กระทรวงการต่างประเทศ http://www.mfa.go.th/jtepa/
หน้าแรก > บทความและข่าวที่น่าสนใจ > บทความที่น่าสนใจ | site map | ติดต่อเรา       
บทความที่น่าสนใจ

เอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น มีข้อเสียอะไรบ้าง
Posted at January 26, 2007


26 มกราคม 2549


เอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น มีข้อเสียอะไรบ้าง

นายพิศาล มาณวพัฒน์
รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ

           ระยะนี้ มักได้ยินมากขึ้นว่า เอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น หรือ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น มีอะไรที่เป็นข้อเสียบ้างไหม เห็นภาครัฐพูดแต่ข้อดี ในขณะที่ NGO ผู้ไม่เห็นด้วยก็เน้นแต่เรื่องขยะ

           ความจริง หาก ”นักวิชาการ” หรือ NGO เกาะติดสถานการณ์สักนิด ก็จะทราบว่า ในการเผยแพร่ข้อมูลอย่างต่อเนื่องนั้น คณะเจรจาได้พยายามพูดถึงผลกระทบรวมอยู่ด้วย

           อาทิ ในรายการโทรทัศน์ช่อง 11 เมื่อ 8 และ 15 กุมภาพันธ์ ปีกลาย หัวหน้าคณะเจรจา ได้รับเชิญจากนายประจวบ ไชยสาส์น ให้พูดเฉพาะเรื่อง “ข้อเสีย” ของเอฟทีเอไทย- ญี่ปุ่น โดยมีผู้แทนนักวิชาการและ NGO ร่วมเสวนาด้วย คือ ดร. เจษฎ์ โทณะวนิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการโครงการยุทธศาสตร์นโยบายฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

           ในเอกสารเผยแพร่ข้อมูลที่กระทรวงการต่างประเทศจัดทำและแจกจ่ายเป็นครั้งที่ 6 ก็มีการกล่าวถึงผลกระทบหลายหน้าในส่วนที่เป็นคำถามคำตอบ และกำลังจัดส่งแผ่นพับ “ข้อดี/ ข้อเสีย ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น” ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ พูดถึง ”ข้อเสีย” ของเอฟทีเอไทย- ญี่ปุ่น ให้สาธารณชนทราบและใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณา

           ใครอยากทราบรายละเอียดเรื่อง “ข้อเสีย” ที่กล่าวถึงข้างต้น ก็สามารถเปิดอ่านหรือชมเทปโทรทัศน์ได้จากเวบไซต์ JTEPA (www.mfa.go.th/jtepa)

           นอกจากนี้ คณะเจรจายังได้เข้าร่วมการสัมมนา เสวนา ที่จัดโดยองค์กรการศึกษา องค์กรอิสระ และภาคเอกชนที่ให้ความสนใจกับเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น กว่า 10 ครั้ง ล่าสุดที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง นักศึกษาเข้ารับฟังกว่า 500 คน เมื่อ 23 ธันวาคม 49 และที่หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 11 เมื่อ 19 มกราคม นี้ ภายใต้หัวข้อที่คณะเจรจาเป็นผู้ตั้งเองว่า “เอฟทีเอไทย- ญี่ปุ่น มีข้อเสียบ้างหรือไม่” 

           เมื่อ 23 มกราคม 50 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติส่งร่างความตกลงฯ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อขอรับฟังข้อคิดเห็นก่อนนำไปประกอบการพิจารณาว่า ควรจะลงนามหรือไม่ต่อไป จนถึงวันนี้ คณะรัฐมนตรียังมิได้มีมติว่าจะลงนามความตกลงฯ หรือไม่ แต่อยากให้มีการถกแถลง รับฟังข้อคิดเห็นที่หลากหลายจากตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ก่อน ข้อคิดเห็นของสมาชิก สนช. จึงจะมีความสำคัญมากต่อการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

ดังนั้น เพื่อให้สมาชิก สนช. และสาธารณชน ได้มีส่วนร่วมและเข้าใจในผลดีผลเสียของความตกลงนี้ด้วย คณะเจรจาจึงขอสรุปผลกระทบหรือ “ข้อเสีย” อีกครั้งดังนี้

 

(1) ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมเหล็ก รถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์
ที่ต้องการให้รัฐบาลคงภาษีปกป้องตน คงได้รับผลกระทบบ้าง แต่ความตกลงนี้ ก็ให้เวลาผู้ประกอบการในการปรับตัวไว้ 5-11 ปี แล้วแต่ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเรื่องการเปิดเสรีลดภาษีสินค้าเหล่านี้ เอกชนไทยคงทราบดีว่าเป็นแนวโน้มของการเปิดเสรีในกรอบพหุภาคี (WTO) และอาเซียน (AFTA) อยู่แล้ว นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังได้เตรียมกองทุนเพื่อทำงานร่วมกับสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ ในการให้คำปรึกษาด้านการปรับตัวไว้ด้วยแล้ว

 (2) กรมศุลกากรคงจะสูญเสียรายได้จากภาษีศุลกากร
อย่างไรก็ดี ในทางกลับกัน รายได้ส่วนที่รัฐบาลขาดไปก็คือรายรับส่วนที่ผู้ผลิตประหยัดได้จากการนำเข้าวัตถุดิบ ซึ่งจะทำให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ดีขึ้น และก็จะส่งผลให้รัฐบาลเก็บภาษีจากภาษีประเภทอื่น เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น การลดภาษีจะทำให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่มีทางเลือก สินค้าและบริการราคาถูกลง คุณภาพดีขึ้นอีกด้วย

 (3) ไทยจะขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นต่อไป
เพราะถ้าไทยจะขายสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมให้ญี่ปุ่นมากขึ้นก็ยังคงต้องนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรมาขยายการผลิตด้วยเช่นกัน แต่ขาดดุลกับญี่ปุ่นจะเสียหายหรือไม่ ควรมองในภาพรวม เพราะหากขาดดุลกับญี่ปุ่น เพื่อให้ไทยได้ดุลกับสหรัฐ ยุโรป ดังที่เป็นอยู่มาเป็นสิบๆ ปี และได้ดุลในภาพรวม ก็คงไม่เกิดความเสียหายใดๆ

(4) ผู้บริโภคไทยอาจขาดโอกาสที่มีทางเลือกมากขึ้นในบางสาขาของการค้าบริการที่ไทยไม่เปิดให้ในขณะนี้
เช่น โทรคมนาคม ธนาคาร ประกันภัย ในมุมกลับกัน ก็ได้มีผู้ประกอบการการค้าบริการบางสาขาของไทยที่เริ่มแสดงความกังวลว่า ธุรกิจของตนอาจจะต้องแข่งขันกับญี่ปุ่น

(5) NGO ร้องเรียนว่า เอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น จะเป็นการเปิดเสรีให้ญี่ปุ่นนำขยะพิษเข้ามาทิ้งในไทย

           ในเรื่องนี้ คณะเจรจาได้พยายามให้ข้อเท็จจริง และทำความเข้าใจหลายครั้งแล้ว แต่ฝ่าย NGO ยังไม่สามารถรับข้อเท็จจริงได้ว่า ความตกลงนี้ไม่ได้เปิดเสรีให้ญี่ปุ่นนำของเสียพิษเข้ามาในไทย

           ความตกลงนี้ไม่มีข้อบทที่อนุญาตหรือยอมรับให้ญี่ปุ่นส่งขยะพิษหรือวัตถุอันตรายมาไทย แต่กลับจะยืนยันสิทธิไทยที่จะใช้มาตรการป้องกันการนำเข้าของเสียอันตรายถึง 3 ชั้น ได้แก่ กฎหมายไทย (อาทิ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย) กฎหมายระหว่างประเทศ (อาทิ อนุสัญญาบาเซล) และข้อยกเว้นด้านสุขอนามัยของคน พืช และสัตว์ และข้อยกเว้นด้านสิ่งแวดล้อมในเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งเหมือนกับใน WTO

           ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือ TDRI ให้ความเห็นไว้ว่า การด่วนสรุปว่า JTEPA จะทำให้ญี่ปุ่นเอาขยะมีพิษจำนวนมากมาทิ้งในประเทศไทยเป็นข้อสรุปที่ขาดเหตุผลและข้อเท็จจริงรองรับ และ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ก็มีบทบัญญัติลงโทษผู้ฝ่าฝืนทั้งจำทั้งปรับ ตลอดจนมีมาตรการเพื่อความปลอดภัยของสาธารณะอื่นๆ

           คณะเจรจาขอขอบคุณ NGO ที่ได้จุดประเด็นเรื่องขยะมีพิษเพราะเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ ยิ่งหาก NGO จะใช้เครือข่ายที่มีกับ NGO ทั่วโลกโดยเฉพาะญี่ปุ่น แจ้งเบาะแส ให้ภาครัฐทราบก่อนที่จะมีการลักลอบทำผิดกฎหมาย ก็จะเป็นบทบาทที่น่าสรรเสริญยิ่ง

(6) NGO เกรงว่า ไทยจะเสียเปรียบในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา

           ความตกลงนี้ไม่ได้กำหนดให้ไทยให้สิทธิพิเศษกับญี่ปุ่นในเรื่องนี้ เพียงแต่คงสถานะในปัจจุบันไว้ นอกจากนี้ บทบัญญัติในเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่นยังเป็นไปตามกฎหมายไทยและ WTO ทุกประการ สำหรับเรื่องจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ นักวิจัยญี่ปุ่นมีเพียงสิทธิที่จะยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในการประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น จะขอรับสิทธิบัตรในตัวจุลชีพนั้นไม่ได้ และการพิจารณาว่าจะออกสิทธิบัตรให้หรือไม่ก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายใต้กฎหมายไทย คือ พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522

(7) NGO ร้องเรียนว่า คนไข้ญี่ปุ่นจะแย่งหมอไทยจากโรงพยาบาลรัฐ

           เอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น กำหนดให้คงสถานะ ณ ปัจจุบันไว้เท่านั้น โดยในปัจจุบัน ชาวญี่ปุ่นที่ใช้บริการรักษาพยาบาลส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อาศัยในเมืองไทยอยู่แล้ว นอกจากนี้ คนไทยที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลจะได้ประโยชน์ในวงกว้าง ส่วนปัญหาบุคลากรสมองไหลเป็นปัญหาโครงสร้างในระบบของไทยเอง   

สรุป

           การเปิดเสรี เช่น ญี่ปุ่นเปิดเสรีผัก ผลไม้ ให้ไทยด้วยการลดภาษีลงเหลือศูนย์ มิใช่หมายความว่า ไทยได้ ญี่ปุ่นเสีย หรือไทยลดภาษีเหล็กนำเข้าจากญี่ปุ่น มิได้หมายความว่า ญี่ปุ่นได้ ไทยเสีย คงต้องดูจากมุมมองว่าผู้ได้เสียเป็นกลุ่มใดในประเทศนั้นๆ กรณีผัก ผลไม้ หากเป็นผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ก็ย่อมได้ประโยชน์ เช่นเดียวกับผู้ใช้เหล็กนำเข้าจากญี่ปุ่นในประเทศไทย หรือการลดภาษีให้รถยนต์สำเร็จรูปญี่ปุ่นเข้าไทย จะเป็นคุณกับคนที่มีสตางค์ในไทยที่จะได้ใช้รถผลิตในญี่ปุ่นราคาถูกลง กรมศุลกากรจะเสียรายได้จากอากรภาษีที่ลดลง ผู้ผลิตรถยนต์จากค่ายอื่นๆ จะถูกกระทบ และชาวนาชาวไร่ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ผู้เจรจามีหน้าที่มองภาพรวม อีกทั้งได้ปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้เสียมาอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มสินค้า และยึดผลประโยชน์คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นหลัก ในกรณีรถยนต์สำเร็จรูปนี้ จึงแทบมิได้ยอมลดภาษีให้ตามที่ญี่ปุ่นต้องการเลย

 

Top


ขออภัย ยังไม่เปิดให้บริการ
:: เครื่องมือเวบไซต์
- พิมพ์หน้านี้
คณะทำงาน | คณะนักวิชาการที่ปรึกษา | ผลการประชุม | ตารางการประชุม | บทความ | ข่าว | ติดต่อเรา