กระทรวงการต่างประเทศ

ประวัติกระทรวงการต่างประเทศ

วีดิทัศน์ / Vdo Clip

กระทรวงการต่างประเทศ

 

                 การต่างประเทศเป็นภารกิจซึ่งประเทศไทยได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เนื่องจากตระหนักถึงคุณค่าของการธำรงและส่งเสริมความสัมพันธ์ฉันมิตรกับ ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ด้วยสันติวิธี ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบใน เรื่องนี้โดยตรง จึงมีประวัติอันยาวนานและมีบทบาทที่ค่อนข้างชัดเจนในทุกยุคสมัย โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศชาติประสบภัยคุกคามจากภายนอกหรือในช่วงที่มีความจำ เป็นต้องแสวงหาประโยชน์และความร่วมมือจากประชาคมระหว่างประเทศเช่นใน ปัจจุบัน 

ตราบัวแก้วซึ่งเป็นรูปเทพยดานั่งในดอกบัว ถือดอกบัวข้างขวา ถือวชิระข้างซ้ายนั้น เป็นตราของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งใช้มาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตราบัวแก้วเป็นตราซึ่งเจ้าพระยาคลังใช้ประทับในเอกสารของกรมเจ้าท่าและที่ เกี่ยวข้องกับกระทรวงการต่างประเทศ เช่น สนธิสัญญาต่าง ๆ ในปี พ.ศ. 2418 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกราชการด้านการคลังออกจากกรมท่า ตราบัวแก้วจึงเป็นตราประจำตำแหน่งเสนาบดีจตุสดมภ์ กรมท่า และต่อมาเมื่อได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดระบบราชการใหม่โดยแบ่งเป็น 12 กระทรวง ตราบัวแก้ว จึงเป็นตราประจำเสนาบดีว่าการต่างประเทศ และกลายมาเป็นตราของกระทรวงการต่างประเทศ




พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงสถาปนากระทรวงการต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2418

การสถาปนากระทรวงการต่างประเทศ

     ในตอนต้นของรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวนั้น การต่างประเทศ และการคลังของแผ่นดินยังอยู่รวมกันภายใต้เสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า

เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดีเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศคนแรก
ระหว่างปี 2418-2428
พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างปี 2495-2501 ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาใหญ่องค์การ สหประชาชาติ ระหว่างปี 2499-2500

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบรรลุ นิติภาวะ และทรงบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2416 นั้น การติดต่อกับต่างประเทศโดยเฉพาะระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลตะวันตก ได้กลายเป็นราชการประจำและในขณะเดียวกันปัญหาสำคัญที่รัฐบาลประสบคือ การคลังของแผ่นดิน เนื่องจากก่อนหน้านั้น การเก็บภาษีอากรซึ่งเป็นรายได้หลักของแผ่นดินได้กระจายอยู่ตามส่วนราชการ ต่าง ๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงแก้ไขปัญหาการคลังเป็น เรื่องแรก โดยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2416 เพื่อเป็นที่รวบรวมรายได้แผ่นดินและตรวจภาษีอากรของส่วนราชการต่าง ๆ และเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2418 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกกรมพระคลังมหาสมบัติออกจากกรมท่า พร้อมกันนั้นก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ดำรงตำแหน่ง "ผู้ว่าการต่างประเทศ" และให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพระคลังมหาสมบัติ ด้วยเหตุนี้ จึงถือว่าวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2418 เป็นวันสถาปนากระทรวงการต่างประเทศ

 

วิวัฒนาการของกระทรวงการต่างประเทศ

 

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการฯ

เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ
12 มิถุนายน พ.ศ. 2428 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2466

ถึงแม้ว่ากรมพระคลังมหาสมบัติจะได้แยกออกไปจากกรมท่า และมิได้อยู่ภายใต้เสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2418 แล้วก็ตาม แต่กรมท่าก็ยังคงมีส่วนราชการซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการต่าง ประเทศ หัวเมืองขึ้นและศาลอยู่ในสังกัดอีกจำนวนหนึ่ง

การโอนส่วน ราชการซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศไปสังกัดกระทรวงหรือกรม อื่นได้เริ่มขึ้นโดยการโอนกรมอาสาใหม่ซ้าย - ขวา ไปสังกัดกระทรวงกลาโหม และโอนกรมพระคลังราชการกับกรมพระคลังป่าจากไปสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ในปี พ.ศ. 2430

โอนศาลกรมท่ากลาง ศาลกรมท่าซ้าย ศาลกรมท่าขวา และศาลต่างประเทศ ไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม ในคราวที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกระทรวงนั้น เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2434



 

โอนหัว เมืองขึ้น 14 เมืองไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อคราวที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการแบ่งหน้าที่ระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2437

โอนกรมท่าซ้ายไปสังกัดกระทรวงนครบาลเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 และโอนกรมท่าขวาไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2470 

ในการแปรสภาพกรมท่ากลางให้เป็นกระทรวงการ ต่างประเทศตามแนวทางบรรดาอารยประเทศนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการฯ ได้ทรงดำเนินการควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินตามพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเริ่มจากการขอพระราชทานที่ทำการเสนาบดีและข้าราชการทุกคนแทนการใช้วัง หรือบ้านของเสนาบดีเป็นที่ทำการ ซึ่งก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังสราญรมย์ให้ใช้เป็นที่ทำการแห่งแรก เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2428 โดยใช้ชื่อว่า "ศาลาว่าการต่างประเทศ" และยังไม่ใช้ชื่อว่า "กระทรวงการต่างประเทศ" ถึงแม้ว่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการฯ จะทรงใช้ตำแหน่ง "เสนาบดีว่าการต่างประเทศ" แล้วก็ตาม สำหรับชื่อ "กระทรวงการต่างประเทศ" นั้น ปรากฏว่าได้เริ่มใช้เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกเลิก ระบบจตุสดมภ์และทดลองใช้ระบบเสนาบดีสภาเมื่อปี พ.ศ. 2431 โดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นหนึ่งในสี่กระทรวงแรกของแผ่นดิน และต่อมาในปี พ.ศ. 2435 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ระบบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งประกอบด้วยส่วนราชการ 12 กระทรวง และเสนาบดีสภาเป็นการถาวร กระทรวงการต่างประเทศก็เป็น 1 ใน 12 กระทรวงดังกล่าว

สำหรับการจัด ระบบการปฏิบัติราชการในศาลาว่าการต่างประเทศ และกระทรวงการต่างประเทศนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการฯ ได้ทรงริเริ่มการใช้ระบบสารบรรณและบรรณสารตามแบบสากล การใช้ระบบเงินเดือน การจัดทำทะเบียนประวัติ และการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของตำแหน่งต่าง ๆ ให้แน่ชัด

กระทรวงการต่างประเทศได้มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับ จนถึงปัจจุบัน

 

---------------------------------