ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับ FTA
| Q : ในทางกฎหมายความตกลง FTA อาจไม่ต้องเข้าสภาฯ แต่ทาง นโยบาย ควรนำมาหารือกับรัฐสภา ก่อน ใช่หรือไม่? |
| เห็นด้วยในประเด็นกฎหมาย ทั้งนี้ การหารือ หากเห็นสมควร อาจใช้ช่องทางอื่นใดก็ได้ที่ไม่ใช่มาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญ ฯ เนื่องจากรัฐบาลมีอำนาจที่จะตัดสินใจว่าจะทำความตกลงระหว่างประเทศกับประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าหรือเรื่องอื่น ๆ มาตรา 224 เพียงแต่กำหนดว่าหากความตกลงระหว่างประเทศฉบับนั้นมีเนื้อหาที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเขตแดนของไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามความตกลงได้ ก็จะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้น การจะพิจารณาว่าความตกลงฉบับใดต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ จึงทำได้ต่อเมื่อเจรจาเสร็จแล้ว และมีร่างความตกลงที่คู่เจรจาเห็นชอบร่วมกันแล้ว (ในเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญของไทยไม่เหมือนกับรัฐธรรมนูญของบางประเทศที่กำหนดให้ต้องความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน) |
| Top |
| Q : การทำ FTA เป็นการล้ำเส้น ความตกลง AFTA ในกรอบอาเซียน หรือไม่? |
| ความตกลง FTA ไม่ขัดกับ ASEAN Framework Agreement for Cooperation ซึ่งกำหนดให้จัดตั้ง FTA โดยทำความตกลง CEPT เพราะข้อ 11 ของ Framework Agreement ระบุว่าในอนาคตหากประเทศสมาชิกอาเซียนไปทำความตกลงกับประเทศใด ต้องไม่ขัดกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง AFTA ดังกล่าว ซึ่งการที่ไทยจะไปทำ FTA กับประเทศอื่นใด มิได้มีผลให้ AFTA สิ้นผล และไม่ได้ขัดขวางไทยที่จะให้ประโยชน์ตาม AFTA แก่สมาชิกอาเซียน จึงไม่ขัดกับ ASEAN Framework Agreement |
| Top |
| Q : ใคร set agenda ในการทำ FTA ของไทย? เข้าใจว่ารัฐบาลกับราชการทำเองโดยไม่มีการหารือกับ ภาคประชาชน |
| มีคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นกลไกหลักในการกำหนดประเทศที่จะเจรจา และแต่งตั้งหัวหน้าคณะเจรจา โดยกระทรวงการต่างประเทศได้รับมอบหมาย 2 ประเทศ คือ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทั้งนี้ ในทีมเจรจาจะมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าร่วม นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศจะกำหนดกรอบนโยบายการเจรจา และคณะเจรจาจะรายงานผลเป็นระยะ และเมื่อการเจรจาสรุปผลได้แล้ว หัวหน้าคณะเจรจาจะนำร่างความตกลงเสนอคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป กระทรวงการต่างประเทศได้หารือ และประสานกับประชาชนมาโดยตลอด ดังนี้ 1) ได้มีโอกาสชี้แจงความคืบหน้าแก่รัฐสภาเป็นระยะ ตามที่คณะกรรมาธิการ ต่างประเทศของวุฒิสภา หรือองค์กรอื่นเชิญชี้แจง 2) จัดประชุมและสัมมนากับนักวิชาการและกลุ่มประชาชนเป็นประจำ ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่คัดค้าน 3) พบปะและประชุมกับกลุ่มตัวแทนภาคเอกชนจากสาขาอาชีพต่างๆ 4) จัดทำข้อมูลเผยแพร่ปรากฏตามสื่อ นสพ. วิทยุและโทรทัศน์ 5) กระทรวงการต่างประเทศมี website ข้อมูลการทำ FTA กับญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ซึ่งภาคประชาชนสามารถหาข้อมูล และติชมได้ |
| Top |
| Q : หากทำความตกลง FTA ไป แล้วเกิดความเดือดร้อน สามารถ บอกเลิกได้หรือไม่? |
| เป็นแนวปฏิบัติปกติของไทยที่จะให้สนธิสัญญาทุกฉบับมีข้อบทอนุญาตให้ยกเลิก ฝ่ายเดียวได้ เช่นกรณีออสเตรเลียก็เป็นไปตามข้อ 1910 ของ ความตกลง |
| Top |
| Q : มีการศึกษา/วิเคราะห์ถึงผล กระทบต่อประเทศก่อนที่จะทำความ ตกลง FTA กับสหรัฐฯ หรือไม่? |
| มีโดยสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทยและ บริษัท Hutton (โดยทางคณะกรรมาธิการฯ ได้ขอข้อมูลดังกล่าวไปพิจารณา) |
| Top |
| Q : USTR กล่าวว่าจะทำ FTA เฉพาะกับประเทศที่มีนโยบายต่าง ประเทศและนโยบาย security เหมือนสหรัฐฯ เท่านั้น แปลว่าไทย จะต้องยอมเดินตามรอยสหรัฐฯ เพื่อ ให้ได้ทำ FTA ด้วย ใช่หรือไม่? |
| - สหรัฐฯ จะเลือกทำ FTA กับประเทศใดโดยดูว่ามีนโยบายเหมือนกันอยู่แล้ว มิใช่ว่าจะบังคับให้เดินตามนโยบายต่างประเทศของตน - การทำ FTA เป็นการตอบสนองกระแสโลกาภิวัฒน์ เพื่อขยายฐานตลาด อันจะช่วยให้เกิดการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อให้ไทยได้เป็น gateway สู่ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะการขยายตลาดสินค้าและบริการในภูมิภาค - จากรายงานของ BBC กล่าวว่า การทำ FTA ระหว่างไทยกับออสเตรเลียจะทำให้ในอีก 20 ปีข้างหน้าออสเตรเลียจะได้ผลประโยชน์จากความตกลงนี้ เป็นมูลค่าถึง 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนไทยจะมีผลประโยชน์ 5 เท่าของออสเตรเลีย |
| Top |


