ข่าวน่าสนใจและเรื่องน่ารู้ : ยุโรปกับการใช้เงินยูโร ครบ 20 ปี News

ข่าวน่าสนใจและเรื่องน่ารู้ : ยุโรปกับการใช้เงินยูโร ครบ 20 ปี

ยุโรปกับการใช้เงินยูโร ครบ 20 ปี

              นาย Mario Draghi ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวปาฐกถาที่มหาวิทยาลัย Sant’  Anna เมืองปีซ่า (Pisa) อิตาลี เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 61 สรุปสาระสําคัญได้ดังนี้

 

 

              ยุโรปประกาศใช้ สกุลเงินยูโร เมื่อวันที่ ม.ค. ค.ศ. 1999 เพื่อแก้ปัญหาเสถียรภาพในอัตราแลกเปลี่ยนภายใต้การรวมตัวเป็นตลาดเดียว โดยเริ่มใช้ในหมู่ประเทศสมาชิก EU จํานวน 11 ประเทศ ต่อมาได้ขยายเป็น19 ประเทศ จาก 28 ประเทศ ครอบคลุมประชากรจํานวนประมาณ 340 ล้านคน และเป็นสกุลเงินหลักอันดับ 2 ของโลกรองจากเงินดอลลาร์สหรัฐ

 

 

              การเกิดขึ้นของเงินยูโรส่งผลให้การส่งออกภายใน EU ขยายตัวขึ้นมากจากร้อยละ 13 ของ GDP ในปี ค.ศ. 1992 เป็นร้อยละ 20 ในปัจจุบัน เนื่องจากการเป็นตลาดเดียวสามารถขจัดอุปสรรคทางศุลกากรและช่วยอํานวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก EU และการใช้สกุลเงินเดียวร่วมกันสามารถลดต้นทุนการชําระเงินระหว่างประเทศ และลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment – FDI) ใน EU เพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากความมีเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน จึงส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของ EU ขยายตัวเพิ่มขึ้นนอกจากนี้ ยังทําให้ประเทศสมาชิกต่าง ๆ มีอิสระในการดําเนินนโยบายการเงินมากกว่าการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ในอดีต และตลาดของผู้ใช้เงินยูโรมีขนาดใหญ่พอที่จะทําให้ euro zone สามารถลดผลกระทบที่เกิดจากการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจ โลกได้

 

 

              ทั้งนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา วิกฤติการเงินโลกได้ท้าทาย EU ส่งผลให้ประเทศสมาชิกต้องปรับตัวทางเศรษฐกิจมหภาคและการเงินครั้งสําคัญ โดยวิกฤติหนี้สาธารณะใน euro zone ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของสถาบันการเงินใน EU จึงจําเป็นที่จะต้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูป euro zone โดยเฉพาะการจัดตั้งสหภาพการธนาคาร (Banking Union – BU) การจัดตั้งสหภาพตลาดทุน (Capital Markets Union) และการสร้างกลไกเสถียรภาพของยุโรป (European Stability Mechanism – ESM)

 

 

              การจัดตั้ง BU มีความจําเป็นอย่างมากต่อประเทศสมาชิกที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ เพื่อให้สามารถกระจายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้ และ ECB ยังคงเน้นย้ำให้ ประเทศสมาชิกปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (fundamental structural reform) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในด้านการจ้างงานการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต อัตราค่าจ้างแรงงาน และการเติบโตทาง เศรษฐกิจในระยะยาว

 

 

              นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกยังมีความจําเป็นต้องดําเนินนโยบายการคลังควบคู่ไปกับนโยบายการเงิน เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือภาวะเศรษฐกิจถดถอย ดังนั้น การบริหารการใช้งบประมาณของประเทศสมาชิก รวมไปถึงงบประมาณของ EU อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความสําคัญอย่างมากต่อการบริหารจัดการกับความเสี่ยงยามเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ