ข่าวสารนิเทศ : ไทยมั่นใจในคำให้การต่อศาลโลกคดีปราสาทพระวิหาร ศูนย์ข่าว

ข่าวสารนิเทศ : ไทยมั่นใจในคำให้การต่อศาลโลกคดีปราสาทพระวิหาร

               บ่ายวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๖ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ      พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้บรรยายสรุป แก่ผู้สื่อข่าวภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงทางวาจารอบแรกของฝ่ายไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(ศาลโลก) ในคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี ๒๕๐๕ มีสาระสำคัญ ดังนี้


               ๑. ไทยมั่นใจต่อคำแถลงทางวาจาในวันนี้ ซึ่งสามารถโต้แย้งและหักล้างประเด็นที่กัมพูชาแถลงต่อศาลฯ ก่อนหน้านี้ได้อย่างครบถ้วนและหนักแน่น
              

              ๒. ที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างชาติของไทยได้ย้ำจุดยืนและข้อต่อสู้ของฝ่ายไทย โดยได้ให้เหตุผลประกอบหลักฐานและเอกสารต่าง ๆ เพิ่มเติม เพื่อแสดงให้ศาลฯ เห็นว่าคำขอของกัมพูชาไม่ใช่การขอตีความคำพิพากษาฯ แต่เป็นการอุทธรณ์ให้ศาลฯ ตัดสินว่าเส้นเขตแดนต้องเป็นไปตาม “แผนที่ภาคผนวก ๑” ซึ่งศาลฯได้ปฏิเสธอย่างชัดแจ้งแล้วในคำพิพากษาฯ นอกจากนี้ ที่ปรึกษากฏหมายยังได้เน้นว่าไทยและกัมพูชาไม่ได้มีข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายและขอบเขตของคำพิพากษาฯ โดยไทยได้ปฏิบัติตามอย่างครบถ้วน และกัมพูชาได้ยอมรับอย่างเป็นทางการแล้วในหลายโอกาส สำหรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นข้อพิพาทใหม่ที่เกี่ยวกับเขตแดน ซึ่งทั้งสองฝ่ายควรต้องเจรจากันในกรอบผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา (JBC)
              

                ๓. ผู้พิพากษาอับดุลคาวิ อะห์เม็ด ยูซูฟ ได้ขอให้ไทยและกัมพูชาชี้แจงเพิ่มเติมว่า ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจว่า “บริเวณใกล้เคียง” (vicinity) ของปราสาทอยู่ที่ใด โดยอ้างอิงจากแผนที่ที่เคยเสนอในคดีเดิม หรือแจ้งพิกัดของพื้นที่ดังกล่าว โดยให้ส่งเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรให้ศาลฯ ภายในวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๖เวลา ๑๗.๐๐ น. และส่งข้อสังเกตเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับคำตอบของอีกฝ่ายหนึ่งให้ศาลฯ ภายในวันที่๓ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๗.๐๐ น.

               รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นว่า ฝ่ายไทยไม่มีความห่วงกังวลเกี่ยวกับความประสงค์ข้างต้นของผู้พิพากษาอับดุลคาวิ อะห์เม็ด ยูซูฟ เพราะไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนมาโดยตลอด ในขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ว่าไม่ได้สร้างความห่วงกังวัลให้แก่ฝ่ายความมั่นคงแต่อย่างใด
              

                นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก และตัวแทนประเทศไทยในการต่อสู้คดีฯ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการขอรับคำชี้แจงเพิ่มเติมของผู้พิพากษาอับดุลคาวิ อะห์เม็ด ยูซูฟ ว่าเป็นการร้องขอเฉพาะตน ไม่ใช่ในนามขององค์คณะผู้พิพากษาทั้งหมด และเป็นเรื่องปกติที่ผู้พิพากษาจะมีคำถามเพิ่มเติมต่อคู่กรณีได้ ซึ่งในชั้นนี้อยู่ระหว่างรอคำถามดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรจากนายทะเบียนศาล ขณะเดียวกันก็จะได้หารือกับคณะที่ปรึกษาเพื่อเตรียมการ
ในเรื่องดังกล่าวต่อไป