังจากการเจรจาแล้วเสร็จ จะทำการติดตามผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ FTA และประชาสัมพันธ์แก่ผู้ประกอบการ SMEs เพื่อศึกษาโอกาสในการใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้าต่อไป

 

*******************************************

อ้างอิง: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/648135