นโยบายการต่างประเทศ

ผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและกลไกประชารัฐ : รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ – ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

 

สถานะ ณ วันที่ ๓ มี.ค. ๕๘

รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กระทรวงการต่างประเทศ
ระหว่างวันที่ ๑ กุมภาพันธ์
๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

ลำดับ

นโยบายรัฐบาล/
การสั่งการของนายกรัฐมนตรี

ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑

มติคณะรัฐมนตรี

การดำเนินการ

การใช้จ่ายงบประมาณ

ผู้รับผิดชอบ

วันที่

สาระสำคัญ

แผนงาน/ โครงการ/ ผลการดำเนินการ รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานที่สำคัญ

๑. การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์

 

  1. ปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์
    (๒)  เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจ
    (๓) สนับสนุนโครงการทั้งหลายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
    (๔)  ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่สถานศึกษา หน่วยงานของรัฐเรียนรู้และเข้าใจหลักการทรงงาน และสามารถนำหลักดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการและการพัฒนา รวมถึงเร่งขยายผลโครงการที่ทรงวางรากฐานไว้ให้แพร่หลายเป็นที่ประจักษ์และเกิดประโยชน์ในวงกว้าง

นโยบายที่ ๒.๓ การสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
ข้อ ๒.๓.๑ ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ข้อ ๒.๓.๓ สังคมไทยมีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม รวมถึงการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๔ – ๒๖ ก.พ. ๕๘ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศจัดการฝึกอบรมดูงานในโครงการบัวแก้วสัมพันธ์ (Buakaew Roundtable International for South Pacific Island Countries) ณ โรงแรมอมารี วอเทอร์เกท กรุงเทพฯ และเมื่อวันที่ ๒๗ ก.พ. –
    ๑ มี.ค. ๕๘ จัดขึ้น ณ เกาะสมุย จ. สุราษฎร์ธานี โครงการบัวแก้วสัมพันธ์นี้เป็นโครงการเผยแพร่หลักเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ โดยมีผู้แทน ๑๗ คน จาก ๘ ประเทศเข้าร่วม (รวมประเทศไทย) โดยได้จัดกิจกรรมนำเสนอประสบการณ์และ best practices ของไทย พร้อมการดูงานด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว
    อย่างยั่งยืนภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๖ ก.พ. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. และ รมช.กต. เข้าร่วมพิธีเปิด “โครงการปณิธานความดี ปีมหามงคล” ณ ทำเนียบรัฐบาล “โครงการปณิธานความดี ปีมหามงคล” ริเริ่มโดยรัฐบาลเพื่อ
    เชิญชวนให้ชาวไทยตั้งปณิธานที่จะทำความดีอย่างน้อย ๑ อย่างที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและสังคม เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    ๘๗ พรรษา ในวันที่ ๕ ธ.ค. ๕๗ และในโอกาสที่สมเด็จพระเทพ -รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ในวันที่ ๒ เม.ย. ๕๘  กอปรกับในระหว่างปี ๒๕๕๙-๒๕๖๐ เป็นช่วงปีมหามงคลเกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้แก่ ในปี ๒๕๕๙ เป็นวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสิริราชสมบัติครบ ๗๐ ปี และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเจริญ
    พระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา และในปี ๒๕๖๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุ ๖๕ พรรษาและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา
           ในโอกาสนี้ กต. ได้เสนอโครงการ “มูลนิธิยุวทูตความดี” ร่วมใน “โครงการปณิธานความดี ปีมหามงคล” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสดังกล่าว โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นผู้ที่มีคุณภาพ มีคุณธรรมและจริยธรรม และส่งเสริมให้ทุกคนในองค์กรร่วมมือกันสร้าง "พลังของการให้" เพื่อสังคมที่เข้มแข็ง ก้าวทันโลกและแข่งขันได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

กต.

๒. การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ

ข้อ ๒.๔

  1. การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
  2. ชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่น
  3. นำกลไกทางการทูตแบบบูรณาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น

   ๓.๑ การคุ้มครองดูแลคนไทยและผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน

   ๓.๒ การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา วัฒนธรรม การค้า

   ๓.๓ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเปิดโลกทัศน์ให้มีลักษณะสากล

 

นโยบายที่ ๕.๔ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
 

นโยบาย ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อ
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๔ การเข้าร่วมเป็นภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาคภายใต้บทบาทที่สร้างสรรค์ เป็นทางเลือกในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศในเวทีโลก
ข้อ ๕.๕.๕ การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการส่งเสริมแรงงานไทยในต่างประเทศ
ข้อ ๕.๕.๖ การมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการสร้างสังคมนานาชาติที่มีคุณภาพชีวิต ป้องกันภัยจากการก่อการร้ายและอาชญากรรม ยาเสพติด ภัยพิบัติ และการแพร่ระบาดของโรคภัย
 

นโยบายที่ ๕.๖ ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่นยืน
ข้อ ๕.๖.๖ การเพิ่มบทบาทประเทศไทยในเวทีประชาคมโลกที่เกี่ยวข้องกับกรอบความตกลงและพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

 

 

กรอบทวิภาคี

  1. เมื่อวันที่ ๒ – ๔ ก.พ. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เดินทางเยือนบรูไนดารุสซาลามอย่างเป็นทางการ โดยรอง นรม./รมว.กต.
    เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ โดยหารือเกี่ยวกับพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับบรูไนฯ ที่ดำเนินมากว่า ๓๑ ปี อย่างใกล้ชิดในทุกระดับและมีความร่วมมือครอบคลุมหลายด้าน
           ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต.เข้าเฝ้าฯ เจ้าชาย Mohamed Bolkiah รมว.กต. และการค้าบรูไนฯ โดยหารือเรื่องการเตรียม
    การเยือนบรูไนฯ อย่างเป็นทางการของ นรม. ในเดือน มี.ค. ๒๕๕๘ และการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีในทุกมิติ อาทิ การเปิดสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารของไทย ณ สถานเอกอัครราชทูต
    ณ บันดาร์เสรีเบกาวัน ความพร้อมของไทยที่จะเพิ่มปริมาณ
    การส่งออกข้าวไปยังบรูไนฯ การส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอาหารฮาลาล การสนับสนุนให้นักศึกษาไทยมุสลิมไปศึกษาที่บรูไนฯ มากขึ้น และการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างกัน และทั้งสองฝ่ายแสดงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะการขับเคลื่อนการเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘
           นอกจากนี้ นาย Pehin Abdullah รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
    การสื่อสารบรูไนฯ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและทรัพยากรพื้นฐานบรูไนฯ นำ รอง นรม./รมว.กต. เยี่ยมชมศูนย์ BioInnovation Corridor ซึ่งเป็นสวนอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นนวัตกรรมอาหารฮาลาล ประกอบด้วย ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ฮาลาล
    พื้นที่การลงทุนสำหรับภาคเอกชน และพื้นที่บริการสาธารณะ ซึ่งเป็นโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยมีช่องทางในการดำเนินความร่วมมือด้านอาหารฮาลาลและนวัตกรรมกับบรูไนฯ มากขึ้น โดยบรูไนฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเพื่อเชิญชวนให้ภาคเอกชนมาลงทุนในด้านอุตสาหกรรมฮาลาลในเดือน เม.ย. ๕๘

 

  1. เมื่อวันที่ ๒ ก.พ. ๕๘ นาย Ismail Khairet เอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะปลัด กต. ณ กต. โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงสถานการณ์ทางการเมืองของไทยและอียิปต์ และสถานการณ์ระหว่างประเทศ

 

  1. เมื่อวันที่ ๒ ก.พ. ๕๘ อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมพิธีเปิดการฝึกอบรมนานาชาติระหว่างไทย-อิสราเอล
    ในหลักสูตร Greenhouse Crop Production and Management ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างไทย – อิสราเอล โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ และศูนย์ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (Israel’s Agency for International Development Cooperation – MASHAV) กต. อิสราเอล สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑ – ๑๔ ก.พ. ๕๘ เพื่อเป็น
    การเสริมสร้างศักยภาพของผู้เข้าร่วมจากประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมาร์

 

  1. เมื่อวันที่ ๓ ก.พ. ๕๘ อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ
    ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการทุนศึกษาปริญญาเอก ภายใต้ความร่วมมือไตรภาคี – สวีเดน ร่วมกับผู้อำนวยการกองทุนสนับสนุนการวิจัย สถานเอกอัครราชทูตสวีเดน และผู้แทนมหาวิทยาลัย Uppsala ประเทศสวีเดน ณ กต. สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะสนับสนุนทุนการศึกษาในสาขา Basic Science ให้แก่กลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นระยะเวลา ๓ ปี โดยผู้ได้รับทุนจะศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของไทยเป็นระยะเวลา ๒ ปี และศึกษาวิจัยที่สวีเดน เป็นระยะเวลา ๑ ปี
           โครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินการภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือไตรภาคีเพื่อการพัฒนา ลงนามเมื่อวันที่ ๒๙ ก.ย. ๔๘ เพื่อให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย
    ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนให้บรรลุเป้าหมาย
    ในการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ โดยมุ่งเน้นในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีความสนใจร่วมกัน/ ตรงกับความต้องการของประเทศที่สาม (ประเทศผู้รับ) ซึ่งได้แก่ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และ capacity building เป็นต้น

 

  1. เมื่อวันที่ ๓ ก.พ. ๕๘ ปลัด กต. ร่วม Working Lunch กับนาย Gareth Evans อดีต รมว.กต. ออสเตรเลีย โดยทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการปฏิรูปประเทศของไทย และหารือถึงสถานการณ์ภายในภูมิภาค อาทิ ทะเลจีนใต้

 

  1. เมื่อวันที่ ๔-๘ ก.พ. ๕๘ อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นประธานฝ่ายไทยในการประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการส่งเสริมด้านการเกษตร เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ของภูฏาน ณ ราชอาณาจักรภูฏาน โดยที่ประชุมคัดเลือกเมืองพาโรเป็นพื้นที่โครงการต้นแบบการส่งเสริมการเกษตร โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์  OTOP ของภูฏาน โดยเบื้องต้นเห็นชอบผลิตภัณฑ์นำร่อง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากอ้อยและไผ่ งานหัตถกรรมและสิ่งทอ ทั้งนี้
    การดำเนินงานโครงการดังกล่าวจะเป็นโอกาสในการร่วมเฉลิมฉลองการเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา ของสมเด็จพระราชาธิบดี
    จิกมี ซิงเย วังชุก (รัชกาลที่ ๔ ของภูฏาน)

 

  1. เมี่อวันที่ ๕ ก.พ. ๕๘ รมช.กต. นำนาย Meng Jian Zhu สมาชิกคณะกรรมการกรมการเมืองและเลขาธิการคณะกรรมการด้านการเมืองและกฎหมาย พรรคคอมมิวนิสต์จีน ในฐานะผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดี Xi Jinping เข้าเยี่ยมคารวะ นรม. และเมื่อวันที่ ๖ ก.พ. ๕๘ ได้เข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นต่าง ๆ เช่น ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย – จีน และท่าทีของจีนต่อการเมืองไทย ความร่วมมือด้านความมั่นคง การต่อต้าน
    การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และปัญหา
    ผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในด้านโครงการรถไฟ และการค้าสินค้าเกษตร เป็นต้น

 

  1. เมื่อวันที่ ๕ ก.พ. ๕๘ นาย Brad Middleton
    กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Chevron Asia South จำกัด
    (ประเทศไทย) เข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. โดย
    นาย Middleton แสดงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมือง
    และการปฏิรูปของไทย และได้ขอบคุณรัฐบาลไทยที่ได้แก้
    ปัญหาต่าง ๆ ให้กับบริษัทอเมริกันได้อย่างรวดเร็ว โดยนักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นในเสถียรภาพและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน สถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยในปี ๒๕๕๘ Chevron จะลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทย มูลค่า ๑๒๐ พันล้านบาท ในกิจกรรมการผลิตก๊าซธรรมชาติของบริษัทฯ
    ในอ่าวไทย
           Chevron อยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานของไทยเพื่อพัฒนาการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (Science, Technology, Engineering and Mathematics หรือ STEM) ในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นโครงการระยะเวลา ๕ ปี มีมูลค่า ๓๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
           ในการนี้ นาย Middleton สอบถามเกี่ยวกับประเด็นพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน โดย รอง นรม./รมว.กต. แจ้งว่า ฝ่ายไทยพร้อมเจรจากับกัมพูชา ล่าสุด ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม./รมว.กห. เป็นประธานคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค ไทย-กัมพูชา เพื่อสานต่อการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา โดยให้สอดคล้องกับ MOU ไทย-กัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ปี ๒๕๔๔ และกฎหมายระหว่างประเทศ

 

  1. เมื่อวันที่ ๖ ก.พ. ๕๘ นาย Li Yong ผู้อำนวยการองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization หรือ UNIDO) เข้าเยี่ยมคารวะ
    รอง นรม./รมว.กต. โดย รมช.กต. เข้าร่วมด้วย ซึ่งความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับ UNIDO ผ่านโครงการต่าง ๆ ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดย UNIDO ต้องการผลักดันให้ประเด็นด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมอย่างยั่งยืน (Inclusive and Sustainable Industrial Development หรือ ICSID) เป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ตามวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ.2015 (Post-2015 Development Agenda) ต่อไป

 

  1. เมื่อวันที่ ๘ – ๑๐ ก.พ. ๕๘ นรม. เดินทางเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ โดย รอง นรม./ รมว.กต. รมช.กต. และ ปลัด กต. ร่วมคณะด้วย โดยได้มีการหารือทวิภาคีระหว่าง นรม. และ นรม. ญี่ปุ่น มีสาระสำคัญ ดังนี้
           ๑) ฝ่ายญี่ปุ่นเข้าใจและเชื่อมั่นว่าไทยจะผลักดันกระบวนการปฏิรูปประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป โดยฝ่ายญี่ปุ่นสนใจจะมีบทบาทในการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพื่อกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงในภูมิภาค อีกทั้งสนใจจะศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของไทย และยืนยันจะร่วมในโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายด้วย และฝ่ายไทยให้ความเชื่อมั่นที่จะดูแลภาคเอกชนญี่ปุ่นในไทย โดยขอให้ญี่ปุ่นเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัย การพัฒนาบุคลากร/แรงงาน และขอให้นำเข้าสินค้าเกษตรของไทยมากขึ้น โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง น้ำตาล และยางพารา
           ๒) ในการนี้ นรม. สองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยานสำหรับ
    (๑) การแลกเปลี่ยนบันทึกแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือระบบรางเพื่อศึกษาและพัฒนา ๓ เส้นทางเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก และ (๒) การลงนามในบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมธุรกิจไทยในญี่ปุ่นระหว่างองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่นกับคณะกรรมการร่วมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย (กกร.)
           ในโอกาสนี้ นรม. ได้พบหารือกับกลุ่มมิตรภาพรัฐสภาไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งเห็นว่ากระบวนการปฏิรูปทางการเมืองในไทยมีความก้าวหน้า และจะร่วมมือกับรัฐสภาไทยต่อไป พบภาคเอกชนรายใหญ่ของญี่ปุ่นทั้งที่กรุงโตเกียวและนครโอซากา เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่นอันเป็นวัตถุประสงค์หลักของการเยือนครั้งนี้
           นอกจากนี้ นรม. และคณะได้เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมารฯ และ
    พระชายา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์และคุณลักษณะพิเศษของความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น ที่ไม่มีกับประเทศมหาอำนาจอื่น เช่น จีนหรือสหรัฐฯ

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๑ ก.พ. ๕๘ นาย Khaga Nath Adhikari เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน โดยครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางวิชาการ ความร่วมมือในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ การส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความร่วมมือด้านแรงงาน รวมทั้งการส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชน โดยสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือด้านพุทธศาสนา โดยไทยมีโครงการที่จะสร้างโรงพยาบาลในลุมพินีให้แก่รัฐบาลเนปาล เพื่อให้บริการแก่ชาวเนปาลในท้องถิ่นและพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่เดินทางไปแสวงบุญ
           ในการนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกัน โดยเนปาลเสนอให้มีการลงนามบันทึก
    ความเข้าใจระหว่างหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศ

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๑ ก.พ. ๕๘ นาย Adelfo Jose Carcia Gonzales เอกอัครราชทูตโคลอมเบียประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการประชุมหารือ
    ทวิภาคีครั้งแรกเมื่อเดือน ต.ค. ๕๗ ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และฝ่ายโคลอมเบียรับที่จะพิจารณาข้อเสนอของฝ่ายไทย
    ในการจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-โคลอมเบีย ในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศขึ้นอีกหนึ่งกลไก โดย รอง นรม./รมว.กต. เชิญให้ รมว.กต. โคลอมเบียเยือนไทยในโอกาสแรกด้วย

       ทั้งสองฝ่ายหารือประเด็นความร่วมมือระหว่างโคลอมเบียและไทย โดยเอกอัครราชทูตโคลอมเบียชื่นชมความสำเร็จของโครงการนำคณะนักธุรกิจไทยเยือนลาตินอเมริกาซึ่งรวมถึงโคลอมเบียเมื่อปี ๒๕๕๗ และแจ้งว่าโคลอมเบียได้ยกเลิกการตรวจลงตราสำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่มีวีซ่าสหรัฐอเมริกาและเชงเก็น และได้ให้ทุนการศึกษาสำหรับมัคคุเทศก์ไทยจำนวน ๕ คน เข้าร่วม
การฝึกอบรมภาษาสเปนที่โคลอมเบียติดต่อกันเป็นปีที่ ๓ รวมถึงจะส่งครูสอนภาษาสเปนมาฝึกอบรมภาษาสเปนให้กับบุคลากรภาครัฐของไทย ในด้านความมั่นคง เอกอัครราชทูตโคลอมเบียกล่าวย้ำการเชิญ
ผู้บัญชาการทหารเรือไทยเข้าร่วมงาน International Ship Design and Naval Engineering ครั้งที่ ๔ และ International Commercial Naval Industrial Fair ครั้งที่ ๖ ที่โคลอมเบีย ระหว่างวันที่ ๑๑ – ๑๓ มี.ค. ๕๘

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๑ ก.พ. ๕๘ นาย Chimeddori Battumur เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทยพบหารือกับอธิบดี
    กรมความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับความร่วมมือไตรภาคี
    (ไทย-มองโกเลีย-เมียนมาร์) ณ กต. โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึง
    การริเริ่มความร่วมมือทางวิชาการในระดับไตรภาคี ไทย – มองโกเลีย เพื่อการพัฒนาของเมียนมาร์ โดยมีมูลนิธิเอเชียเป็นผู้ประสานงาน และทั้งสองฝ่ายเห็นควรมีการจัดการประชุมหารืออย่างเป็นทางการระหว่างไทย มองโกเลีย และมูลนิธิเอเชีย เพื่อกำหนดแนวทางและการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินความร่วมมือให้ชัดเจน และแจ้งให้เมียนมาร์พิจารณาต่อไป

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๑ ก.พ. ๕๘ รองปลัด กต. รักษาการปลัด กต.
    พบหารือกับนาย James Lynch ผู้แทน UNHCR ประจำภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก และนางสาว Mireille Girard ผู้แทน UNHCR ประจำประเทศไทย ณ กต. เกี่ยวกับผู้ลักลอบเข้าเมืองชาวมุสลิมที่อ้างว่าเป็นชาวตุรกี โดยฝ่าย UNHCR แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเยือนของคณะผู้แทนระดับสูงของจีน รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นต่อสื่อในเรื่องดังกล่าว โดยรักษาการปลัด กต. ยืนยันนโยบายของไทยที่จะดำเนินการต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบตามมาตรฐานสากล และคำนึงถึงพันธกรณีระหว่างประเทศ ตลอดจนความต้องการของ
    ฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งการดูแลให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระหว่าง
    การหาทางออก โดยย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ
  2. เมื่อวันที่ ๑๒ ก.พ. ๕๘ ดาโต๊ะ ปาดุกา ฮัจญี คามิส บิน ฮาจิ
    ทามิน เอกอัครราชทูตบรูไนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ
    รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดย รอง นรม./รมว.กต. ฝากความซาบซึ้งไปยังสมเด็จพระราชาธิบดี และคำขอบคุณไปยัง รมว.กต. บรูไนฯ
    คนที่ ๒ สำหรับการต้อนรับการเยือนของตนอย่างดีและอบอุ่นมาก และเป็นการเยือนที่ประสบความสำเร็จอย่างดี และทั้งสองฝ่ายหวังว่าจะสามารถเร่งรัดให้มีการตกลงและลงนาม MoU ที่ยังคั่งค้างอยู่ได้ในระหว่างการเยือนบรูไนฯ ของ นรม. ซึ่งจะส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกันได้มาก
           ทั้งสองฝ่ายยินดีที่เรื่องการยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างไทย-บรูไนฯ ผ่านการอนุมัติจาก ครม. แล้ว และจะดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ต่อไป และทั้งสองฝ่ายสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรระหว่างไทย – บรูไนฯ โดยรอง นรม./รมว.กต. เห็นว่าบรูไนฯ มีศักยภาพในการพัฒนาด้านการศึกษาให้โดดเด่นได้      

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๒ ก.พ. ๕๘ นาย Tom Rogers กรรมการและเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งออสเตรเลียเข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยรอง นรม./รมว.กต. ขอบคุณออสเตรเลียที่ให้การสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองของไทยและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ กับไทยอย่างต่อเนื่อง และยินดีที่จะได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากออสเตรเลียต่อไป โดยเฉพาะการจัดงานในลักษณะงานสานเสวนาปฏิรูป “On the Path to Reform” อีกครั้งในไทย ซึ่งการจัดงานในครั้งที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จดีมาก
           กรรมการและเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งออสเตรเลียย้ำว่า ออสเตรเลียมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ในประเทศไทย และยินดีที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเลือกตั้งกับไทย เพื่อออสเตรเลียเองจะได้เรียนรู้จากไทยด้วยเช่นกัน โดยเห็นว่าหลักสำคัญคือ การมีหลักการ (principles) ความเป็นอิสระขององค์กร และเจ้าหน้าที่ซึ่งผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดีให้ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรีและมีประสิทธิภาพ

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๓ ก.พ. ๕๘ นาย Komlan Edo Robert Dussey รมว.กต. และความร่วมมือโตโกเข้าพบหารือกับรอง นรม./รมว.กต. โดยทั้งสองฝ่ายหวังว่าการค้าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ และเห็นชอบที่จะสนับสนุน
    มีการแลกเปลี่ยนการเยือนของภาคเอกชนและการจัด Road show อีกทั้งฝ่ายไทยยินดีที่โตโกเป็นประเทศที่นำเข้าข้าวไทยมาเป็นเวลาหลายปี และพร้อมส่งออกข้าวให้แก่โตโกเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
           ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ไทยและโตโกมีความร่วมมือและสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีพหุภาคี ไทยขอบคุณโตโกที่ให้คำมั่นที่จะสนับสนุนการสมัครเป็นสมาชิกแบบไม่ถาวรของไทยในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ วาระปี ๒๕๖๐ – ๒๕๖๑ และฝ่ายไทยได้ขอรับการสนับสนุนจากโตโกในการสมัครซ้ำของไทยในคณะกรรมาธิการยาเสพติด วาระปี ๒๕๕๙ – ๒๕๖๒ และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐโตโกขอบคุณรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยที่มอบทุนฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่โตโกในสาขาต่าง ๆ ภายใต้โครงการของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ
           ในการนี้ ได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ๓ ฉบับ ได้แก่
           (๑) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวง
    การต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือแห่งสาธารณรัฐโตโก

       (๒) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ
ไทย – โตโก

       (๓) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมโตโก

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๓ ก.พ. ๕๘ นาย Mohammed Bin Abdullah Bin Mutib Al Rumaihi รมช. กาตาร์เข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. และได้เข้าพบหารือกับ รมช.กต. โดยทั้งสองฝ่ายหารือถึงการส่งเสริมและเพิ่มพูนความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทย-การ์ตา ซึ่งครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต ๓๕ ปี ในปี ๒๕๕๘ และฝ่ายกาตาร์สนใจ
    เข้ามาลงทุนในไทยในโครงการต่าง ๆ อาทิ ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ด้านอาหาร และด้านการเกษตร ในการนี้ ฝ่ายไทยรับที่จะนำส่งรายละเอียดของโครงการรถไฟและท่าเรือน้ำลึกทวาย ซึ่งฝ่ายการ์ตา
    ให้ความสนใจและอาจพิจารณาเข้ามามีส่วนร่วม

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๗ ก.พ. ๕๘ นาย Luís Barreira de Sousa เอกอัครราชทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยเอกอัครราชทูตโปรตุเกสตั้งใจที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับไทยให้มากขึ้น โดยได้ติดต่อบริษัทที่นำเข้าไวน์พอร์ตของโปรตุเกสให้พิจารณาเพิ่ม
    การนำเข้าไวน์แดงและไวน์ขาวของโปรตุเกสซึ่งมีชื่อเสียงด้วย
    และได้พยายามผลักดันให้มีการลงทุนของไทยในโปรตุเกสมากขึ้นซึ่ง
    รอง นรม/รมว.กต. เห็นว่า โอกาสของความร่วมมือน่าจะเป็นด้านธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญ
           นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตโปรตุเกสได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการเมืองของโปรตุเกส บทบาทของทหารในการเมือง
    การเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย รวมถึงข้อกำหนดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่ง รอง นรม/รมว.กต. เห็นว่า เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ที่ฝ่ายไทยควรเรียนรู้ โดยหากมีการจัดการสัมมนาในเรื่องนี้ จะขอเชิญเอกอัครราชทูตโปรตุเกส หรือผู้เชี่ยวชาญจากโปรตุเกสมาร่วมด้วย

 

  1.  เมื่อวันที่ ๑๘ ก.พ. ๕๘ นาง Jocelyn Batoon-Garcia เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย เข้าพบ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยทั้งสองฝ่ายยินดีกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและยาวนานระหว่างไทย-ฟิลิปปินส์ ด้านการค้าและการลงทุน การทหาร และความร่วมมือในกรอบอาเซียน และพร้อมที่จะร่วมมือกันเพื่อเร่งรัดการดำเนินการในประเด็นที่คั่งค้าง อาทิ การจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-ฟิลิปปินส์
    ครั้งที่ ๖ และการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยความร่วมมือ
    ด้านการค้า ครั้งที่ ๑ ภายในปี ๒๕๕๘ รวมถึงเร่งรัดการหาข้อสรุป
    การเจรจาความตกลง/ บันทึกความเข้าใจที่ยังคั่งค้าง เช่น ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างไทย-ฟิลิปปินส์ และการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์
           ในโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ แสดงความหวังให้ นรม. และ รอง นรม./รมว.กต. เยือนฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการในโอกาสแรก ซึ่ง รอง นรม./รมว.กต. ขอบคุณสำหรับคำเชิญดังกล่าวและ
    แจ้งความตั้งใจที่จะเยือนฟิลิปปินส์

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๙ ก.พ. ๕๘ นาง Shamshad Akhtar เลขาธิการคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิค (ESCAP)
    เข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. เลขาธิการบริหารเอสแคปแสดงความขอบคุณที่ กต. เป็นหน่วยงานประสานสำคัญ และชื่นชม
    ที่ไทยมีบทบาทนำและมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในประเด็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืนในเวทีระหว่างประเทศ
    และการประสานท่าทีของประเทศสมาชิกในภูมิภาค นอกจากนี้
    ยังชื่นชมบทบาทนำของไทยในการจัดการภัยพิบัติโดยเฉพาะ
    การสนับสนุนเงินตั้งต้นจำนวน ๑๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อก่อตั้งกองทุน ESCAP Trust Fund for Tsunami, Disaster and Climate Preparedness เพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยสึนามิในภูมิภาค
           ในการนี้ รอง นรม./รมว.กต. ยืนยันเจตนารมณ์ของไทยที่พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของเอสแคปเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในเอเชียและแปซิฟิก ตลอดจนประสงค์จะร่วมมือกับสหประชาชาติในการส่งเสริมแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในเวทีระหว่างประเทศ โดยเป็นแบบอย่างหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืน และจะส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาค
    ผ่านต้นแบบของโครงการพระราชดำริต่าง ๆ และการเป็นศูนย์กลาง
    การประชุมระหว่างประเทศ

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๓ – ๒๔ ก.พ. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เดินทางเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างเป็นทางการ เนื่องในโอกาสครบรอบ
    ๔๐ ปี ของความสัมพันธ์ ไทย – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในการเยือนครั้งนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้พบหารือกับ His Royal Highness Sheikh Abdullah bin Zayed Al Nahyan รมว.กต. สหรัฐอาหรับ
    เอมิเรตส์ เกี่ยวกับแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายในทุกด้าน โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
           ด้านการเมืองความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อความร่วมมือ
    ในภาพรวม โดยเห็นพ้องให้มีการจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นครั้งแรกที่ไทยในปี ๒๕๕๘ และ
    เห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือในการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการให้มีความคืบหน้าในโอกาสแรก
    รวมถึงประสานความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศใน
    กรอบความร่วมมือต่าง ๆ อาทิ อาเซียน และ Gulf Cooperation Council
           ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก โดยมีการแลกเปลี่ยนระหว่างภาคธุรกิจเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    ทั้งนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะส่งคณะนักธุรกิจเข้าร่วมงาน ThaiFEX 2015 ที่ประเทศไทย ในเดือน พ.ค. ๕๘ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญ
    ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านธุรกิจอาหาร รวมถึงอาหารฮาลาลระหว่างกัน
           ด้านสังคม รอง นรม./รมว.กต. ขอบคุณที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ดูแลสวัสดิภาพของชาวไทยกว่า ๑๒,๐๐๐ คน ที่อาศัยอยู่ใน
    สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นอย่างดี และยินดีที่มีปริมาณนักท่องเที่ยวระหว่างกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งภาคเอกชนของ
    สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประสงค์ที่จะลงทุนด้านการท่องเที่ยว
    เชิงสุขภาพเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการส่งเสริมความร่วมมือทางด้านวิชาการ โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง โดยไทยพร้อมแบ่งปันประสบการณ์ในสาขาที่มีความเชี่ยวชาญ อาทิ การจัดการ
    การท่องเที่ยว สาธารณสุข และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
           ในการนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้ร่วมลงนามความตกลง ๒ ฉบับ ได้แก่
           (๑) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านอาชญากรรมระหว่างกัน
           (๒) ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและคุ้มครองการลงทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติในไทย

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๓ ก.พ. ๕๘ รองปลัด กต. เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสไทย-ตุรกี ครั้งที่ ๓ ซึ่งฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพ ณ กต. โดยทั้งสองฝ่ายยินดีที่ความสัมพันธ์ดำเนินมาอย่างใกล้ชิดและราบรื่นและเห็นควรให้ยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ทั้งนี้ ฝ่ายตุรกีแจ้งว่า รมว.กต. ตุรกีมีแผนจะเดินทางมาเยือนประเทศในภูมิภาคอาเซียนรวมทั้งประเทศไทยในเดือน มี.ค. ๕๘
           สำหรับด้านเศรษฐกิจ ไทยและตุรกีมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง ๒,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ๒๕๖๑ และจะเร่งผลักดันให้มีการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-ตุรกีภายในครึ่งแรกของปี ๒๕๕๘ ตลอดจนจะจัดประชุมกลไกความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ครั้งที่ ๔ ณ กรุงอังการา ในช่วงปลายปี ๒๕๕๘ เพื่อขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือต่าง ๆ และหาแนวทางในการขจัดอุปสรรคทางการค้าและผลักดันความร่วมมือระหว่างกันในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ อาทิ กลุ่ม SMEs กลุ่มก่อสร้าง อาหารฮาลาล เป็นต้น
           นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและหารือถึงความร่วมมือในด้านอื่น ๆ อาทิ ความร่วมมือด้านการศึกษา การแลกเสียงสนับสนุนในเวทีระหว่างประเทศ ตลอดจนการจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ ๖๐ ปี
    การสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในปี ๒๕๖๑

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๕ – ๒๘ ก.พ. ๕๘ น.พ. สาย หมอก คำ
    รองประธานาธิบดีเมียนมาร์เยือนไทยอย่างเป็นทางการและเข้าเยี่ยมคารวะ นรม. ณ ทำเนียบรัฐบาล ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าปัจจุบันความสัมพันธ์ไทย-เมียนมาร์อยู่ในระดับที่ดีที่สุด ทั้งในระดับรัฐบาลและประชาชน และพร้อมสานต่อความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้าน

    รองประธานาธิบดีเมียนมาร์แจ้งว่า รัฐบาลเมียนมาร์พร้อมรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีอย่างสมพระเกียรติ ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนเมียนมาร์ในช่วงต้นปี ๒๕๕๙
ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลเมียนมาร์ พร้อมแสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้พระราชทานความช่วยเหลือในด้านการพัฒนาแก่เมียนมาร์อย่างต่อเนื่อง
    รองประธานาธิบดีเมียนมาร์ประสงค์จะร่วมมือกับไทยเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ และการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการสาธารณสุขในเมียนมาร์ โดยเฉพาะการให้การบริการสาธารณสุขขั้นมูลฐานแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ห่างไกลและบริเวณชายแดน ทั้งนี้ ฝ่ายไทยย้ำความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนเมียนมาร์เพื่อพัฒนาชีวิต
ความเป็นอยู่ของประชาชนชาวเมียนมาร์และสานความสัมพันธ์
ที่แนบแน่นระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
อันจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งร่วมกันในอาเซียนด้วย
    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือในการพัฒนาบริเวณชายแดน การยกระดับจุดผ่านแดนถาวรเพื่ออำนวย
ความสะดวกด้านการสัญจรและเพิ่มพูนการค้า ตลอดจนการร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในไทย

  1. เมื่อวันที่ ๒๕ ก.พ. ๕๘ ปลัด กต. ร่วมหารือกับอธิบดีกรมเอเชียและโอเชียเนีย กต. ฝรั่งเศส ณ กต. มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
           (๑) ฝรั่งเศสเห็นว่าไทยมีบทบาทนำในภูมิภาค โดยชื่นชมบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ อาทิ บทบาทไทยใน peacekeeping force และเห็นว่าควรร่วมมือกันในประเด็นต่าง ๆ อาทิ การต่อต้านการก่อการร้าย Climate Change การพัฒนาที่ยั่งยืน
           (๒) ฝรั่งเศสให้ความสำคัญต่อการเป็นเจ้าภาพ The United Nations Climate Change Conference หรือ COP21 ที่ปารีสในเดือน ธ.ค. ๒๕๕๘ โดยเอกอัครราชทูตด้าน Climate Change ของฝรั่งเศสจะเยือนไทยช่วงเดือน มี.ค. ๕๘ จึงเสนอให้มีการหารือกับคณะทำงานของ กต. ไทย
           (๓) ฝรั่งเศสสนใจร่วมมือกับไทยในแอฟริกา ซึ่ง ปลัด กต. แจ้งว่า ไทยพร้อมร่วมมือ ส่วนการจัดประชุม Thai-Africa Initiative ได้ชะลอออกไปก่อน
           (๔) ต่อข้อซักถามเรื่องการเมืองไทย ปลัด กต. ชี้แจงว่า รัฐบาลยึดมั่นต่อ Roadmap และภาคส่วนต่าง ๆ ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ มีกำหนดเวลาชัดเจน ขณะนี้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ระหว่างรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน โดยการเลือกตั้งจะมีขึ้นช่วงต้นปี ๒๕๕๙ ซึ่งฝ่ายฝรั่งเศสกล่าวว่าฝรั่งเศสไม่ประสงค์จะเข้าข้างฝ่ายใด
           (๕) ฝรั่งเศสแจ้งว่าภาคธุรกิตของฝรั่งเศสในไทยเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยและต้องการขยายความร่วมมือกับไทยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
           (๖) ฝรั่งเศสขอทราบท่าทีไทยเรื่อง FTA ไทย – อียู ซึ่ง ปลัด กต. แจ้งว่า อียูเป็นผู้ตัดสินใจไม่เจรจากับไทย แม้ในระดับเทคนิค ฝ่ายไทยพร้อม หากอียูจะเปิดการเจรจารอบต่อไป และเห็นว่าสมาชิกอียู
    หลายประเทศ รวมทั้งฝรั่งเศสก็ยังคงความร่วมมือกับไทยในระดับเทคนิคในกรอบต่าง ๆ
           (๗) ฝรั่งเศสสอบถามประเด็นเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ ซึ่ง ปลัด กต. ชี้แจงว่า การดำเนินการของไทยในฐานะผู้ประสานงานมีความคืบหน้า และไทยเดือน พ.ค. ๒๕๕๘ จะมีการประชุม ASEAN-China SOM
           (๘) ฝรั่งเศสประสงค์ให้ไทยยังคงสมาชิกภาพใน OIF ต่อไป ซึ่ง ปลัด กต. เห็นว่า การดำเนินการของ OIF ต่อไทยแตกต่างกับประเทศอื่นที่มีสถานการณ์การเมืองเช่นเดียวกับไทย เช่น บูร์กินา ฟาโซ ซึ่งได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดของ OIF เมื่อ พ.ย. ๒๕๕๗

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๕ ก.พ. ๕๘ รมช.กต. หารือกับผู้แทนจากมูลนิธิ
    แม่ฟ้าหลวง ผู้แทนจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้ชี้แจงเกี่ยวกับภารกิจของมูลนิธิ ซึ่งเกี่ยวโยงกับการพัฒนา โดย กต. ยินดี
    ให้การสนับสนุนโดยเฉพาะภารกิจที่สามารถส่งเสริมบทบาทของไทยต่อความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๘ ก.พ. ๕๘ กต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการช่วยเหลือลูกเรือประมงไทย ๔ คน ซึ่งถูกกลุ่มโจรสลัดโซมาเลียควบคุมตัวเป็นเวลาเกือบ ๕ ปี โดยคณะลูกเรือฯ เดินทางถึงประเทศไทยแล้วโดยสวัสดิภาพ
           ความสำเร็จในการช่วยเหลือลูกเรือประมงไทยจากโซมาเลียเป็นผลจากการดำเนินการของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งมีนโยบายในการให้ความสำคัญกับการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่คนไทยในทุกกรณีและในทุกพื้นที่ โดย นรม. ได้สั่งการให้ กต. เป็นเจ้าภาพหลักใน
    การดำเนินการและประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง กต. ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงของไทย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี และองค์การสหประชาชาติได้ติดตามสถานการณ์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนนำมาสู่ความสำเร็จในการปล่อยตัวลูกเรือประมงไทย โดยคณะผู้แทนจาก กต. และหน่วยงานความมั่นคงได้เดินทางไปรับลูกเรือประมงไทย ให้ความดูแลด้านการแพทย์ และนำลูกเรือประมงไทยทั้งหมดเดินทางกลับประเทศไทย
           คณะลูกเรือฯ ได้เข้าเยี่ยมคารวะ นรม. เพื่อขอบคุณ นรม. และรัฐบาลที่ให้การช่วยเหลือ โดย รอง นรม./รมว.กต. เลขานุการ
    รมว.พม. และคณะเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนจากกองทัพและ กต. เข้าร่วมด้วย ณ ทำเนียบรัฐบาล
            ในการนี้ กต. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะให้ความช่วยเหลือดูแลด้านการแพทย์และส่งตัวลูกเรือประมงไทยกลับภูมิลำเนา รวมทั้งให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟู เยียวยา และดูแลสวัสดิภาพของลูกเรือประมงไทยและครอบครัวต่อไป

 

กรอบพหุภาคี

๑.    เมื่อวันที่ ๒๙ – ๓๐ ม.ค. ๕๘ กต. และ กต. สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุมคณะทำงานระดับภูมิภาค ภายใต้ข้อริเริ่มลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (Lower Mekong Initiative หรือ LMI) ครั้ง ๗ ณ โรงแรม รอยัล ออร์คิด เชอราตัน กรุงเทพฯ โดยผู้ร่วมการประชุม ได้แก่ ผู้แทนจาก ๖ ประเทศสมาชิก (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ ไทย เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา) และกลุ่มมิตรประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (Friends of the Lower Mekong หรือ FLM) อาทิ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย สาธารณรัฐเกาหลี ออสเตรเลีย สหภาพยุโรป และสำนักเลขาธิการอาเซียน
       ในการนี้ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก LMI และ FLM กับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และแจ้งความคืบหน้า
การดำเนินการของไทยในสาขาความร่วมมือต่าง ๆ ได้แก่
ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านการเชื่อมโยงระหว่างกัน
ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการเกษตร ด้านความมั่นคงทางอาหาร และด้านความมั่นคงทางพลังงาน

       นอกจากนี้ ที่ประชุมหารือประเด็นความท้าทายเรื่อง
ความมั่นคงทางน้ำ พลังงานและอาหาร รวมถึงประเด็นการเพิ่มบทบาทสตรีและการส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศใน
อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยจะนำผลการประชุมดังกล่าวไปปรับ
ร่างแผนปฏิบัติการ LMI ค.ศ.๒๐๑๕-๒๐๒๐ ต่อไป

 

กต./ ทุกกรม/ ทุกสำนัก

 

 

ข้อสั่งการ นรม.

  1. ให้ทุกส่วนราชการที่รับผิดชอบในการเดินทางเยือนต่างประเทศของ นรม. ตาม
    ธรรมเนียมปฏิบัติที่จะมีการเยี่ยมเยือนประเทศเพื่อนบ้านและประเทศต่าง ๆ รวมทั้งการเข้าร่วมประชุมสุดยอดระดับผู้นำ จัดเตรียมประเด็นการหารือ ท่าทีของฝ่ายไทย รวมทั้งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เสนอ นรม. ผ่าน รอง นรม. ที่กำกับการบริหารราชการ เพื่อพิจารณาก่อนการเดินทางทุกครั้ง (๑๖ ก.ย. ๕๗)
  2. ให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดเตรียมข้อมูลตามมติ ครม. (๑๖ ก.ย. ๕๗) ที่ให้ทุกส่วนราชการที่รับผิดชอบจัดเตรียมประเด็นการหารือท่าทีฝ่ายไทย รวมทั้งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางเยือนต่างประเทศของ นรม. และการเข้าร่วมประชุมสุดยอดระดับผู้นำ เพื่อเสนอ นรม. ผ่าน รอง นรม. โดยให้ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง รวมทั้งความคืบหน้าในการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนเสนอ นรม. ด้วย (๑ ต.ค. ๕๗)
  3. ในการเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศในโอกาสต่าง ๆ ขอให้ทุกส่วนราชการบูรณาการการทำงานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างเจ้าหน้าที่ของ กต. และเจ้าหน้าที่ของไทยซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในต่างประเทศ เพื่อให้การดำเนินการกำหนดท่าที
    การเจรจาและการเสนอความเห็นของประเทศไทยในเวทีต่าง ๆ มีความเป็นเอกภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด (๑ ต.ค. ๕๗)

 

 

 

กต. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการจัดเตรียมข้อมูลและประเด็นการหารือสำหรับการเยือนต่างประเทศ การเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ หรือการประชุมสุดยอดระดับผู้นำของ นรม. หรือ รอง นรม./รมว.กต. ทั้งในระดับต้นทาง คือการเตรียมข้อมูลและการเตรียมการก่อนการเยือน ระดับกลางทาง
คือการประสานงานด้าน logistics ในระหว่างการเยือน และระดับปลายทาง คือการติดตามผลการเยือนหรือผลการเจรจา เช่น
เมียนมาร์

ได้เตรียมประเด็นสนทนาและข้อมูลสำหรับ นรม. หารือ
ทวิภาคีเต็มคณะกับประธานาธิบดีเมียนมาร์ในช่วงการเยือน
เมียนมาร์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ ๙-๑๐ ต.ค. ๕๗ โดยมีเนื้อหาครอบคลุมมิติต่างๆ ดังนี้

    ๑.๑ ด้านความมั่นคง ได้แก่ เขตแดน การปราบปรามยาเสพติด แรงงานผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ และผู้หนีภัยจากเมียนมาร์

    ๑.๒ ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ การพัฒนาความเชื่อมโยงชายแดนไทย-เมียนมาร์ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ความร่วมมือทางการเงิน และพลังงาน

    ๑.๓ ด้านสังคม ได้แก่ สาธารณสุข การศึกษา/พัฒนาบุคลากร และสิ่งแวดล้อม

๒. จีน

    ๒.๑ เตรียมประเด็นสนทนาและข้อมูลสำหรับ นรม. สำหรับการพบหารือทวิภาคีกับผู้นำจีนในโอกาสเดินทางเข้าร่วม
การประชุมระหว่างประเทศในเดือน ต.ค.-พ.ย. ๕๗  โดยครอบคลุมประเด็นความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนทั้งในระดับ
ทวิภาคีและภูมิภาคในมิติการเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม ดังนี้

          ๒.๑.๑ การพบหารือกับ นรม. จีนในช่วงการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ ๑๐ ณ เมืองมิลาน (๑๖ ต.ค. ๕๗)

          ๒.๑.๒ การพบหารือกับประธานาธิบดีจีนในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ ๒๒ ณ กรุงปักกิ่ง
(๙ พ.ย. ๕๗)

          ๒.๑.๓ การพบหารือกับ นรม. จีน ในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ ๒๒ ณ กรุงปักกิ่ง (๙ พ.ย. ๕๗)

          ๒.๑.๔ การพบหารือกับ นรม. จีน ในช่วงการประชุมผู้นำอาเซียน ณ กรุงเนปิดอว์ (๑๑ - ๑๓ พ.ย. ๕๗)

       ๒.๒ เตรียมข้อมูลและประเด็นหารือสำหรับ นรม. เกี่ยวกับองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization - SCO) และเลขาธิการ SCO ซึ่งได้รับเชิญจากรัฐบาลจีนให้เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค
ครั้งที่ ๒๒ (๙-๑๐ พ.ย. ๕๗)

๓. การประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ ๑๐ (ASEM 10)

เตรียมร่างถ้อยแถลง ประเด็นสนทนากับผู้นำและหัวหน้าคณะผู้แทนต่างประเทศ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องสำหรับนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ประกอบการประชุม ASEM 10 ระหว่างวันที่ ๑๖-๑๗
ต.ค. ๕๗ โดยมีเนื้อหาครอบคลุมมิติต่าง ๆ ดังนี้

       ๑.๑ ด้านความมั่นคง ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขยายตัวของลัทธิอุดมการณ์สุดโต่ง รวมทั้งความเสี่ยงที่เกิดจากความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ อาทิ ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์

       ๑.๒ ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ การจัดทำความตกลงการค้าเสรีเอเชีย-ยุโรป การเพิ่มการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างสองภูมิภาค รวมทั้งการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย

       ๑.๓ ด้านสังคม ได้แก่ ความร่วมมือด้านสาธารณสุขเพื่อรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา

       ๑.๔ สถานการณ์และพัฒนาการเรื่องการเมืองไทย

 

กต.

 

ข้อสั่งการ นรม.

ในการเตรียมประเด็นเพื่อใช้ในการเจรจาระหว่างประเทศ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณานำ ๔ ประเด็นหลักที่ทุกเวทีโลกให้ความสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแพร่ระบาดของโรคร้ายแรง การก่อการร้ายของกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง การพัฒนาที่ยั่งยืน รวมในประเด็นการเจรจา และเพื่อเดินหน้าประเทศไทยตาม Roadmap ของ คสช. (๗ ต.ค. ๕๗)

 

 

 

กต. ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้อยู่แล้วและได้ผลักดันประเด็นดังกล่าว ในทุกเวทีตามความเหมาะสมและโอกาส เช่น ในการหารือทวิภาคีกับประเทศต่าง ๆ การประชุม ASEAN Summit และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ เป็นต้น

 

กต.

 

ข้อสั่งการ นรม.

ให้ กต. ประชาสัมพันธ์ชี้แจงการดำเนินงานของ คสช. ที่มุ่งเน้นการสร้างความปรองดอง ความสงบเรียบร้อย โดยให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (๗ ต.ค. ๕๗)

 

 

 

กต. โดยกรมสารนิเทศ ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ชี้แจงการดำเนินงานของ คสช. โดยเฉพาะการดำเนินการที่เกิดผลรูปธรรม เช่น การช่วยเหลือลูกเรือประมงไทย ๔ คน ซึ่งถูกกลุ่มโจรสลัดโซมาเลียควบคุมตัวไว้เป็นเวลาเกือบ ๕ ปี การจัดทำแนวทางคำชี้แจงเกี่ยวกับผลและความคืบหน้าของการดำเนินการของ คสช. และรัฐบาล เพื่อสร้างความปรองดอง รวมทั้งการดำเนินการตาม Roadmap ให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลกใช้ในการชี้แจงแก่นานาประเทศ เป็นต้น

 

กรมสารนิเทศ

 

ข้อสั่งการ นรม.

ให้ กต. และ วธ. ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคเอกชนในการเตรียมการจัดงานเฉลิมฉลองในปี ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นปีครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่ง ๆ (๒๗ ม.ค. ๕๘)

 

 

 

กต. ได้กำหนดแนวทางในการเตรียมการจัดกิจกรรมฉลองครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับต่างประเทศ เพื่อให้เป็นไปอย่างมีแบบแผนและสอดคล้องกัน โดยได้พิจารณาแนวทางการจัดกิจกรรมดังกล่าวจากหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น ความสำคัญของประเทศนั้น ๆ จำนวนปีที่ควรฉลอง ประเภทของกิจกรรม และความกระตือรือร้นของประเทศนั้น ๆ เป็นต้น

 

สำนักนโยบายและแผน/ กรมภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง/ กรมสารนิเทศ

  1. การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ

ข้อ ๓.๒

ป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง การทารุณกรรมต่อแรงงานข้ามชาติ การท่องเที่ยวที่เน้นบริการทางเพศและเด็ก และปัญหาคนขอทาน โดยการปรับปรุงกฎหมายข้อบังคับที่จำเป็นและเพิ่มความเข้มงวดในการระวังตรวจสอบ

 

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๘ ก.พ. ๕๘ รมช.กต. หารือกับภาคเอกชนในประเด็นการค้ามนุษย์และการประมง ในประเด็นเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และการประมงผิดกฎหมาย รวมทั้งรับฟังข้อแนะนำและแสวงหาความร่วมมือเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของไทยให้เกิดความก้าวหน้าและผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ในการนี้ รมช.กต. เน้นความสำคัญ
    ของการดำเนินการอย่างบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชนใน
    การสอดส่องดูแลการกระทำหรือขบวนการที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การจ้างแรงงานอย่างถูกกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด การช่วยเหลือคุ้มครองแรงงาน ตลอดจนบทบาทเชิงรุก เช่น ความร่วมมือระหว่างเอกชนและ
    ภาคประชาสังคม เป็นต้น

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๐ ก.พ. ๕๘ นาง Barbara Lochbihler รองประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ภายุโรป เข้าเยี่ยมคารวะ รมช.กต.
    ณ กต. โดยรมช.กต. ได้เน้นย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้สอดคล้องตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง รวมถึงพัฒนาการเชิงบวกในการเสริมสร้างประชาธิปไตยและ
    สิทธิมนุษยชน อาทิ การประกาศใช้แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
    ฉบับที่ ๓ ซึ่งทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดทำ และย้ำถึงความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมในการต่อต้านการค้ามนุษย์ในทุก ๆ ด้าน และความจริงจังของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตของ
    เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งนาง Lochbihler สนใจพัฒนาการและแนวทางการดำเนินการของไทยในการต่อต้านการค้ามนุษย์และการส่งเสริมสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐาน โดยพร้อมที่จะหารือเพื่อเสริมสร้าง
    ความร่วมมือกับไทยต่อไป
          นอกจากนี้ นาง Lochbihler ได้เข้าพบหารือกับผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการค้ามนุษย์ อาทิ ผู้แทนจากกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนจากภาคเอกชน เช่น ประธานสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย เป็นต้น

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๕ ก.พ. ๕๘ รมช.กต. เป็นประธานการหารือประเด็นการค้ามนุษย์กับ NGO ณ กต. ซึ่งการหารือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นของ NGOs เกี่ยวกับสภาพปัญหาของสถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยและทิศทางการดำเนินงานด้านแรงงานต่างด้าวและการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ของรัฐบาล และเสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างภาครัฐกับ NGOs โดยเฉพาะในการประชาสัมพันธ์ที่จะช่วยในการป้องกันและแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์
          รมช.กต. ได้ย้ำความสำคัญของการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติและวาระเร่งด่วน ซึ่งภาครัฐและ NGOs มีเป้าหมายร่วมกันและขอบคุณสำหรับความร่วมมืออย่างต่อเนื่องของ NGOs มีกับภาครัฐในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมถึงการดูแลผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และการปกป้องสิทธิแรงงานต่างด้าว
          ผู้แทน NGOs แลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เช่น ความจำเป็นในการร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้นในการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ โดยเฉพาะในกรณีที่มีลักษณะการกระทำผิดข้ามชาติ การส่งเสริมให้องค์การพัฒนาเอกชนมีส่วนร่วมกับภาครัฐมากขึ้นในการแก้ไขปัญหา และสนับสนุนภาครัฐในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขประเด็นที่ยังมีความท้าทาย อาทิ การดำเนินคดี การปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง การดำเนินงานเชิงรุกอย่างบูรณาการเพื่อการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น
          ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์จะรวบรวมข้อคิดเห็นที่ได้จากการหารือครั้งนี้ เสนอคณะกรรมการนโยบายแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการทำประมงผิดกฎหมายซึ่ง นรม. เป็นประธาน ต่อไป

 

 

กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้/ กรมยุโรป/ กรมองค์การระหว่างประเทศ

 

ข้อสั่งการ นรม.

ให้ พม. เป็นหน่วยงานหลักประสานกับ กต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำรายงานความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของประเทศไทย และให้ กต. ส่งรายงานดังกล่าวให้สถานทูตในต่างประเทศได้ทราบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการชี้แจงทำความเข้าใจ รวมทั้งส่งรายงานให้ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อประกอบการจัดทำรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons Report : TIP Report) (๒๘ ต.ค. ๕๗)

 

 

 

เมื่อวันที่ ๓๐ ม.ค. ๕๘ รมช.กต. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์และกฎหมายที่เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ร่วมกับ ปลัด พม. รองปลัด รง. ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กต. ได้แถลงข่าวเปิดตัวรายงานความก้าวหน้าในการต่างต้านการค้ามนุษย์ของไทย ประจำปี ๒๕๕๗ ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล โดยที่รายงานดังกล่าวเป็นรายงานประจำปีของไทยเพื่อเผยแพร่สถานการณ์การค้ามนุษย์และความคืบหน้าในการดำเนินการต่อต่านการค้ามนุษย์ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งครอบคลุมทุกมิติตามยุทธศาสตร์ 5Ps ได้แก่ (๑) ด้านนโยบายและการนำไปสู่การปฏิบัติ (Policy) (๒) ด้านการดำเนินคดี (Prosecution) (๓) ด้านการคุ้มครองช่วยเหลือ (Protection) (๔) ด้านการป้องกัน (Prevention) และ (๕) ด้านความร่วมมือ (Partnership)
      ความก้าวหน้าและความสำเร็จในการจัดการกับปัญหาดังกล่าวในปี ๒๕๕๗ มีหลายด้าน เช่น การบูรณาการในระดับนโยบายและทุกมิติของการดำเนินการต่อต้านการค้ามนุษย์ การจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจำนวนกว่า ๑.๖ ล้านคน การแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับนโยบายการต่อต้านการค้ามนุษย์ในทุกมิติ โดยเฉพาะร่างการแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ การดำเนินการทางกฎหมายกับนายหน้า นักค้ามนุษย์ และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนร่วมในการค้ามนุษย์ การเตรียมการจัดทำ
สายด่วน ๒๔ ชั่วโมง (หมายเลข ๑๓๐๐) เป็นต้น

 

กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้/ กรมยุโรป/ กรมองค์การระหว่างประเทศ

  1. การศึกษาเรียนรู้ การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม

ข้อ ๔.๗

ทะนุบำรุงและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ สนับสนุนให้องค์กรทางศาสนามีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างสันติสุขและความปรองดองสมานฉันท์ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมตามความพร้อม

 

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๙ ก.พ. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. นำคณะผู้บรรพชาและอุปสมบทหมู่ฯ เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ พระราชวังสวนจิตรลดา โครงการบรรพชาและอุปสมบทดังกล่าว ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๘ ก.พ.- ๘ มี.ค. ๕๘ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพ-รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาสที่จะทรงเจริญพระชนมายุ ครบ ๖๐ พรรษา ในวันที่ ๒ เม.ย. ๒๕๕๘ และเพื่อทะนุบำรุงพุทธศาสนาให้สืบต่อไปในประเทศไทยและอินเดีย โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง ๔ หน่วยงาน ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูต
    ณ กรุงนิวเดลี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล โดยคณะผู้บรรพชาและอุปสมบท มีจำนวนทั้งสิ้น ๗๔ คน ประกอบด้วย ข้าราชการระดับต่าง ๆ พนักงานรัฐวิสาหกิจ
    นักธุรกิจ ประชาชน นักเรียน ทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและที่พำนักอยู่ในอินเดีย และพุทธศาสนิกชนชาวอินเดีย

 

กรมเอเชียตะวันออก

  1. การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

ข้อ ๖.๑๗

(๑) สร้างความร่วมมือและเจรจากับต่างประเทศเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ

(๒) เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้เข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเพิ่มองค์ความรู้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมด้านการตลาดและโอกาสในการลงทุนในต่างประเทศ

 

นโยบายที่ ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๒ การพัฒนาฐานลงทุนโดยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับอนุภูมิภาค
ข้อ ๕.๕.๘ การเร่งรัดการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีที่มีผลบังคับใช้แล้ว
ข้อ ๕.๕.๙ การส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน และการประกอบธุรกิจในเอเชีย รวมทั้งเป็นฐานความร่วมมือในการพัฒนาภูมิภาค

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๖ ก.พ. ๕๘ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นผู้แทนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๘ มี นรม. และหัวหน้า คสช. เป็นประธาน โดยที่ประชุมรับทราบเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ ๒๑ และแผนการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติในปี ๒๕๕๘  
          ในการนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่าย Smart Grid ของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๗๙ และการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากขยะอุตสาหกรรม

 

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

 

ข้อสั่งการ นรม.

  1. ให้ กต. จัดหาสถานที่เพื่อจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือการค้าและการลงทุนของไทยในต่างประเทศ รวมทั้งจัดมุมประเทศไทย (Thai Corner) เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้ต่างชาติได้รู้จัก โดยอาจมีการจัดแสดงตัวอย่างสินค้าสินค้า OTOP
    (๑๔ ต.ค. ๕๗)

 

 

 

กต. โดยกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ได้จัดประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามข้อสั่งการของ นรม. โดยที่ประชุมได้เห็นควรให้จัดทำมุมประเทศไทยรูปแบบใหม่เชิงเศรษฐกิจ (Digital Thai Corner) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของการจัดตั้งมุมประเทศไทยในเชิงกายภาพ โดยในระยะเร่งด่วน กต. ได้ดำเนินการจัดทำหน้าเว็บไซต์ Digital Thai Corner (www.mfa.go.th/thaicorner) โดยเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีข้อมูลผลิตภัณฑ์ของไทยที่จัดทำเป็นภาษาอังกฤษและมีภาพลักษณ์เป็นสากลอยู่แล้ว ภายใต้หัวข้อสำคัญที่เป็นนโยบายและจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ไทย

 

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

 

ข้อสั่งการ นรม.

ให้ทุกส่วนราชการนำเรื่องที่ประเทศไทยสามารถมีบทบาทเป็นผู้นำในภูมิภาค เสนอต่อที่ประชุมระดับนานาชาติด้วย เช่น เรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล
(๑๓ ม.ค. ๕๘)

 

 

 

กต. ได้ดำเนินการประมวลข้อมูลและแนวทางการสนทนาเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมทั้งประสานแจ้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ และหน่วยงานของ กต. ทั่วโลกทราบ เพื่อเป็นข้อมูลในการประชาสัมพันธ์ต่อไป

 

 

 

กรมเศรฐกิจระหว่างประเทศ

  1. การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน

ข้อ ๗.๑

เร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในภูมิภาคอาเซียนและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

นโยบายที่ ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๓ การสร้างความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๖ ก.พ. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ๑/๒๕๕๘ โดยมี รมว.พม. รมว.วธ. รมว.รง. รมว.ยธ. รมว.ศธ. รมว.พลังงาน รวมทั้งผู้บริหารจากทุกกระทรวงและผู้แทนภาคธุรกิจเข้าร่วม ณ กต. โดยที่ประชุมหารือถึงความคืบหน้าการดำเนินงาน ประเด็นสำคัญเร่งด่วน ตลอดจนปัญหาและอุปสรรค พร้อมข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมของไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อให้ไทยสามารถดำเนินการตามพันธกิจ พันธกรณี และใช้ผลประโยชน์จากความเชื่อมโยงระหว่างกันของอาเซียนในมิติการเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมได้อย่างครอบคลุมและครบถ้วน
           ที่ประชุมพิจารณาถึงแผนงานของไทยสำหรับประชาคมอาเซียน ปี ๒๕๕๙- ๒๕๖๓ รวมถึงการแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา กฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๓ – ๒๕ ก.พ. ๕๘ กต. โดยกรมอาเซียน จัดกิจกรรมอาเซียนสัญจร และเปิดห้องสมุดอาเซียน ณ จังหวัดตรัง
    โดยได้จัดการจัดเสวนาในหัวข้อที่เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิของจังหวัดตรังเข้าร่วมการเสวนา และจัดกิจกรรมถาม-ตอบปัญหาเกี่ยวกับอาเซียนสำหรับนักเรียนในระดับประถมศึกษา

 

กรมอาเซียน

  1. การพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม

ข้อ ๘.๒ และ ๘.๓

  1. เร่งเสริมสร้างสังคมนวัตกรรม โดยส่งเสริมระบบการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงหลายสาชา และเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้และการทำงาน รวมถึงการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
    (๒) ปฏิรูประบบการให้สิ่งจูงใจ ระเบียบ และกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการนำวิจัยและพัฒนาไปต่อยอดหรือใช้ประโยชน์
    (๓) ส่งเสริมการจัดทำแผนพัฒนาการวิจัยและพัฒนาในระดับภาคหรือกลุ่มจังหวัด เพื่อให้ตรงกับความต้องการของท้องถิ่น ผลักดันงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

นโยบายที่ ๕.๔ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
ข้อ ๕.๔.๒ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม ให้เป็นพลังขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

 

 

เมื่อวันที่ ๒๓ ก.พ. ๒๕๕๘ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุม Thailand-Belgium Science, Technology and Innovation Forum ครั้งที่ ๑  โดยการประชุมดังกล่าวเป็นกิจกรรมนำร่องความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัติกรรม ระหว่างไทยกับเบลเยียม เพื่อสร้างเวทีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่าย โดยที่ภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยสามารถนำผลสรุปจากกิจกรรมครั้งนี้ไปต่อยอดเป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องในอนาคต

 

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

 

ตรวจถูกต้อง