| กระทรวงการต่างประเทศ ลักไก่ ไม่เป็น |
Posted at January 29, 2007 |
พิศาล มาณวพัฒน์ บทความของคุณเกียรติชัย ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด วันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2550 ตั้งข้อกล่าวหากระทรวงการต่างประเทศที่มิได้อยู่บนข้อเท็จจริง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่ข้อเท็จจริงต่อไปนี้ผ่านสื่อต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง การจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น เริ่มจากการศึกษาร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และวิชาการมาตั้งแต่ปี 2545 แล้ว การเจรจาได้รับความร่วมมือ สนับสนุนข้อมูล ผลการศึกษาและข้อคิดเห็นจากภาคเอกชน นักวิชาการ ภาคเกษตร/ประชาชนและสื่อมวลชนมาโดยตลอด เมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามารับหน้าที่ กระทรวงการต่างประเทศที่ได้รับมอบให้เป็นผู้ประสานงานหลัก จึงได้นำผลการเจรจาที่เสร็จสิ้นตั้งแต่ต้นปี 2549 ของรัฐบาลก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่ตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องนี้เป็นครั้งแรกเมื่อ 19 ธันวาคม 2549 มีมติเพียงรับทราบผลการเจรจา และเห็นชอบให้มีการรับฟังความเห็นสาธารณชนเพิ่มเติม โดยรับทราบว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังจะจัด ประชาพิจารณ์ ในวันที่ 22 ธันวาคมอยู่แล้ว คณะรัฐมนตรีจึงสั่งกระทรวงการต่างประเทศให้รวบรวมความเห็นจากเวทีนี้มาเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ในวันที่ 22 ธันวาคม มีผู้ท้วงติงจุฬาฯ ว่า ไม่ควรใช้คำว่า ประชาพิจารณ์ ผมก็ได้แสดงความเห็นด้วยว่า หากไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ ระเบียบสำนักนายกฯ ก็ขออย่าได้เสียเวลาถกแถลงว่าเป็นประชาพิจารณ์หรือไม่เลย ควรเน้นที่สาระกันดีกว่า เพราะนั่นคือสิ่งที่รัฐบาล (และคณะเจรจาฯ) ต้องการทราบ ในวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการรับฟังความเห็นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดว่า ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและประชาชนจะได้ประโยชน์ แต่ NGO ยังมีความห่วงกังวลในเรื่องกระบวนการและสาระโดยเฉพาะเรื่องขยะพิษอยู่ ถึงแม้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ศึกษาแล้วยืนยันว่าไม่เกี่ยวกัน คณะรัฐมนตรีจึงมีมติส่งร่างความตกลงฯ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อขอรับฟังข้อคิดเห็น ก่อนนำไปประกอบการพิจารณาว่า ควรจะลงนามหรือไม่ต่อไป ดังนั้น จนถึงวันนี้ คณะรัฐมนตรียังไม่ได้มีมติว่าจะลงนามความตกลงฯ หรือไม่ และผมมั่นใจว่า ความเห็นของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีน้ำหนักอย่างมากต่อการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี อันที่จริง หากมองตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา การจัดเวทีรับฟังความเห็นที่จุฬาฯ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเผยแพร่ ปรึกษาหารือและรับฟังความเห็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำกันมาระหว่างที่การเจรจาดำเนินอยู่และเมื่อเจรจาจบแล้ว คุณเกียรติชัยฯ เองคงทราบดีเพราะอยู่ในวงการข่าวและเคยแม้แต่ร่วมเป็นผู้ดำเนินการอภิปรายในเวทีสาธารณะที่มหิดลจัดเมื่อ 27 ตุลาคม 2548 นอกจากเวทีสาธารณะกว่า 10 ครั้ง คณะเจรจาฯ ยังได้เข้าร่วมตอบคำถามคณะกรรมาธิการสภาทั้งสองที่มาจากการเลือกตั้งทุกครั้ง รวม 9 ครั้ง มีการจัดพิมพ์หนังสือข้อมูลซึ่งทำแล้ว 6 ครั้งเพื่อสรุปสาระของร่างความตกลงฯ ทุกบท และแจกจ่ายมหาวิทยาลัย สหกรณ์ ห้องสมุด หนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุท้องถิ่นทั่วประเทศ คุณเกียรติชัยฯ ก็เป็นกลุ่มแรกที่ได้รับ มีการจัดทำรายการแผยแพร่สาระทางวิทยุโทรทัศน์มาแล้วกว่า 180 ตอนจนถึงทุกวันนี้ และยังมีรายการวิทยุรับฟังเสียงประชาชนทุกเช้าวันจันทร์ 8.00-9.00 น. ที่ FM 92.5 กระทรวงการต่างประเทศเชิญให้กล่ม NGO เข้าร่วมหารือตั้งแต่ก่อนเจรจา เข้ามาศึกษาร่างความตกลงฯ ตั้งแต่ร่างยังเป็นวุ้นอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังยินดีต้อนรับ กระทรวงการต่างประเทศได้จัดส่งร่างความตกลงฯ ให้ประธานคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนและได้เตรียมแจกสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติทุกท่านในเร็ว ๆ วันนี้ เพื่อให้มีเวลาศึกษาก่อนการอภิปรายให้ความเห็น ต้องไม่ลืมว่าในกรณีของญี่ปุ่นเขาเก็บร่างความตกลงเป็นความลับจนภายหลังการลงนามแล้วจึงจะส่งเข้าสภาไดเอท ผู้ที่ประสงค์จะทราบรายละเอียดทั้ง ข้อดี และ ข้อเสีย ผลการศึกษาของนักวิชาการ ซึ่งรวมถึงผลการศึกษาร่างความตกลงทั้งฉบับอย่างละเอียด โดย TDRI สรุปความคืบหน้าของการเจรจาแต่ละครั้ง นับตั้งแต่ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ตลอดจนข่าวสารที่เกี่ยวข้อง ก็สามารถเปิดอ่าน/ชมจากเวปได้ (www.mfa.go.th/jtepa) ตั้งแต่กลางปี 2547 มีคนเข้าชมเกือบเจ็ดหมื่นคนแล้ว คณะเจรจาฯ ทราบดีว่า ความตกลงจะมีผลต่อหลายภาคส่วน จึงพยายามอย่างเต็มที่ในการเน้นการมีส่วนร่วม ปรึกษาหารือ เปิดเผยผลการเจรจาให้กว้างที่สุด ยิ่งมีคนทักท้วงในเรื่องสาระที่ควรระวัง และห่วงกังวล ยิ่งจะเป็นผลดีที่จะคิดอ่านหาทางแก้ไข อย่างไรก็ตาม เสียงติงของสื่อคือเสียงสวรรค์ เราจะพยายามทำให้ดีที่สุดต่อไป ข่าวที่เกี่ยวข้อง |
| Top |


