ข่าวสารนิเทศ : ประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาเยือนประเทศไทยในรูปแบบเจรจาทำงาน (Working Visit) ศูนย์ข่าว

ข่าวสารนิเทศ : ประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาเยือนประเทศไทยในรูปแบบเจรจาทำงาน (Working Visit)

          เมื่อวันที่ ๗ - ๙ ตุลาคม ๒๕๕๙ นายไมตรีปาละ สิริเสนา (H.E. Mr. Maithripala Sirisena) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา พร้อมด้วยนางจาญาณธี สิริเสนา (Mrs. Jayanthi Sirisena) ภริยาและคณะผู้แทน เดินทางเยือนประเทศไทยในรูปแบบเจรจาทำงาน (Working Visit) ในฐานะแขกของรัฐบาล ตามคำเชิญของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

          เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๙ ประธานาธิบดีศรีลังกาและนายกรัฐมนตรีได้หารือข้อราชการเกี่ยวกับการกระชับความร่วมมือระหว่างไทยกับศรีลังกาในทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน อาทิ    การเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับพหุภาคี ความร่วมมือด้านการทหารและ    ความมั่นคง ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนา โดยเฉพาะการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและเกษตรกรรมของศรีลังกา ตลอดจนความร่วมมือในระดับภูมิภาคและกรอบพหุภาคี โดยผู้นำศรีลังกาชื่นชมบทบาทของไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ ๒ และเน้นย้ำว่าช่วงเวลานี้เป็นศตวรรษแห่งเอเชีย (Century for Asia)

          นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดด้านพุทธศาสนา โดยไทยขอบคุณรัฐบาลศรีลังกาที่ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานให้คนไทยสักการะเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนไปสักการะจำนวนมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน ขณะที่ศรีลังกาซาบซึ้งไทยที่ให้ความช่วยเหลือต่อกรณีน้ำท่วมและดินถล่มในศรีลังกาจำนวน ๒.๕ ล้านบาท (ประมาณ ๗๒,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

          นอกจากนี้ ประธานาธิบดีศรีลังกา ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชียครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙ ที่กระทรวงการต่างประเทศด้วย

           การเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีศรีลังกาในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีในการติดตามผลการเยือนไทย  อย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีศรีลังกาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว และการเยือนศรีลังกาอย่างเป็นทางการ   ของรองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เมื่อวันที่ ๘ – ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๙ ตลอดจนสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยาวนานกว่า ๖๐ ปี ของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม อันจะเป็นพื้นฐานในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของความร่วมมือในระดับภูมิภาคและการสร้างประชาคมเอเชียอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในอนาคตต่อไป