นโยบายการต่างประเทศ

ผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและกลไกประชารัฐ : รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ ๑๒ กันยายน – ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗

รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กระทรวงการต่างประเทศ
ระหว่างวันที่ ๑๒ กันยายน – ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗

ลำดับ

นโยบายรัฐบาล/
การสั่งการของนายกรัฐมนตรี

ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑

การดำเนินการ

แผนงาน/ โครงการ/ ผลการดำเนินการ รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานที่สำคัญ

๑. การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์

 

(๑)     ปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ (๒)      เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจ
(๓) สนับสนุนโครงการทั้งหลายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
(๔)  ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่สถานศึกษา หน่วยงานของรัฐเรียนรู้และเข้าใจหลักการทรงงาน และสามารถนำหลักดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการและการพัฒนา รวมถึงเร่งขยายผลโครงการที่ทรงวางรากฐานไว้ให้แพร่หลายเป็นที่ประจักษ์และเกิดประโยชน์ในวงกว้าง

นโยบายที่ ๒.๓ การสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
ข้อ ๒.๓.๑ ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ข้อ ๒.๓.๓ สังคมไทยมีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม รวมถึงการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้

การตอบโต้/ ชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในเรื่องสถาบันฯ และบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของสถาบันฯ

 

๑.  องค์การ/ องค์กรระหว่างประเทศ

คณะผู้แทนถาวร. ณ นครเจนีวา ได้มีหนังสือถึงประธานสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights – OHCHR) เมื่อวันที่ ๒๕ ก.ย. ๕๗ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับกรณีที่โฆษก OHCHR ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับ ม. ๑๑๒

 

๒. สื่อมวลชน

กต. มีหนังสือถึง บก. นสพ. Financial Times/นสพ. China Post/ นสพ. Global Times เมื่อวันที่ ๓๑ ส.ค./ ๑๒ และ ๒๒ ก.ย. ๕๗ ตามลำดับ เพื่อชี้แจงและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในกรณีมีบทความที่มีเนื้อหาพาดพิง
 

การดำเนินกิจกรรมเทิดพระเกียรติและส่งเสริมภาพลักษณ์สถาบันฯ

 

๑.   กต. ร่วมกับ สอท. ณ กรุงสตอกโฮล์ม สอท.
ณ กรุงออสโล และ สอท. ณ กรุงโคเปนเฮเกน ดำเนินโครงการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถาบัน โดยเชิญผู้แทนจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเป็นวิทยากรในโครงการเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้าน
การพัฒนาในประเทศนอร์เวย์ สวีเดน และเดนมาร์ก ระหว่างวันที่ ๔ - ๑๖ ก.ย. ๕๗

 

๒.         เมื่อวันที่ ๒๙ ต.ค. ๕๗ นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ เข้าร่วมการแถลงข่าวการถ่ายทอดสดงาน “ร้อยใจไทย จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล” ของสถานีโทรทัศน์ TGN ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ทั้งนี้ กต. จะประสานให้ สอท. และ สกญ. ทั่วโลกบันทึกเทปการจัดงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อออกอากาศในรายการฯ ตามที่ได้ให้ความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์ฯ เสมอมา
       นอกจากนี้ กต. มีกิจกรรมต่าง ๆ ในการส่งเสริมภาพลักษณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ อาทิ การจัดนิทรรศการ และการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำริ การจัดนิทรรศการพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยดำเนินการทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

๒. การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ

ข้อ ๒.๑

(๑) การบริหารจัดการชายแดน
(๒) การสร้างความมั่นคงทางทะเล
(๓) การแก้ไขปัญหา
ข้ามชาติ/อาชญากรรมข้ามชาติ
(๔) การสร้างความไว้วางใจกับประเทศเพื่อนบ้าน
(๕) การเสริมสร้างศักยภาพใน
การปฏิบัติการทางทหารร่วมกันของอาเซียน โดยเน้นความร่วมมือเพื่อป้องกันและแก้ไขข้อพิพาทต่าง ๆ และแก้ไขปัญหาเส้นเขตแดนโดยใช้กลไกทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี

 

ข้อสั่งการ นรม.
(๒๖ ก.ย. ๕๗)
ให้ กห. ประสานงานกับ มท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนและปัญหาอื่น ๆ ในพื้นที่ชายแดน ทั้งมิติการค้า การลงทุน และ
การบริหารจัดการ พลังงาน เสนอต่อรอง นรม. (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) พิจารณากลั่นกรองก่อนนำเสนอนรม. และรอง นรม.
ทุกท่านเพื่อทราบต่อไป

(หนังสือ สลค. ด่วนที่สุด ที่ นร. ๐๕๐๖/ว ๙๕ ลว. ๒๖ ก.ย. ๕๗)

นโยบาย ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อ
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๕ การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการส่งเสริมแรงงานไทยในต่างประเทศ
ข้อ ๕.๕.๖ การมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการสร้างสังคมนานาชาติที่มีคุณภาพชีวิต ป้องกันภัยจากการก่อการร้ายและอาชญากรรม ยาเสพติด ภัยพิบัติ และการแพร่ระบาดของโรคภัย

กรอบพหุภาคี

๑.   รองปลัด กต. เป็นประธานการประชุมหารือระหว่างรัฐบาลไทยกับคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights) หรือ AICHR ในหัวข้อเรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๘ ก.ย. ๕๗ ณ กรุงเทพ โดยที่ประชุมหารือเพื่อร่วมกันแก้ไขประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะปัญหาการเคลื่อนย้ายของคนที่เป็นไปตาม
พลวัตรและพัฒนาการของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และโดยที่ประเทศต่าง ๆ มุ่งพัฒนาภาคเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนต้องการแรงงานภายนอกประเทศ จึงทำให้ปัญหาแรงงานข้ามชาติเป็นประเด็นท้าทายร่วมกันของภูมิภาค
การประชุมดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญของไทยในการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

 

๒.   กต. จัดการบรรยายพิเศษในหัวข้อการลดและการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ เมื่อวันที่ ๘ ต.ค. ๕๗ โดยมีนายมนัสวี ศรีโสดาพล รองปลัด กต. กล่าวเปิดงานและได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ Gareth Evans อดีต รมว.กต.ออสเตรเลีย และศาสตราจารย์ Ramesh Thakur อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งสหประชาชาติเป็นผู้บรรยาย ซึ่งได้กล่าวถึงภาพรวมของความคืบหน้าที่สำคัญในการดำเนินการเพื่อการลดและการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ไทยยืนยันจะมีส่วนร่วมและบทบาทสร้างสรรค์ในความพยายามลดอาวุธ การไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งในกรอบ
ความร่วมมือระดับภูมิภาค และในกรอบระหว่างประเทศต่อไป

ข้อ ๒.๔

(๑)   การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ เพื่ออำนวยต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

(๒)   ชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่น

(๓)   นำกลไกทางการทูตแบบบูรณาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น

   ๓.๑ การคุ้มครองดูแลคนไทยและผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน

   ๓.๒ การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา วัฒนธรรม การค้า

   ๓.๓ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเปิดโลกทัศน์ให้มีลักษณะสากล

 

ข้อสั่งการ ของ นรม.
ด้านต่างประเทศ
(๑๘ ก.ย. ๕๗)

ในการเจรจาหรือ
การจัดทำความตกลงระหว่างประเทศในเรื่องต่าง ๆ ให้ทุกส่วนราชการจัดทำบทสรุปวิเคราะห์สาระ สำคัญของประเด็นการเจรจาหรือความตกลงระหว่างประเทศ ท่าทีของไทย ผลดีและผลเสีย รวมทั้งผลกระทบต่อประเทศไทยเพื่อประกอบ การพิจารณา และในการเจรจาให้ยึดถือผลประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเป็นหลัก นอกจากนั้น ในกรณีที่ส่วนราชการต้องรายงานผลการดำเนินการต่อองค์การระหว่างประเทศ เช่น กรณีการจัดส่งแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทยไปยังสำนักเลขาธิการ CITES การส่งรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบหลักจัดส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเจรจาให้แก่ กต. ด้วย

(หนังสือ สลค. ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๕๐๖/ว ๙๑ ลว. ๑๘ ก.ย. ๕๗ และหนังสือ สลค. ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๕๐๖/ว ๑๐๔ ลว. ๓ ต.ค. ๕๗)

นโยบายที่ ๕.๔ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
 

นโยบาย ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อ
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๔ การเข้าร่วมเป็นภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาคภายใต้บทบาทที่สร้างสรรค์ เป็นทางเลือกในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศในเวทีโลก
ข้อ ๕.๕.๕ การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการส่งเสริมแรงงานไทยในต่างประเทศ
ข้อ ๕.๕.๖ การมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการสร้างสังคมนานาชาติที่มีคุณภาพชีวิต ป้องกันภัยจากการก่อการร้ายและอาชญากรรม ยาเสพติด ภัยพิบัติ และการแพร่ระบาดของโรคภัย
 

นโยบายที่ ๕.๖ ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่นยืน
ข้อ ๕.๖.๖ การเพิ่มบทบาทประเทศไทยในเวทีประชาคมโลกที่เกี่ยวข้องกับกรอบความตกลงและพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

กรอบทวิภาคี

๑.   กต. สอท. และ สกญ. ได้ชี้แจงสถานการณ์และพัฒนาการในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ
การดำเนินการตามแผน roadmap และการเข้ารับตำแหน่งของคณะรัฐมนตรี

 

๒.   ในวาระที่รอง นรม./รมว.กต. ได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ที่นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๕๗ รอง นรม./รมว.กต. ได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือทวิภาคีกับผู้นำและ รมว.กต. ของประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ นรม. กัมพูชา นรม. สิงคโปร์ รอง นรม./รมว.กต. เวียดนาม โดย รอง นรม./รมว.กต. ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยในการดำเนินการตามแผน roadmap เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน รวมทั้งยืนยันเจตนารมณ์ของไทยในการสานต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีกับนานาประเทศ ซึ่งผู้นำของทุกประเทศได้เห็นพ้องในประเด็นดังกล่าว และยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลักดันความร่วมมือที่สำคัญและคั่งค้างให้มีความคืบหน้าเพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งของประชาชนทั้งสองประเทศ

 

๓.         ในช่วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๖๙ (UNGA 69) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รอง นรม./รมว.กต. ได้พบหารือทวิภาคีกับนาย Wang Yi รมว.กต. จีน เมื่อวันที่ ๒๗ ก.ย. ๕๗
รอง นรม./รมว. กต. ขอบคุณจีนที่แสดงความเข้าใจต่อสถานการณ์การเมืองของไทย และชี้แจงพัฒนาการทางการเมืองของไทย การเดินหน้าการปฏิรูปประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตาม roadmap
๓ ขั้นตอน และสร้างความเชื่อมั่นถึงการดำเนินการของ คสช. ในการเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว และได้ย้ำความสำคัญของการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับจีน โดยร่วมมือกันส่งเสริมความเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่งระหว่างจีนกับไทยและภูมิภาค ภายใต้การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจในภูมิภาค การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบด้านการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารข้ามแดน และการพัฒนาคุณภาพด้านการสาธารณสุขและการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแนวพื้นที่ชายแดน
        ในการนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ความสัมพันธ์และการเป็นหุ้นส่วนไทย - จีน จะเป็นประโยชน์ต่อ
๒ ประเทศและต่อภูมิภาคโดยรวม

 

๔. นาย Heinz Fischer ปธน.ออสเตรีย ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Großes Goldenes Ehrenzeichen am Bande (Grand Decoration of Honour in Gold with Sash) แด่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา สำหรับการทรงงานเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรีย เมื่อวันที่ ๒ ต.ค. ๕๗ ณ พระราชวังฮอฟบวร์ก กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

 

๕. รมช.กต. ได้หารือทวิภาคี ระหว่างการเข้าร่วม
การประชุมสภารัฐมนตรีสมาคมแห่งมหาสมุทรอินเดีย (IORA) ครั้งที่ ๑๔ ณ เมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ ๗ - ๑๐ ต.ค. ๕๗ กับ (๑) นาย Jean-Paul Adam รมว.กต. เซเชลส์ โดยทั้ง ๒ ฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายการลงทุนในธุรกิจการแปรรูปสินค้าประมง อาหาร สินค้าเกษตร ธุรกิจท่องเที่ยว สปา และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (๒) นาง Julie Bishop รมว.กต. ออสเตรเลีย เกี่ยวกับการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลียให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยให้ความสำคัญกับภาคธุรกิจเอกชน และมีภาครัฐส่งเสริมและอำนวยความสะดวก รวมถึงศักยภาพของประเทศอาเซียนที่จะขยายบทบาทความร่วมมือกับออสเตรเลีย และ (๓) Dato’ Hamzah Zainudin รมช.กต. มาเลเซีย ในประเด็นผลประโยขน์ร่วมของไทยและมาเลเซีย และของอาเซียน อาทิ การเตรียมการเยือนมาเลเซียของ นรม. การแสดงความพร้อมของไทยที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมหารือประจำปี
ครั้งที่ ๖ (Annual Consultation) ระหว่าง นรม. ไทย และมาเลเซีย ในช่วงต้นปี ๒๕๕๘ การเตรียมการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (JC) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดน (JDS)

 

๖. เมื่อวันที่ ๙ ต.ค. ๕๗ นรม. เดินทางเยือนเมียนมาร์อย่างเป็นทางการหลังจากเข้ารับตำแหน่ง (รอง นรม./รมว.กต. ร่วมคณะด้วย) โดยทั้ง ๒ ฝ่ายได้ยืนยันที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในลักษณะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา อาทิ การจัดระเบียบและการพัฒนาพื้นที่ชายแดน การพัฒนาความเชื่อมโยง
การผลักดันโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย
การผลักดันโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน รวมถึงการจัดระบบการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวแบบครบวงจร และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ ๓ ฉบับ เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (เชียงใหม่ - เชียงตุง  ประจวบคีรีขันธ์-มะริด  ระนอง - เกาะสอง) ในโอกาสนี้ นรม. ยังได้พบหารือกับทีมประเทศไทยและกลุ่มนักธุรกิจไทยในเมียนมาร์ด้วย

 

๗. ในวาระที่ นรม. และรอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเชีย - ยุโรป ครั้งที่ ๑๐ (ASEM 10)
ที่นครมิลาน ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ ๑๖ - ๑๗ ต.ค. ๕๗ นรม. ได้พบหารือทวิภาคีกับผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ ดังนี้ (๑) นาย Shinzo Abe นรม. ญี่ปุ่น
(๒) นาย Li Keqiang นรม. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน (๓) นาย Thongsing Thammawong นรม. สปป. ลาว (๔) นาย Lee Hsien Loong นรม. สิงคโปร์ (๕) นาย Najib Razak นรม. มาเลเซีย
(๖) พลเอก Vijay Kumar Singh รมช.กต. อินเดีย
(๗) นาย Nguyễn Tấn Dũng นรม. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และ รอง นรม./รมว.กต. ได้พบหารือ
ทวิภาคีกับ (๑) นาย Thongluan Sisulit รอง นรม./รมว.กต.สปป.ลาว และ (๒) นาย Syed Tariq Fatemi ผู้ช่วยพิเศษด้านการต่างประเทศของ นรม. ปากีสถาน

 

๘. รอง นรม./รมว.กต. ในฐานะผู้แทนพิเศษ (Special Envoy) ของ นรม. เข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ปธน. อินโดนีเซีย ของนาย Joko Widodo และนาย Yusuf Kalla รอง ปธน. ณ สภาที่ปรึกษาประชาชนอินโดนีเซีย ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ ๑๙ - ๒๑ ต.ค. ๕๗ ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้เข้าเยี่ยมคารวะและพบหารือกับนาย Yusuf Kalla รอง ปธน. อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ ๒๑ ต.ค. ๕๗ โดยได้แสดง
ความยินดีในโอกาสการเข้ารับตำแหน่งใหม่ และยืนยันความร่วมมือในทุกด้านกับอินโดนีเซีย รวมทั้งขอบคุณ
ที่อินโดนีเซียเข้าใจปัญหาชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาภายในของไทย และสนับสนุนไทยในกรอบองค์กรความร่วมมืออิสลาม (OIC) โดยให้ไทยเป็นผู้แก้ปัญหาด้วยตนเองโดยสันติวิธี นอกจากนี้ ได้ขอบคุณอินโดนีเซียที่มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนไทยและดูแลนักเรียนไทยในอินโดนีเซีย ซึ่งมีประมาณ ๑,๐๐๐ คนด้วย

 

๙. เมื่อวันที่ ๑๕ ต.ค. ๕๗ รมช.กต. หารือร่วมกับ
นาย Tadashi Maeda ผู้แทนผู้อำนวยการและกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) ที่กระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย การพัฒนาด้านพลังงาน และนโยบายการส่งเสริมบทบาทสตรีของญี่ปุ่น

 

๑๐. เมื่อวันที่ ๓๐ - ๓๑ ต.ค. ๕๗ นรม. เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ โดย รอง นรม./รมว.กต. และปลัด กต. ร่วมคณะด้วย โดยรอง นรม./รมว.กต. ยืนยันความมุ่งมั่นของไทยที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือกับกัมพูชาในทุกมิติ โดยเฉพาะความร่วมมือเพื่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน การพัฒนาพื้นที่ชายแดนและความเชื่อมโยงระหว่างกัน รวมถึง
การผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม โดยเฉพาะบริเวณจุดผ่านถาวรแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท และการสร้างความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน รวมทั้งเสนอให้มีการประชุมแก้ไขปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูงบริเวณชายแดน
ไทย-กัมพูชา
       ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้เชิญรอง นรม./รมว.กต. กัมพูชาเยือนไทย เพื่อเป็นประธานร่วมในการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านการพัฒนาพื้นที่ชายแดนและการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมไทย-กัมพูชา (Joint Committee on Border Area Development and Connectivity – JCBD) ครั้งที่ ๒ ที่กรุงเทพฯ ในปี ๒๕๕๘

กรอบพหุภาคี
อาเซียน/ อาเซียน – คู่เจรจา

๑.   รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมพิธีเปิดแสดงสินค้าจีน–อาเซียน ครั้งที่ ๑๑ (11th China–ASEAN Expo) ระหว่างวันที่ ๑๕ - ๒๐ ก.ย. ๕๗ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน และได้หารือกับผู้แทนระดับสูงฝ่ายจีน ได้แก่
นาย Zhang Gaoli รอง นรม. คนที่ ๑ ของจีน ดูแลด้านเศรษฐกิจ และนาย Chen Wu ประธานเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดย รอง นรม./รมว.กต. ได้ยืนยันความมุ่งมั่นของไทยที่จะส่งเสริมและกระชับความร่วมมือภายใต้กลไกทวิภาคี รวมถึงการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อาเซียน - จีนในทุกมิติ และได้ยินดีกับข้อเสนอของ นรม.จีน ในการจัดตั้ง Asian Infrastructure Investment Bank และ Maritime Silk Road เพื่อเป็นการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค ทั้งทางบกและทางทะเล

 

๒.   ปลัด กต. เป็นประธานร่วมในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน - จีน วาระพิเศษ ระหว่างวันที่ ๑๓ - ๑๔ ก.ย. ๕๗ ณ เมืองกุ้ยหลิน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยที่ประชุมได้หารือในหลายหัวข้อ อาทิ การขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่
รอบด้านมากขึ้นระหว่างอาเซียนกับจีน รวมถึงมาตรการในการลดความตึงเครียดในบริเวณทะเลจีนใต้

 

๓.   ปลัด กต. เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน (ASEAN Senior Officials’ Meeting - SOM) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงเนปิดอว์ ระหว่างวันที่ ๘ - ๑๒ ต.ค. ๕๗ ดังนี้
(๑) การประชุม ASEAN Plus Three Senior Official’s Meeting (APT SOM) (๒) การประชุม East Asia Summit Senior Official’s Meeting (EAS SOM) และ
(๓) การประชุม Joint Preparatory Meeting (JPM) สำหรับการประชุม ASEAN Summit ทั้งนี้ ที่ประชุม จนท. อาวุโสอาเซียนพิจารณาข้อเสนอเรื่องการจัดประชุม จนท. เทคนิคด้านความปลอดภัยในการเดินเรือและการปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเล รวมทั้งเรื่องการจัดทำรายการมาตรการและกลไกเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้เพิ่มเติม และทิศทางในอนาคตของอาเซียนในการดำเนิน คสพ. กับประเทศในภูมิภาค

 

๔.   ปลัด กต. เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Senior Officials’ Meeting – APT SOM) และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit Senior Officials’ Meeting – EAS SOM) เมื่อวันที่ ๑๐ ต.ค. ๕๗
ที่กรุงเนปิดอว์ โดยที่ประชุม APT SOM สนับสนุนกลไกทางการเงินของอาเซียนที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) และคาดหวังให้การเจรจาภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership – RCEP) แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๕๘ สำหรับที่ประชุม EAS ได้หารือถึงการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพ

 

๕.         เมื่อวันที่ ๒๖ - ๒๙ ต.ค. ๕๗ ปลัด กต. เป็นประธานการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน - จีน ว่าด้วยการปฏิบัติตามปฏิญญาว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (ASEAN - China Senior Officials’ Meeting on the Implementation of the Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea: SOM on DOC) ครั้งที่ ๘ ร่วมกับนาย Liu Zhenmin รมช.กต.จีน (ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน - จีน) และนายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร อธิบดีกรมอาเซียน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานร่วมอาเซียน - จีน ว่าด้วย
การปฏิบัติตามปฏิญญาฯ (ASEAN - China Joint Working Group on the Implementation of the DOC: JWG on DOC) ครั้งที่ ๑๒ ร่วมกับ นาย He Wei รองอธิบดีกรมเขตแดนและกิจการมหาสมุทร กต.จีน
ณ โรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ
       ในการนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงความคืบหน้าของ
การดำเนินการตามปฏิญญาว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้และเร่งรัดการจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct in the South China Sea - COC) และให้ความสำคัญต่อการขยายประเด็นที่เป็นจุดยืนร่วมกัน (commonalities) พร้อมทั้งย้ำความสำคัญ
ของความสัมพันธ์อาเซียน - จีน ในการเป็นเสาหลัก
ของสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค รวมทั้งมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์อาเซียน-จีน ให้ใกล้ชิดและมั่นคงยิ่งขึ้น
ด้วยการเสริมสร้างความเชื่อมั่น ความไว้เนื่อเชื่อใจ และ
ความเคารพซึ่งกันและกัน

 

ระดับภูมิภาค

๑.  ปลัด กต. เข้าร่วมการประชุม ACD Foreign Ministers’ Breakfast Meeting คู่ขนานกับการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญที่ ๖๙ (UNGA69)
เมื่อวันที่ ๒๒ ก.ย. ๕๗ ณ โรงแรมพลาซ่า นครนิวยอร์ก โดยไทยเป็นประเทศผู้ประสานงานกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue - ACD) และมีเจ้าชาย Saud Al-Faisal รมว. กต. ซาอุดีอาระเบีย เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้รับรองหัวข้อ “Outstanding Education - the road to the future” สำหรับการประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมือเอเชีย ครั้งที่ ๑๓ (The 13th Asia Cooperation Dialogue Ministerial Meeting) ในวันที่ ๒๕ พ.ย. ๕๗ ณ กรุงริยาด ตามที่ซาอุดีอาระเบียได้รับมอบตำแหน่งประธาน ACD ต่อจากบาห์เรน โดยเห็นว่าสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕

 

๒.  นายมนัสวี ศรีโสดาพล รองปลัด กต. เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม Bali Democracy Forum (BDF) ครั้งที่ ๗ ภายใต้หัวข้อ“พัฒนาการของสถาปัตยกรรมประชาธิปไตยในภูมิภาค สิ่งท้าทายด้านการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของสาธารณชนและการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในศตวรรษที่ ๒๑” เมื่อวันที่ ๑๐ ต.ค. ๕๗ ณ จังหวัดบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย โดยรองปลัด กต. ยืนยันถึงความมุ่งมั่นและความยึดถือในค่านิยมประชาธิปไตยของไทย และชี้แจงถึงพัฒนาการทางการเมืองในไทย รวมถึงการส่งเสริม
การสร้างความปรองดองเพื่อให้ประชาธิปไตยของประเทศกลับมามีความแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

 

๓.         นรม. และ รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วม
การประชุมผู้นำเอเชีย – ยุโรป ครั้งที่ ๑๐ (ASEM 10) ระหว่างวันที่ ๑๖ - ๑๗ ต.ค. ๕๗ ณ นครมิลาน อิตาลี ซึ่งที่ประชุม สนับสนุนการลดอุปสรรคทางการค้าและ
การเพิ่มความร่วมมือในการเชื่อมโยง โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดย นรม. ของไทยได้กล่าวถ้อยแถลงเสนอยุทธศาสตร์ อาทิ การเพิ่มบทบาทการเป็นหุ้นส่วนกับเอเชียผ่านการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ กฎเกณฑ์การค้าการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยงและภัยคุกคามจากการเชื่อมโยง และความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น
       นอกจากนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้พบหารือกับผู้แทนนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในอิตาลี รวมทั้งหน่วยงานไทยที่รับผิดชอบด้านการค้าการลงทุน และนักธุรกิจที่จะเป็นผู้แทนประเทศไทยในการกล่าวอภิปรายการประชุมสภาธุรกิจเอเชีย - ยุโรป (Asia-Europe Business Forum - AEBF) ครั้งที่ ๑๕ ซึ่งเป็นการประชุมคู่ขนานของภาคธุรกิจกับการประชุมผู้นำเอเชีย - ยุโรป
ครั้งที่ ๑๐ ด้วย โดยรอง นรม./รมว.กต. ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้แทนนักธุรกิจไทย พร้อมทั้งสร้าง
ความมั่นใจแก่ภาคเอกชนว่า รัฐบาลมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนของนักธุรกิจไทยในต่างประเทศ

 

๔. นรม. และรอง นรม./รมว.กต. ได้เข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียน-สหภาพยุโรปอย่างไม่เป็นทางการ (ASEAN- EU Informal Leaders’ Meeting) เมื่อวันที่ ๑๖ ต.ค. ๕๗ ซึ่งเป็นการประชุมที่จัดขึ้นระหว่างการประชุม ASEM 10 โดย นรม. ได้กล่าวแสดงความพร้อมที่ไทยจะรับหน้าที่เป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน- EU และผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างกันไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการสร้างประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘

 

องค์กรระหว่างประเทศ

๑.      รมช.กต. เข้าร่วมการประชุมสภารัฐมนตรีสมาคมแห่งมหาสมุทรอินเดีย (IORA) ครั้งที่ ๑๔ ณ เมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย (๗-๑๐ ต.ค. ๕๗) ซึ่งมี รมว.กต. ออสเตรเลียเป็นประธาน โดยที่ประชุมให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากมหาสมุทรอินเดีย (Blue Economy) เพื่อเพิ่มปริมาณการค้าการลงทุน ส่งเสริมอุตสาหกรรมการประมง การสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และการท่องเที่ยว

       ในส่วนของไทย รมช. กต. ได้เสนอให้ IORA เน้น
การดำเนินการโครงการที่จะสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ความมั่นคงด้านพลังงาน และส่งเสริมการค้า
การลงทุน อาทิ โครงการฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
การจัดทำแผนปฏิบัติการด้านพลังงาน และการศึกษาผลกระทบจากมาตรการทางการค้าต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าประมง และได้เสนอให้ IORA เพิ่มบทบาทในการสร้างความเชื่อมโยงทางทะเล (maritime connectivity) และความเชื่อมโยงในระดับประชาชน ทั้งในส่วนของภาคธุรกิจและเยาวชน ตลอดจนได้ร่วมลงนามกฎบัตร IORA และเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการประสานงานและความร่วมมือด้านบริการค้นหาและช่วยเหลือในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย

 

๒.      เมื่อวันที่ ๒๗ ต.ค. ๕๗ ที่ประชุมใหญ่ผู้แทนผู้มีอำนาจเต็ม สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU Plenipotentiary Conference) เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาบริหารของสหภาพฯ (ITU Council) ขึ้น ซึ่งประเทศไทยได้รับการเลือกตั้งในตำแหน่งดังกล่าว ในวาระการดำรงตำแหน่งปี ค.ศ. ๒๐๑๕-๒๐๑๘ โดยประเทศไทยได้ลงสมัครเข้ารับการเลือกตั้งในโควตาของกลุ่ม E  (Asia/Australia) ซึ่งมีตำแหน่งว่าง ๑๓ ที่นั่ง มีประเทศลงสมัครเข้ารับการเลือกตั้งทั้งสิ้น ๑๘ ประเทศ นอกจากไทยแล้ว ยังมีจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ออสเตรเลีย ซาอุดิอาระเบีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ อินเดีย และปากีสถานที่ได้รับการเลือกตั้งจากภูมิภาคนี้
      อนึ่ง คณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและ
การสื่อสาร ออท. ณ กรุงโซล คณะเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร ซึ่งได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

 

สหประชาชาติ

๑. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ออท.ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา ทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมใหญ่ สมัยสามัญ สมัยที่ ๕๘ ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ระหว่างวันที่ ๒๒-๒๖ ก.ย. ๕๗ ที่สำนักงานสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา โดยทรงกล่าวถ้อยแถลงเน้นท่าทีและบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในเรื่องการส่งเสริมความปลอดภัยและความมั่นคงทางนิวเคลียร์ การส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในทางสันติทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ บทบาทของไทยในการส่งเสริมเครือข่ายหน่วยงานกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์ในอาเซียน และความร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศในการดำเนินโครงการความร่วมมือทางเทคนิคต่าง ๆ นอกจากนี้ ทรงเป็นประธานเปิดการแสดงนิทรรศการหัวข้อ “การบริหารจัดการของเสียจากกัมมันตภาพรังสี: การควบคุมและการดูแล” เมื่อวันที่ ๒๔ ก.ย. ๕๗ ที่สำนักงานสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา ซึ่งแสดงแนวปฏิบัติที่ดีของไทย ในประเด็นดังกล่าว โดยนาย Yukiya Amano ผู้อำนวยการใหญ่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศได้กล่าวชื่นชมบทบาทของไทยทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

๒.   รอง นรม./รมว.กต. หารือกับนาย Pierre Krähenbühl Commissioner-General ของสำนักงานบรรเทาทุกข์และจัดหางานของสหประชาชาติสำหรับ
ผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์และตะวันออกใกล้ (United Nations Relief and Works Agency for Palestine Refugees หรือ UNRWA) เมื่อวันที่ ๒๕ ก.ย. ๕๗ โดยย้ำถึงเจตนารมณ์ของไทยที่พร้อมสนับสนุนแนวทาง
การบรรเทาและแก้ไขความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
โดยสันติวิธีและพร้อมที่จะร่วมมือกับสหประชาชาติ นอกจากนี้ รอง นรม./รมว.กต มอบเงินบริจาคในนามรัฐบาลไทยเพื่อให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับกาซา จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ

 

๓.   ปลัด กต. เข้าร่วมการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UN Climate Summit 2014) เมื่อวันที่ ๒๓ ก.ย. ๕๗
ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก
โดยปลัด กต. กล่าวถ้อยแถลงเน้นย้ำความสำคัญของ
ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศมีเจตนารมณ์และพันธกรณีทางการเมืองที่จะบรรลุข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ต่อจากพิธีสารเกียวโต ในปี ๒๕๕๘

 

๔.         รอง นรม./รมว.กต. กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly หรือ UNGA) สมัยสามัญ ครั้งที่ ๖๙
เมื่อวันที่ ๒๗ ก.ย. ๕๗ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ
นครนิวยอร์ก ว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องดำเนินควบคู่ไปกับการยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สันติภาพและความมั่นคง และยืนยันการมีบทบาทที่สร้างสรรค์และแข็งขันของไทยในเวทีระหว่างประเทศ
       ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้เข้าร่วมประชุมUNSG’s Partnership Group on Myanmar เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ซึ่งมีเป้าประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาของเมียนมาร์ และส่งเสริมให้ประชาคมระหว่างประเทศสนับสนุนเมียนมาร์อย่างต่อเนื่อง โดยมีนาย บัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติและผู้แทนจาก ๑๕ ประเทศและสหภาพยุโรปเข้าร่วมด้วย โดยรอง นรม./รมว.กต. กล่าวชื่นชมพัฒนาการทางเมืองของเมียนมาร์ ความสำเร็จของกระบวนการสร้างสันติภาพ รวมทั้งบทบาทการเป็นประธานอาเซียนของเมียนมาร์ และยืนยันที่จะร่วมมือกับเมียนมาร์ผ่านกลไกความร่วมมือในการพัฒนา ตลอดจนให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ผลัดถิ่นชาวเมียนมาร์ในประเทศไทยและการดำเนินการต่าง ๆ ที่จะให้บุคคลกลุ่มนี้สามารถเดินทางกลับประเทศได้ในอนาคต

 

๕.   ปลัด กต. กล่าวถ้อยแถลงในช่วงการอภิปรายระดับสูงของการประชุม UNGA 69: High-level Special Event on “Reducing risks from water related disasters:
a must for the post - 2015 development agenda” ที่นครนิวยอร์ก ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ ทาจิกิสถาน เปรูและไทย ร่วมกันจัดขึ้น เมื่อวันที่ ๒๕ ก.ย. ๕๗ โดยมีผู้แทน ในระดับ รมต. หน่วยงาน UN ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่สนใจเรื่องน้ำและภัยพิบัติเข้าร่วมจำนวน ๓๐๐ คน โดยปลัด กต. เน้นย้ำถึงการเตรียมความพร้อมและการสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งความสำคัญของการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในการจัดทำข้อตกลง climate change ฉบับใหม่ และวาระการพัฒนาหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕

 

๖.   รอง นรม./รมว.กต. พบหารือทวิภาคีกับ
นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๒๗ ก.ย. ๕๗ ณ นครนิวยอร์ก โดยชี้แจงว่า ไทยอยู่ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่มุ่งสร้างความปรองดองของคนในชาติ การปฏิรูปการเมือง และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่สถาบันประชาธิปไตย และย้ำบทบาทไทยในการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเลขาธิการสหประชาชาติเห็นว่า รัฐบาลไทยได้สร้างความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และชื่นชมความมุ่งมั่นของฝ่ายไทยในการดำเนินการตาม roadmap เพื่อให้ประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

 

๗.   เมื่อวันที่ ๑๓ ต.ค. ๕๗ รอง นรม./รมว.กต. พบหารือกับนาย Luc Stevens ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UN Resident Coordinator) และผู้บริหารหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติประจำประเทศไทย (UN Country Team: UNCT) โดย รอง นรม./รมว.กต. ได้ย้ำเจตนารมณ์ของไทยในการเป็นหุ้นส่วนและร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสหประชาชาติในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคในบริบทของวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕ โดยนาย Stevens กล่าวว่าสหประชาชาติตระหนักถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและโครงการตามแนวทางพระราชดำริเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาต่อไป ทั้ง ๒ ฝ่ายได้หารือประเด็นการส่งเสริมบทบาทของสตรี การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ และต่างเห็นพ้องที่จะแสวงหาแนวทางเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันมากยิ่งขึ้นผ่านการประสานงานและการสนับสนุนการดำเนินงานซึ่งกันและกันในกรอบสหประชาชาติต่อไป

 

ประเด็นที่สังคมสนใจ

๑.   เมื่อวันที่ ๘ ต.ค. ๕๗ นาย Mark Kent ออท.
สหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้าพบหารือกับ
รอง นรม./รมว.กต. และปลัด กต.และเมื่อวันที่ ๑๔ ต.ค. ๕๗ นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ รองปลัด กต. รักษาราชการแทนปลัด กต. ประชุมร่วมกับ ผบ.ตร. ออท.
สหราชอาณาจักร และ ออท. เมียนมาร์ประจำประเทศไทย ที่ กต. กรณีคดีนักท่องเที่ยวเกาะเต่า อ. เกาะพงัน
จ. สุราษฎร์ธานี

๖.   การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

ข้อ ๖.๑๗

(๑) สร้างความร่วมมือและเจรจากับต่างประเทศเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ

(๒) เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้เข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเพิ่มองค์ความรู้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมด้านการตลาดและโอกาสในการลงทุนในต่างประเทศ

 

ข้อสั่งการของ นรม.
(๒๔ ต.ค. ๕๗)

ตามที่ ครม. มีมติให้ กต. พิจารณาจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือการค้าและการลงทุนของไทยในต่างประเทศ รวมทั้งจัดมุมประเทศไทย (Thai Corner) เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้ต่างชาติได้รู้จัก นั้น เพื่อให้การดำเนินการของศูนย์ดังกล่าวมีข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยที่ครบถ้วน สมบูรณ์ จึงให้ทุกส่วนราชการจัดส่งข้อมูลในความรับผิดชอบ เช่น แผนและยุทธศาสตร์ของหน่วยงาน ให้ กต. เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการของศูนย์ดังกล่าวด้วย

(หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๕๐๖/ว ๑๒๑ ลว. ๒๔ ต.ค. ๕๗ และที่ นร. ๐๕๐๖/ว ๑๑๗ ลว. ๑๗ ต.ค. ๕๗ อ้างถึงมติ ครม. (๑๔ ต.ค. ๕๗))

 

 

 

นโยบายที่ ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๒ การพัฒนาฐานลงทุนโดยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับอนุภูมิภาค
ข้อ ๕.๕.๘ การเร่งรัดการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีที่มีผลบังคับใช้แล้ว
ข้อ ๕.๕.๙ การส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน และการประกอบธุรกิจในเอเชีย รวมทั้งเป็นฐานความร่วมมือในการพัฒนาภูมิภาค

๑.   กต. และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและ
การพัฒนา (International Institute for Trade and Development: ITD) จัดการสัมมนาเรื่อง “Thailand and the middle income challenges: How to address them?” เมื่อวันที่ ๒๓ ก.ย. ๕๗
ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกต กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับนโยบายและทิศทางในการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนาของไทยที่มุ่งตอบสนองต่อสิ่งท้าทายต่าง ๆ ของการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง (middle income country

 

๒.    ในเดือนตุลาคม สอท. ณ กรุงลิมา ได้จัดโครงการ Thai Corner ที่มหาวิทยาลัยโคลอมเบีย ณ กรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย โดย สอท. ได้ประสานงานกับมหาวิทยาลัย Javeriana ให้มีการรับมอบ Thai Corner อย่างเป็นทางการในระหว่างการนำภาครัฐและภาคเอกชนไทยเยือนโคลอมเบียตามโครงการ Latin Link ของกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ ระหว่างวันที่ ๑-๔ ต.ค. ๕๗ ซึ่ง Thai Corner นี้ ประกอบด้วยหนังสือภาษาอังกฤษเกี่ยวกับประเทศไทย ในด้านวัฒนธรรมประเพณี ประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยว ภาษา จำนวน ๑๑๙ รายการ และของประดับตกแต่งแสดงความเป็นไทยอีก ๓ รายการ โดยที่การจัดโครงการ Thai Corner นั้น เป็นการดำเนินการภายใต้ยุทธสาสตร์หลักในการกระชับและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในการส่งเสริมผลประโยชน์ของไทย รวมถึงการเสริมสร้างความเข้าใจและทัศนคติที่ดีของต่างประเทศต่อประเทศไทย

 

๓.   เมื่อวันที่ ๒๒ – ๒๔ ก.ย. ๕๗ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จัดการสัมมนาเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจที่รับผิดชอบเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในต่างประเทศ (Business Information Center – BIC) เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและเพิ่มศักยภาพให้แก่เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจในการจัดทำเว็บไซต์ข้อมูล ตลอดจนการให้คำปรึกษาทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการไทยที่สนใจจะดำเนินการค้าและการลงทุนในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ในการสัมมนาดังกล่าว มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้แทนภาคเอกชนที่ร่วมประชุม ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจของ กต.

 

๔.         กต. (อธิบดีกรมยุโรป/หัวหน้าคณะ) ร่วมกับ พณ. รง. พม. ยธ. กษ. สตช. และสมาพันธ์ผู้ผลิตสินค้าประมงไทย จัดสัมมนาในหัวข้อ “Thai Seafood: Advancement of Labour and Social Responsibility” เมื่อวันที่ ๒๑ ต.ค. ๕๗ ที่งาน Salon International de l’Agroalimentaire (SIAL) 2014 Food Expo ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และเมื่อวันที่ ๒๒ ต.ค. ๕๗ ได้มีการหารือกับสมาคมอาหารทะเลของสหภาพยุโรป และคณะกรรมาธิการยุโรปด้านกิจการทางทะเลและประมง (DG Mare) และคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า (DG Trade) ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อนำเสนอสถานการณ์และความคืบหน้าในการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ ของไทย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการรักษามาตรฐานการผลิตสินค้าประมงไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสินค้าอาหารที่ดีรวมทั้งเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

๗.   การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน

ข้อ ๗.๑

เร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในภูมิภาคอาเซียนและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

ข้อสั่งการของ นรม. ด้านสังคม

ให้ทุกส่วนราชการพิจารณากำหนดแนวทางในการเตรียมความพร้อมของบุคลากรเพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๕๕๘

(หนังสือ สลค. ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๕๐๖/ว ๑๐๔ ลว. ๓ ต.ค. ๕๗)

นโยบายที่ ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๓ การสร้างความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

๑.   รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๖ ก.ย. ๕๗ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก โดยยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ รวมถึงย้ำความสำคัญของการมีท่าทีร่วมกันของอาเซียนต่อเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาค นอกจากนี้ ที่ประชุมแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับวาระเพื่อการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕ ของอาเซียนที่ต้องสอดคล้องกับวาระเพื่อการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕ และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

 

๒.  รอง นรม./รมว.กต. หารือกับสภาธุรกิจ
สหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US-ASEAN Business Council หรือ USABC) เมื่อวันที่ ๒๖ ก.ย. ๕๗ ณ นครนิวยอร์ก โดยชี้แจงแนวทางการบริหารเศรษฐกิจ (Economic Roadmap) แผนการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย และมาตรการกระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของรัฐบาล ซึ่งผู้แทน USABC ตระหนักถึงสถานการณ์ในไทยที่มีเสถียรภาพมากขึ้น และแสดงความเชื่อมั่นที่ไทยสามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว และเป็นศูนย์กลางธุรกิจในภูมิภาค

 

๓.   ในวาระที่รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งและเข้าคารวะนาย Joko Widodo ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รอง นรม./รมว.กต. ได้เข้าพบหารือกับ
นาย Le Luong Minh เลขาธิการอาเซียน
ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ ๒๐ ต.ค. ๕๗ ซึ่งเลขาธิการอาเซียนได้บรรยายสรุปเกี่ยวกับผลงานและความคืบหน้าในกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียน รวมถึงชื่นชมในบทบาทที่แข็งขันของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา และขอให้ประเทศไทยคงความสนับสนุนแก่สำนักงานเลขาธิการอาเซียนต่อไป

 

๔.   รอง นรม./รมว.กต. ร่วมกับ รมว.กต.ประเทศสมาชิกอาเซียน หารือกับนายจอห์น แคร์รี่ รมว.กต.สหรัฐอเมริกา ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหรัฐอเมริกา อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๖ ก.ย. ๕๗ ณ นครนิวยอร์ก โดย รอง นรม./รมว.กต.
เน้นย้ำความสำคัญของการขยายความเชื่อมโยงและ
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องที่จะขยาย
ความร่วมมือต่าง ๆ ระหว่างอาเซียนและสหรัฐอเมริกา ภายใต้โครงการ ASEAN Connectivity through Trade and Investment (ACTI) เช่น การพัฒนาระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน (ASEAN Single Window หรือ ASW) และการพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) นอกจากนี้
ที่ประชุมสนับสนุน ASEAN - US Statement on Climate Change ที่จะรับรองระหว่างการประชุม
สุดยอดอาเซียน - สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ ๒ ในเดือน
พ.ย. ๕๗

๑๐.       การส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ

 

ข้อสั่งการ หน.คสช./นรม. (๑๐ ต.ค. ๕๗)
ให้ทุกส่วนราชการจัดเตรียมข้อมูลในความรับผิดชอบเพื่อชี้แจงประชาชนผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทยที่ออกอากาศทุกวันทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ทั้งนี้ หากส่วนราชการใดมีเรื่องจำเป็นจะต้องชี้แจงอย่างเร่งด่วนสามารถส่งเรื่องที่ต้องการชี้แจงให้ คสช. พิจารณาก่อนได้
(หนังสือ สลค. ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๕๐๖/ว ๑๑๒
ลว. ๑๐ ต.ค. ๕๗)

 

กต. (สำนักนโยบายและแผน) ได้จัดเตรียมข้อมูลสรุป
การดำเนินการของกระทรวงฯ ประกอบการแถลงของนายกรัฐมนตรีทางโทรทัศน์ทุกวันศุกร์ โดยจะจัดส่งทุกวันพุธเช้าให้กับสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป

 

ข้อสั่งการ นรม.
(๑๗ ต.ค. ๕๗)

ให้ทุกส่วนราชการเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการซึ่งกำหนดเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการโดยกำหนดกรอบระยะเวลาเป็น ๓ ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ให้ชัดเจน รวมทั้งจัดทำรายละเอียดกลุ่มงานตามภารกิจของแต่ละกระทรวงส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรวบรวมเพื่อเสนอ ครม. ต่อไป
(หนังสือ สลค. ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๕๐๖/ว ๑๑๗ ลว. ๑๗ ต.ค. ๕๗ อ้างถึงมติ คสช. และ ครม. (๗ ต.ค. ๕๗))

 

กต. (สำนักบริหารการคลัง สำนักนโยบายและแผน และกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร) ได้ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการตามแบบฟอร์มที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) กำหนด โดย รอง นรม./รมว.กต. ได้มีหนังสือลงนามนำส่งแผนปฏิบัติการดังกล่าวถึงสภาพัฒน์ฯ (ที่ ๐๒๐๗/๙๖๐๕ ลว. ๒ ต.ค. ๕๗) และสำนักงบประมาณ (ที่ ๐๒๐๗/๙๖๐๖ ลว. ๒ ต.ค. ๕๗) แล้ว

 

ข้อสั่งการ นรม. (๒๔ ต.ค. ๕๗)

ให้ทุกส่วนราชการพิจารณาทบทวนแผนหรือยุทธศาสตร์ระยะยาวต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบที่มีระยะเวลาดำเนินการของแผนหรือยุทธศาสตร์ในช่วงเวลาที่แตกต่างหรือเหลื่อมล้ำกัน โดยปรับกรอบระยะเวลาของแผนหรือยุทธศาสตร์ใหม่ให้สอดคล้องกับกรอบระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อให้การดำเนินการตามแผนและ
การบูรณาการระหว่างแผนมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น
(หนังสือ สลค. ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๕๐๖/ว ๑๒๑ ลว. ๒๔ ต.ค. ๕๗)

 

กต. กำลังจัดทำแผนยุทธศาสตร์กระทรวงฯ พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๖๑ ซึ่งเป็นกรอบแนวทางทำงานที่มีความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ และครอบคลุมระยะเวลา ๔ ปี ตามแนวทางการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ขององค์กร/ หน่วยงานทั่วไป อย่างไรก็ดี ได้มีการจัดทำแผนเป็นรายปี และเป็นไปในทิศทางเดียวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ ด้วย

 
ตรวจถูกต้อง
(นายศุภร พลมณี)
เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง