นโยบายการต่างประเทศ

ผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและกลไกประชารัฐ : รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ ๑ มีนาคม – ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘

สถานะ ณ วันที่ ๓๑ มี.ค. ๕๘

รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กระทรวงการต่างประเทศ
ระหว่างวันที่ ๑ มีนาคม
๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘

ลำดับ

นโยบายรัฐบาล/
การสั่งการของนายกรัฐมนตรี

ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑

มติคณะรัฐมนตรี

การดำเนินการ

การใช้จ่ายงบประมาณ

ผู้รับผิดชอบ

วันที่

สาระสำคัญ

แผนงาน/ โครงการ/ ผลการดำเนินการ รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานที่สำคัญ

๑. การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์

 

  1. ปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์
    (๒)  เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจ
    (๓) สนับสนุนโครงการทั้งหลายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
    (๔)  ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่สถานศึกษา หน่วยงานของรัฐเรียนรู้และเข้าใจหลักการทรงงาน และสามารถนำหลักดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการและการพัฒนา รวมถึงเร่งขยายผลโครงการที่ทรงวางรากฐานไว้ให้แพร่หลายเป็นที่ประจักษ์และเกิดประโยชน์ในวงกว้าง

นโยบายที่ ๒.๓ การสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
ข้อ ๒.๓.๑ ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ข้อ ๒.๓.๓ สังคมไทยมีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม รวมถึงการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๘ ก.พ. – ๓ มี.ค. ๕๘ รมช.กต. เป็นประธานในพิธีบรรพชาและอุปสมบทหมู่ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์และวัดไทยพุทธคยา เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ โดยโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง ๔ หน่วยงาน คือ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย – เนปาล และ สถานเอกอัครราชทูต ณ
    กรุงนิวเดลี กต. โดย รมช.กต. เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีบรรพชาสามเณรที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นปร ะธานฝ่ายฆราวาสในพิธีอุปสมบทพระภิกษุที่วัดไทยพุทธคยา โดยมีพระเทพโพธิวิเทศ หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายประเทศอินเดีย – เนปาล และเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาเป็นพระอุปัชฌาย์ ทั้งนี้ คณะผู้บรรพชาและอุปสมบทประกอบด้วยเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี กงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักธรุกิจ ประชาชน และนักเรียน ทั้งจากประเทศไทยและที่พำนักอยู่ในอินเดีย รวมถึงพุทธศาสนิกชนชาวอินเดีย รวมจำนวนทั้งสิ้น ๗๕ คน

 

 

 

 

 

กต.

๒. การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ

ข้อ ๒.๔

  1. การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
  2. ชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่น
  3. นำกลไกทางการทูตแบบบูรณาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น

   ๓.๑ การคุ้มครองดูแลคนไทยและผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน

   ๓.๒ การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา วัฒนธรรม การค้า

   ๓.๓ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเปิดโลกทัศน์ให้มีลักษณะสากล

 

นโยบายที่ ๕.๔ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
 

นโยบาย ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อ
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๔ การเข้าร่วมเป็นภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาคภายใต้บทบาทที่สร้างสรรค์ เป็นทางเลือกในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศในเวทีโลก
ข้อ ๕.๕.๕ การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการส่งเสริมแรงงานไทยในต่างประเทศ
ข้อ ๕.๕.๖ การมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการสร้างสังคมนานาชาติที่มีคุณภาพชีวิต ป้องกันภัยจากการก่อการร้ายและอาชญากรรม ยาเสพติด ภัยพิบัติ และการแพร่ระบาดของโรคภัย
 

นโยบายที่ ๕.๖ ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่นยืน
ข้อ ๕.๖.๖ การเพิ่มบทบาทประเทศไทยในเวทีประชาคมโลกที่เกี่ยวข้องกับกรอบความตกลงและพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

 

 

กรอบทวิภาคี

  1. เมื่อวันที่ ๒๘ ก.พ. – ๕ มี.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ ๒๘ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยได้พบหารือกับบุคคลสำคัญต่าง ๆ ดังนี้
  1. เจ้าชาย Zeid Ra’ad Al Hussein ข้าหลวงใหญ่
    สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยได้แจ้งพัฒนาการล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน รวมทั้งย้ำเจตนารมณ์ของไทยในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ซึ่งข้าหลวงใหญ่ฯ แสดงความชื่นชมต่อความก้าวหน้าในการดำเนินการตามแผนปฏิรูปการเมืองไทย ทั้งสองฝ่ายแสดงความพร้อม ที่จะหารือร่วมกันต่อไปในประเด็นสิทธิมนุษยชน
  2. นาย William Lacy Swing ผู้อำนวยการใหญ่องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organisation for Migration หรือ IOM) โดยได้กล่าวชื่นชมรัฐบาลไทยที่ได้จัดทะเบียนแรงงานต่างด้าวเพื่อให้ความคุ้มครองและให้
    การดูแลดีขึ้น นอกจากนี้ ยังได้แสดงความชื่นชมต่อความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนที่ยาวนานระหว่างไทยกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งผู้ลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐาน
    ในประเทศที่สามและการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งรวมถึงบทบาทนำของไทยในกระบวนการบาหลี ซึ่งเป็นกลไกความร่วมมือเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
  3. นาย Josaia Voreqe Bainimarama นรม. ฟิจิ โดยทั้งสองฝ่ายหารือถึงการกระชับความร่วมมือระหว่างไทยกับฟิจิ ทั้งด้าน
    ทวิภาคีและในกรอบอื่น ๆ รวมทั้งกรอบสหประชาชาติ และฟิจิได้เชิญผู้แทนระดับสูงของไทยพิจารณาเข้าร่วมการประชุม Pacific Island Development Forum ในเดือน ส.ค. ๒๕๕๘
  4. นาง Margareta Wahlstrom ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติเพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุภัยพิบัติ โดยทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับการประชุมระดับโลกว่าด้วยการลดความเสี่ยงจาก
    ภัยพิบัติที่เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนาง Wahlstrom มีกำหนดจะเข้าร่วมกิจกรรมที่ฝ่ายไทยจะจัดระหว่างการประชุมดังกล่าว
  5. นาย Michael Møller รักษาการหัวหน้าสำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และรักษาการเลขาธิการของที่ประชุมลดอาวุธ โดยทั้งสองฝ่ายหารือถึงการเชื่อมโยงการดำเนินงานของสหประชาชาติในนครเจนีวาเข้ากับสำนักงานสหประชาชาติในที่อื่น ๆ โดยเฉพาะที่นครนิวยอร์ก นอกจากนี้ ได้หารือกันถึงการผลักดัน
    การดำเนินการของกรอบที่ประชุมลดอาวุธ

 

  1. เมื่อวันที่ ๖ มี.ค. ๕๘ เอกอัครราชทูตบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. ทั้งสองฝ่ายหารือเรื่องศักยภาพที่จะขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยฝ่ายไทยเน้นตลาดอาหารฮาลาลในบอสเนีย ส่วนบอสเนียให้ความสำคัญต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน โดยขณะนี้บอสเนียฯกำลังสำรวจ/พัฒนาทรัพยากรพลังงาน อาทิ น้ำมัน ถ่านหิน และพลังงานน้ำ ในการนี้ ฝ่ายบอสเนียขอให้ฝ่ายไทยเร่งรัดการจัดทำความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการ และขอให้พิจารณาการออก visa on arrival สำหรับนักท่องเที่ยวบอสเนียฯ

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๗ มี.ค. ๕๘ รมช.กต. และรองปลัด กต. (นายวิทวัส
    ศรีวิหค) ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมฉลองความสสัมพันธ์ไทย – สหราชอาณาจักรครบ ๕๐๐ ปี “Forward into the 5th Century of Thailand-UK Relations” ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเอมบาสซี่ โดยที่นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อฉลองการที่ไทยและสหราชอาณาจักรมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันยาวนานกว่า ๔๐๒ ปี และเพื่อเสริมสร้าง
    ความตระหนักรู้ ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนไทยและต่างประเทศทราบถึงสายสัมพันธ์อันดี และความร่วมมือที่ใกล้ชิดและครอบคลุมทุกมิติระหว่างไทย-สหราชอาณาจักร ซึ่ง หัวข้อหลักของนิทรรศการ ได้แก่ (๑) ความสัมพันธ์ในระดับพระราชวงศ์
    (๒) ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ (๓) การค้าและการลงทุน (๔) การศึกษา และ (๕) ความร่วมมือด้านสังคม วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

 

  1. เมื่อวันที่ ๙ มี.ค. ๕๘ นาย Vladimir Radulovic เอกอัครราชทูตมอนเตรนิโกรประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ
    รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยที่ไทยและมอนเตเนโกรยังสามารถเพิ่มความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจได้อีกมาก โดยกระตุ้นให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนคณะนักธุรกิจระหว่างกัน โดยฝ่ายมอนเตเนโกรเชิญชวนให้ไทยเข้าไปลงทุนในมอนเตเนโกร โดยเฉพาะสาขาการท่องเที่ยว และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ในการนี้ เอกอัครราชทูตมอนเตเนโกรได้เชิญ รอง นรม./รมว.กต. เยือนมอนเตเนโกร โดยอาจพิจารณาเยือนประเทศในคาบสมุทรบอลข่านในโอกาสเดียวกันด้วย ซึ่ง รอง นรม./รมว.กต. ตอบรับในหลักการ

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๐ – ๑๒ มี.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วม
    การประชุม The 7th Edition of the Delhi Dialogue ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยรองปลัด กต. (นายนภดล เทพพิทักษ์) ร่วมคณะโดยรอง นรม./รมว.กต. กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม ซึ่งเน้นถึงความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่อินเดียมีต่ออาเซียน และเสนอว่าอินเดียสามารถเป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออกกลางของอาเซียน ขณะเดียวกันประเทศไทยก็พร้อมที่จะเป็นประตูสู่อาเซียนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กับอินเดีย ทั้งนี้ ไทยประสงค์ให้เร่งรัด
    การก่อสร้างโครงการถนนสามฝ่าย ไทย-เมียนมาร์-อินเดีย ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วเพื่อเป็นการส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างอินเดียกับอาเซียน ซึ่งจะช่วยขยายการค้า การลงทุนระหว่างกัน
           ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้พบหารือทวิภาคีกับบุคคลต่าง ๆ ดังนี้
           (๑) นาง Sushma Swaraj รมว.กต. อินเดีย โดยได้หารือเกี่ยวกับการจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-อินเดีย การท่องเที่ยว การส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ และการเร่งรัด
    การเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย โดยฝ่ายอินเดียสนใจที่จะมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก/ เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งไทยพร้อมจะจัด Roadshow เพื่อให้ข้อมูลแก่นักลงทุนอินเดียด้วย
           (๒) นาย Manohar Parrikar รมว.กห. อินเดีย โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันถึงความสัมพันธ์ทางทหารที่ราบรื่นและความร่วมมือที่ใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกัน โดย
    ปลัด กห. มีกำหนดการนำคณะเยือนอินเดียในเดือน มี.ค. ๒๕๕๘ และฝ่ายไทยขอเชิญ รมว.กห. อินเดียเยือนไทย

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๒ มี.ค. ๕๘ นาย Valery Sadokho เอกอัครราชทูตเบลารุสประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาความสัมพันธ์ การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง และการส่งเสริมความร่วมมือ
    ด้านเศรษฐกิจ โดยเบลารุสสนใจขยายลู่ทางการส่งออกสินค้าในไทย โดยเฉพาะปุ๋ยโปแตซ ยางรถยนต์ รถบรรทุก และรถแทรกเตอร์ ในขณะที่ภาคเอกชนไทยสนใจส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้าเกษตรแปรรูปไปยังเบลารุส ตลอดจนเน้นย้ำความประสงค์ในการเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ในเมืองหลวงของแต่ละฝ่าย
           ในการนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามความตกลงระหว่างไทยกับเบลารุสว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือ
    เดินทางทูตและราชการ ซึ่งนับเป็นความตกลงสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี และจะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างภาครัฐต่อไป

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๒ มี.ค. ๕๘ นาย Lutfi Rauf เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ ปลัด กต.
    เรื่องการประชุม Asian-African Summit 2015 ณ กต. โดยทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับการฉลองครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อินโดนีเซีย ๖๕ ปี ประเด็นเรื่องการประมงระหว่างไทย-อินโดนีเซีย และ เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียได้เชิญ นรม. เข้าร่วมการประชุม Asian-African Summit 2015

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๖ มี.ค. ๕๘ เอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกา (แอฟริกาใต้ ไนจีเรีย อียิปต์ โมร็อกโก และเคนยา)
    เข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดย รอง นรม./รมว.กต. ย้ำว่าไทยให้ความสำคัญอย่างสูงแก่แอฟริกาในทุกมิติ และหวังว่าจะได้พบกับผู้นำประเทศต่าง ๆ ของแอฟริกา ระหว่างการประชุม Asia-Africa Conference ณ เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย ในเดือน
    เม.ย. ๒๕๕๘
           เอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ฯ ซึ่งเป็นผู้นำเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกาในการหารือครั้งนี้ ยืนยันการสนับสนุนของประเทศกลุ่มแอฟริกาต่อรัฐบาลไทย และการดำเนินการต่างๆ ของรัฐบาลในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้ด้วย พร้อมทั้งย้ำความสำคัญของนโยบาย Thai-Africa Initiative ซึ่งเป็นเวทีส่งเสริมความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation) ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา โดยมีหลายสาขาที่ไทยและแอฟริกาสามารถร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๗ มี.ค. ๕๘ นาย Mevlüt Çavuşoğlu รมว.กต.ตุรกี เข้าพบหารือกับ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้อง
    ที่จะยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และเห็นควรเร่งการจัดทำความตกลงด้านการค้าเสรีไทย-ตุรกีโดยเร็วเพื่อบรรลุเป้าหมายการค้า ๒ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ๒๕๖๑
    และการจัดทำความตกลงอื่น ๆ ที่ยังคั่งค้าง อาทิ ความร่วมมือด้านการเกษตร การเดินเรือ ศุลกากร การทหารและการฝึกกำลังพล

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๗ มี.ค. ๕๘ กต. ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทยร่วมกันจัดงานฉลองครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย – ไอร์แลนด์ ๔๐ ปี ณ กต. เพื่อแสดงถึงมิตรไมตรีและความร่วมมือที่ดียิ่งในด้านต่าง ๆ ระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะด้านการค้า การท่องเที่ยว และการศึกษา
           โดยฝ่ายไทยให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมความร่วมมือกับไอร์แลนด์ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ซึ่งเป็นสาขาที่ไอร์แลนด์มีความเชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับการศึกษาของไทยในสาขาดังกล่าว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา
    ขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม ทั้งนี้ ไทยเคยส่งคณะนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยไปศึกษาระบบและนโยบายในการส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นเลิศ
    ที่ไอร์แลนด์เมื่อปี ๒๕๕๖ และ ๒๕๕๗

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๘ มี.ค. ๕๘ นาย Reuben Levermore เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ
    รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดย รอง นรม./รมว.กต. แจ้งความประสงค์ของไทยในการพัฒนาความร่วมมือกับนิวซีแลนด์ในมิติต่าง ๆ โดยใช้ประโยชน์จากความตกลงที่มีอยู่ และพร้อมจัดกิจกรรมฉลองครบรอบ ๔๐ ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-นิวซีแลนด์ในปี ๒๕๕๘ และกิจกรรมฉลองครบรอบ ๖๐ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-นิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ในปี ๒๕๕๙

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๘ มี.ค. ๕๘ นางสาว Saida Muna Tasneem. เอกอัครราชทูตบังกลาเทศประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ
    รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับ
    ความร่วมมือระหว่างไทยกับบังกลาเทศในหลายมิติ อาทิ การส่งเสริมความร่วมมือในด้านการค้าการลงทุน ด้านแรงงาน การท่องเที่ยว วัฒนธรรมและศาสนา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้งความร่วมมือในเวทีพหุภาคี

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๘ มี.ค. ๕๘ นาย Shigekazu Sato เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. เพื่ออำลาเนื่องจากพ้นหน้าที่ ณ กต. โดยรอง นรม./รมว.กต. ขอบคุณ ออท. ญี่ปุ่น สำหรับบทบาทที่สำคัญและสร้างสรรค์ในการกระชับความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นให้ใกล้ชิดและพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องใน
    ทุกระดับ

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๘ – ๒๑ มี.ค. ๕๘ รอง นรม./รมวกต. เข้าร่วม
    การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี
    ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ ๒ ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
           (๑) ด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายยินดีที่หน่วยงาน
    ด้านความมั่นคงมีความร่วมมือที่ใกล้ชิด และเห็นพ้องให้กระชับ
    ความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกรณีเรือประมงรุกล้ำน่านน้ำเพื่อทำประมงผิดกฎหมาย โดยเห็นพ้องที่จะตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
           (๒) ด้านเศรษฐกิจ ในปี ๒๕๕๗ มูลค่าการค้าทวิภาคีไทย-เวียดนาม เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ ๑๓ จากปี ๒๕๕๖ โดยไทยพร้อมสนับสนุนการจัดงานแสดงสินค้าของเวียดนามในไทย และผลักดันให้มีการประชุมระหว่างภาคเอกชนโดยสภาธุรกิจของทั้งสองฝ่าย
           นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของไทยในเวียดนาม โดยเฉพาะด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งหากแล้วเสร็จ จะเพิ่มมูลค่าการลงทุนของไทยในเวียดนามอีก ๕ เท่า ในการนี้ ไทยได้เสนอให้เวียดนามพิจารณาใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมเงินทุนสำหรับภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนเวียดนาม
           (๓) ด้านความเชื่อมโยง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันพัฒนาความเชื่อมโยงทั้งทางบกและทางทะเล โดยเห็นพ้องในหลักการเพื่อจัดทำความตกลง ๓ ฝ่าย ได้แก่ (๑) ความตกลงสำหรับการเปิดให้บริการรถโดยสารประจำทางระหว่างไทย - สปป.ลาว - เวียดนาม
    (๒) ความตกลงสำหรับการเปิดให้บริการรถโดยสารประจำทางระหว่างไทย - กัมพูชา – เวียดนาม และ (๓) ความตกลงสำหรับการเดินเรือตามแนวชายฝั่งทะเลระหว่างไทย - กัมพูชา - เวียดนาม โดยจะเร่งหารือกับลาวและกัมพูชา และจัดตั้งคณะทำงาน ๓ ฝ่ายเพื่อนำไปสู่การดำเนินการในทางปฏิบัติโดยเร็ว
           ทั้งนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก - ตะวันตก (East-West Economic Corridor)
    ไทย - ลาว - เวียดนามในเดือน พ.ค. ๒๕๕๘
           (๔) ด้านแรงงาน เวียดนามขอบคุณที่ไทยได้ให้การดูแลอำนวย
    ความสะดวกในการลงทะเบียนแรงงานเวียดนามในไทย โดยทั้งสองฝ่ายจะเร่งการเจรจาจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานและความตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน เพื่อจัดระบบแรงงานต่างด้าวและการนำเข้าแรงงานเวียดนามในไทยอย่างถูกกฎหมาย

       ในการนี้ รอง นรม./รมว.กต. ของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่าง กต. ไทยกับเวียดนาม เพื่อผลักดันและเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือ
ด้านการต่างประเทศและการทูตระหว่างไทยกับเวียดนาม ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี
       ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้หารือทวิภาคีกับ
นาย Pham Binh Minh รมว.กต. เวียดนาม ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ใช้โอกาสนี้หารือแนวทางในการสานความร่วมมือที่ดำเนินมาให้เพิ่มพูนขึ้นในทุกสาขาอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนสนับสนุนการเป็นประชาคมอาเซียน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนสองประเทศและ
ของภูมิภาค โดยฝ่ายไทยเน้นย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของไทยและเวียดนามตามแผนปฏิบัติการเพื่อความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-เวียดนาม ปี ๒๐๑๕ - ๒๐๑๘ และสานต่อผลการเยือนของ นรม. เมื่อวันที่ ๒๗-๒๘ พ.ย. ๒๕๕๗

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๓ – ๑๔ มี.ค. ๕๘ ในโอกาสการประชุมสหประชาชาติระดับโลกว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
    ครั้งที่ ๓ ณ เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น นรม. และ รอง นรม./รมว.กต.ได้พบหารือกับบุคคลต่าง ๆ ดังนี้
           (๑) นรม. หารือทวิภาคีกับ นรม. ญี่ปุ่น
                นรม. ญี่ปุ่นประสงค์จะส่งเสริมความร่วมมือกับไทยอย่างครอบคลุม ทั้งด้านระบบรถไฟ โครงการทวาย โรงไฟฟ้าพลังงาน
    ถ่านหิน ด้านการจัดการภัยพิบัติ และด้านความมั่นคง ซึ่ง นรม.
    เห็นพ้อง โดยขอให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านระบบรางและโครงการทวายโดยเร็ว และหวังว่าผู้นำสามฝ่าย (ไทย-ญี่ปุ่น-เมียนมาร์) จะได้หารือเรื่องโครงการทวายร่วมกันในการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น ในเดือน ก.ค. ๒๕๕๗
                นรม. ขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้ไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเนื้อสุกรแปรรูป ข้าว ยางพารา ผลไม้ และเร่งรัดกระบวนการนำเข้ามะม่วงจากไทยอีก ๒ สายพันธุ์ (เขียวเสวยและ
    โชคอนันต์) ส่วนไทยจะพิจารณายกเลิกเงื่อนไขการนำเข้าอาหารปลอดการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจาก ๓ จังหวัดของญี่ปุ่นด้วยดี ขอให้ญี่ปุ่นจริงจังกับการพัฒนาบุคลากรไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้น ไทยจะรับฟังข้อเสนอแนะของนักลงทุนญี่ปุ่นเพื่อลดอุปสรรคด้านการลงทุน โดยได้ผ่อนปรนเงื่อนไขการนำเข้าเครื่องจักรที่มีอายุใช้งานมากกว่า ๕ ปีแล้ว นอกจากนั้น ขอให้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาเที่ยวไทยมากขึ้น และยืนยันว่าสถานการณ์ในไทยมีความปลอดภัย
           (๒) นรม. หารือกับเลขาธิการสหประชาชาติ
                - เลขาธิการสหประชาชาติเชิญ นรม. เข้าร่วมการประชุมผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลัง ค.ศ. ๒๐๑๕ ระหว่างวันที่ ๒๕-๒๗ ก.ย. ๒๕๕๘ ณ นครนิวยอร์ก
                - นรม. ยืนยันความร่วมมือกับสหประชาชาติ โดยเฉพาะความร่วมมือเพื่อการพัฒนา
                - นรม. แจ้งพัฒนาการทางการเมืองของไทยให้เลขาธิการสหประชาชาติทราบ ว่าไทยกำลังดำเนินการตาม Roadmap ที่ได้กำหนดไว้
           (๓) รอง นรม./รมว.กต. หารือกับนาง Helen Clarkผู้บริหารสูงสุดโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Program)
                ทั้งสองฝ่ายแสดงความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน โดย UNDP ให้ความสำคัญกับบทบาท
    ของไทยในฐานะประเทศที่ให้ความร่วมมือทางวิชาการกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๙ – ๒๑ มี.ค. ๕๘ ปลัด กต. เข้าร่วมประชุมหารือภายใต้กรอบ Plan of Consultations ระหว่าง กต. ไทย และ
    กต. รัสเซีย ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือ
    ถึงการเตรียมการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ นรม. รัสเซีย โดยในการเยือนดังกล่าวจะมีการหารือประเด็นการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ประเด็นระดับภูมิภาค และประเด็นระดับระหว่างประเทศ รวมถึงจะผลักดันให้มีการลงนามความตกลงภาครัฐ
    จำนวน ๗ ฉบับ

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๓ มี.ค. ๕๘ นาย Guan Mu อดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รมช.กต. ณ กต. ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีน และ
    การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ (think tanks) ระหว่างกัน โดยเฉพาะกับสถาบันการต่างประเทศสราญรมย์ (Saranrom Institute of Foreign Affairs หรือ SIFA) สถาบันพระปกเกล้า สถาบันวิจัยแห่งชาติ และสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยที่ผ่านมา สถาบันการต่างประเทศจีน (Chinese People’s Institute of Foreign Affairs หรือ CPIFA) มีความร่วมมือกับ SIFA และลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกันเมื่อปี ๒๕๕๓
          รมช.กต. บรรยายสรุปแก่ฝ่ายจีนเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดของประเทศไทย โดยย้ำว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังร่วมมือปฏิรูป
    ในหลายด้าน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความมีประสิทธิภาพใน
    การดำเนินงานของรัฐบาล

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๔ มี.ค. ๕๘ Sir Julian King อธิบดีกรมเศรษฐกิจและการกงสุลของกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร
    เข้าเยี่ยมคารวะ ปลัด กต. ณ กต. โดย ปลัด กต. ได้ชี้แจงความคืบหน้าในการร่างรัฐธรรมนูญและแจ้งว่า นรม. ยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งโดยเร็ว
          สหราชอาณาจักรประสงค์ให้ทั้งสองฝ่ายเพิ่มปริมาณการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน และหวังว่าไทยจะมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการค้า การลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจภาคบริการ นอกจากนี้ได้กล่าวชื่นชมบทบาทไทยในอาเซียน รวมถึงแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยในกรอบสหประชาชาติ ในประเด็น Post-2015 Development Goals
          ฝ่ายสหราชอาณาจักรขอบคุณที่ประเทศไทยดูแลนักท่องเที่ยวชาวบริติชซี่งปลัด กต. ย้ำว่าไทยพร้อมที่จะดูแล และ กต. พร้อมช่วยประสานและติดตามคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาวบริติชในประเทศไทย

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๔ มี.ค. ๕๘ นรม. มอบหมายให้ รอง นรม./รมว.กต. เป็นผู้แทนร่วมลงนามแสดงความอาลัยต่อนายลี กวน ยู อดีต นรม. คนแรกแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ณ สถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ในการนี้ รอง นรม./รมว.กต. มอบพวงหรีดของ นรม. และของรอง นรม./รมว.กต. พร้อมมอบสารแสดงความเสียใจจาก นรม. ถึง นรม. สิงคโปร์ ผ่านเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ทั้งนี้ นรม. มีโทรศัพท์ถึง นรม. สิงคโปร์เพื่อแสดง
    ความเสียใจ และจะเดินทางไปสิงคโปร์เพื่อเข้าร่วมพิธีศพของ
    นายลี กวน ยู ในวันที่ ๒๙ มี.ค. ๒๕๕๘

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๔ มี.ค. ๕๘ นาง Shamshad Akhtar เลขาธิการบริหารคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (Economic and Social Commission for Asia and the Pacific หรือ ESCAP) เข้าพบหารือกับรองปลัด กต. ณ กต. ทั้งสองฝ่ายหารือถึงความร่วมมือระหว่างอาเซียนและ ESCAP โดยไทยยืนยันเจตนารมณ์ในการสนับสนุนการจัดการประชุม ESCAP 71 ที่กรุงเทพฯ รวมทั้งพร้อมสนับสนุน ESCAP ในการเสริมสร้างความร่วมมือกับสำนักเลขาธิการอาเซียน โดยเฉพาะในบริบทของวาระการพัฒนาภายหลัง ปี ค.ศ. ๒๐๑๕ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องการจัดทำ ASEAN Community’s Post-2015 Vision โดยรองปลัดฯ กต. แจ้งว่าไทยได้ผลักดันให้ประเด็นด้านการดูแลแรงงานต่างชาติและการค้ามนุษย์ปรากฏอยู่ในวิสัยทัศน์ดังกล่าว
  2. เมื่อวันที่ ๒๕ – ๒๖ มี.ค. ๕๘ นรม. เดินทางเยือน
    บรูไนดารุสซาลามอย่างเป็นทางการ สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          - นรม. เข้าเฝ้าฯ และหารือทวิภาคีกับสมเด็จพระราชาธิบดีฯ
    แห่งบรูไนฯ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยน
    การเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ ในการนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงตอบรับคำกราบบังคมทูลเชิญของ นรม. ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
          - นรม. กราบบังคมทูลเกี่ยวกับพัฒนาการการดำเนินงานตาม Roadmap ของรัฐบาล นอกจากนี้ ได้ชื่นชมนโยบายปฏิรูปการศึกษาด้านวิชาชีพตามวิสัยทัศน์แห่งชาติ Wawasan ๒๐๓๕ ของบรูไนฯ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ประเทศไทยปี ๒๕๕๘-๒๕๖๓
          - ด้านความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและประมง ไทยและบรูไนฯ มีการลงนามร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรและเห็นพ้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ
    ตามบันทึกความเข้าใจที่มีอยู่ระหว่างกัน นอกจากนี้ ฝ่ายไทยแจ้งความสนใจที่จะลงทุนร่วมในเขตประมงของบรูไนฯ ที่เปิดให้ต่างชาติเข้าไปทำประมง โดยขอให้บรูไนฯ พิจารณาให้ความสำคัญลำดับต้นกับภาคเอกชนไทย
          - นรม. ขอบคุณบรูไนฯ ที่นำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีฯ ตรัสว่ากว่าร้อยละ ๙๐ ของการนำเข้าข้าวเป็นข้าวไทยและพร้อมขยายการนำเข้าข้าวจากไทยต่อไป
          - ด้านอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล นรม. ยินดีกับบรูไนฯ ที่มีมาตรฐานตราสินค้าฮาลาลเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และโดยที่ไทยมีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมดังกล่าว จึงเห็นว่าทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันด้านอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลเพื่อการส่งออก และสนับสนุนการสานต่อความร่วมมือทางวิชาการระหว่างศูนย์ Bio Innovation Corridor และศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์
    ด้านการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีฮาลาล
          - นรม. เชิญชวนบรูไนฯ ร่วมลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล
    ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นศูนย์ผลิตอาหารฮาลาลของไทย และสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยเข้าร่วมการประชุม“Brunei Bio-Tech and Food Conference 2015” ในเดือน พ.ค. ๒๕๕๘ ณ บันดาร์เสรีเบกาวัน
          - ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมมือด้านพลังงานทดแทนโดยเฉพาะการค้นคว้าวิจัยผ่าน Brunei National Energy Research Institute และแจ้งว่าไทยสนใจที่จะซื้อก๊าซธรรมชาติเหลวและถ่านลิกไนต์ของบรูไนฯ
          - ด้านความร่วมมือด้านการทหาร มีการแลกเปลี่ยนการเยือน และทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมหลักสูตรด้านการทหารระหว่างกัน
          - ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ นรม. ขอบคุณที่บรูไนฯ สนับสนุนแนวทางของไทยในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในกรอบความร่วมมืออิสลามและขอบคุณที่บรูไนฯ ให้การสนับสนุนการสมัครเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ วาระปี ๒๐๑๗ – ๒๐๑๘

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๙ มี.ค. ๕๘ เอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา
    พร้อมด้วยคณะผู้แทนกรมการกงสุล กต. และผู้แทนกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยซึ่งได้เดินทางไปเกาะอำบน อินโดนีเซีย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือและส่งกลับลูกเรือประมงไทยที่ตกค้างอยู่ในเกาะอำบน ได้เข้าพบหารือกับ หัวหน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอำบนและหัวหน้าท่าเรืออำบน เพื่อประสานงานในการตรวจสอบข้อมูลลูกเรือประมงไทยที่ตกค้างอยู่ในเกาะอำบนและประสานงานเกี่ยวกับกระบวนการส่งตัวลูกเรือประมงไทยกลับประเทศ
          ในการนี้ คณะฯ ได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาและส่งกลับแรงงานไทยในอินโดนีเซียที่ท่าเรืออำบนเป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ ๒๙ มี.ค. – ๓ เม.ย. ๕๘ เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลของลูกเรือประมงไทยที่ประสงค์เดินทางกลับไทย โดยในชั้นนี้ มีลูกเรือประมงไทยที่แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับไทยแล้ว ๓๓ คน ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ และ กต. จะดำเนินการตามแนวทางในการส่งตัวลูกเรือประมงไทยกลับประเทศต่อไป
          อนึ่ง กต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการให้ความช่วยเหลือและนำลูกเรือประมงไทยที่ตกทุกข์ได้ยาก
    ที่เกาะอำบนและบริเวณใกล้เคียง ประเทศอินโดนีเซีย กลับประเทศไทย โดยนับตั้งแต่เดือน ต.ค. ๒๕๕๗ เป็นต้นมา ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือและส่งลูกเรือประมงไทยที่ตกค้างในเกาะต่าง ๆ ของอินโดนีเซียกลับประเทศไทยแล้ว ๒๐ ครั้ง รวมจำนวนลูกเรือประมงไทยทั้งหมด ๑๖๙ คน โดยในจำนวนนี้เป็นลูกเรือประมงไทยที่ตกค้างอยู่ที่เกาะอำบน ๙๑ คน

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๓๑ มี.ค. ๕๘ รองปลัด กต. เป็นประธานการประชุมหน่วยงานราชการต่าง ๆ เพื่อประมวลสถานการณ์ล่าสุดและทบทวนแผนการอพยพให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามในเยเมน ที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพอากาศ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานภายใน กต. ได้รับทราบรายงานและประเมินสถานการณ์การสู้รบรวมทั้งสถานการณ์การเมืองในเยเมนล่าสุด และได้มีความเห็นร่วมกันให้ทำการอพยพ ทบทวนแผนการอพยพ กำหนดจุดรอรับ จุดส่งกลับ และเส้นทางที่จะใช้ในการอพยพ ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ โดยได้ซักซ้อมภารกิจของแต่ละหน่วยให้อยู่ในสภาพพร้อมปฏิบัติ
          ที่ประชุมได้รับทราบการที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า บริเวณชายแดน เยเมน-โอมาน
    เพื่อประสานและทำการอพยพ โดยจะมีการจัดส่งหน่วยปฏิบัติงานเข้าไปในเยเมน เพื่อรวบรวมนักศึกษาให้ออกมาจากพื้นที่เสี่ยง เคลื่อนย้ายไปในที่ปลอดภัยโดยทางบก และเพื่อเตรียมการเคลื่อนย้ายกลับประเทศต่อไปทางอากาศ โดยใช้เครื่องบินเหมาลำในพื้นที่ ในขณะเดียวกันก็มีการเตรียมพร้อม (standby) เครื่องบินกองทัพอากาศ เพื่อปฏิบัติการในกรณีจำเป็น รวมทั้ง
    การจัดชุดปฏิบัติการเสริมจากประเทศไทยหากสถานการณ์ทวีความรุนแรง โดยการอพยพนั้น จะคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดและความสมัครใจ
          ในการอพยพนี้นั้น สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด เป็นหน่วยสนับสนุน ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทยแห่งต่าง ๆ ในตะวันออกกลางในการจัดบุคลากรเข้าไปปฏิบัติงาน นอกเหนือจากประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตอาเซียนและมิตรประเทศอื่น ๆ ในพื้นที่ ในการนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมและยินดีให้ความร่วมมือ โดยจะมีการประชุมเพิ่มเติมเพื่อปรับแผนปฏิบัติการอพยพให้สอดคล้องกับพัฒนาการของสถานการณ์ต่อไป

 

กรอบพหุภาคี

  1. เมื่อวันที่ ๒๘ ก.พ. – ๕ มี.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ ๒๘ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดย ปลัด กต. ร่วมคณะด้วย
          รอง นรม./รมว.กต. ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมระดับสูง (High Level Segment) ของการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยเน้นความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิมนุษยชนกับ
    การพัฒนาและความมั่นคง โดยเฉพาะในกระบวนการกำหนดวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕ เพื่อให้ทุกคนได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเปราะบาง อาทิ เด็ก ผู้หญิง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ แรงงานย้ายถิ่น ทั้งนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้ยกตัวอย่าง
    การดำเนินการของรัฐบาลไทยในการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่
    เข้ามาอย่างผิดกฎหมายในช่วงปลายปี ๒๕๕๗ จำนวน ๑.๖ ล้านคน ทำให้แรงงานต่างด้าวได้รับการคุ้มครองและได้รับการบริการทางสังคมอย่างทั่วถึงตามหลักมนุษยธรรม และได้ย้ำความสำคัญของความร่วมมือทางวิชาการในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ยังย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยในการสนับสนุน
    การดำเนินงานของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ เพื่อให้สามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม และตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๓ – ๑๔ มี.ค. ๕๘ นรม. เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับโลกว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
    ครั้งที่ ๓ ณ เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น โดย รอง นรม./รมว.กต. และปลัด กต. ร่วมคณะด้วย สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
           (๑) นรม. ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่นร่วมกับหัวหน้ารัฐบาลต่าง ๆ และเข้าร่วมพิธีการเปิดประชุม
           (๒) นรม. ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม ยืนยันเจตนารมย์ของไทยในการร่วมมือกับประชาคมโลกเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
    ย้ำความสำคัญของการป้องกันและการเตรียมความพร้อม และ
    พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความสำเร็จของไทยในการจัดการภัยพิบัติโดยเฉพาะการเสริมสร้างความต้านทานภัยพิบัติระดับชุมชน โดยยึดตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จ-พระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
    (๓) ในโอกาสนี้ นรม. ได้พบหารือทวิภาคีระหว่างการประชุมกับบุคคลต่าง ๆ ดังนี้
                - การหารือระหว่าง นรม. กับ นรม. ญี่ปุ่น
                - การหารือระหว่าง นรม. กับเลขาธิการสหประชาชาติ
                - การหารือระหว่าง รอง นรม./รมว.กต. กับผู้บริหารสูงสุดโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Program หรือ UNDP)
                - การหารือระหว่าง รมว.มท. กับรัฐมนตรีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งแวดล้อม การพัฒนาที่ดิน การจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศนิวคาเลโดเนีย ในฐานะประธานกลุ่มประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก
    (๔) ผลลัพธ์ของการประชุม ที่ประชุมฯ จะรับรองเอกสารผลลัพธ์ของที่ประชุม ได้แก่
                - กรอบการดำเนินงานด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติภายหลังปี ๒๐๑๕
                - ปฏิญญาทางการเมือง เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้นำในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านภัยพิบัติ

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๗ – ๒๙ มี.ค. ๕๙ รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมการประชุม Boao Forum for Asia Annual Conference ณ เมือง
    โป๋อ้าว สาธารณรัฐประชาชนจีน รอง นรม./รมว.กต. กล่าวสุนทรพจน์ในระหว่างพิธีเปิดการประชุมว่า “Asia’s New Future: Towards a Community of Common Destiny” ซึ่งเป็นหัวข้อการประชุม
    ในปีนี้ มีความหมายสำคัญต่อภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อมองในบริบทที่ภูมิภาคเอเชียเป็นฐานเศรษฐกิจและการเจริญเติบโตที่สำคัญของโลกปัจจุบัน ทั้งนี้ การมีอนาคตร่วมกันควรเป็นไปอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยให้ความสำคัญเช่นกัน

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๘ มี.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดปีแห่งความร่วมมือทางทะเลอาเซียน-จีน กับนาย Yang Jiechi มนตรีแห่งรัฐ (เทียบเท่ากับ รอง นรม.) ระหว่างเดินทาง เข้าร่วมการประชุม Boao Forum for Asia (BFA) Annual Conference 2015 ณ เมืองโป๋อ้าว สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยรอง นรม./รมว.กต กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “Jointly Building the 21st Century Maritime Silk Road” ว่า ไทยชื่นชมแนวคิด "เส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ ๒๑" และ "แนวเขตเศรษฐกิจบนเส้นทางสายไหม" ของจีน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่งและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการของไทย ทั้งในบริบทประเทศไทย อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและอาเซียน ในการสร้างความเชื่อมโยงทั้งทางทะเลและบก เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในภูมิภาคเอเชียได้รับประโยชน์จากการเติบโต
    ทางเศรษฐกิจ รวมถึงการลงทุนในห่วงโซ่การผลิตในรูปแบบ
    ประเทศไทย+๑ อย่างทั่วถึง และเสริมสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค
           ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้หารือทวิภาคีกับนาย Yang Jiechi โดยได้ ยืนยันเจตนารมณ์ของไทยในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ ๔๐ ปี ทางการทูตระหว่างไทย-จีน พร้อมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และฝ่ายจีนพอใจในพัฒนาการมิตรภาพระหว่างไทยและจีนซึ่งจะส่งผลบวกต่อการพัฒนาเส้นทางสายไหมทางทะเลและแนวเขตเศรษฐกิจบนเส้นทางสายไหม และชื่นชมบทบาทของ รอง นรม./รมว.กต. ในการผลักดันความสัมพันธ์
    ไทย-จีน ตลอดจนบทบาทของไทยในการเป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-จีน

 

  1. เมื่อวันที่ ๓๐ มี.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เป็นประธานการประชุม Asia-Europe Meeting (ASEM) Symposium on the Future Direction of ASEM ณ โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน ซึ่งการประชุมครั้งนี้ไทยเป็นเจ้าภาพ
          ที่ประชุมได้หารือถึงทิศทางในอนาคตของ ASEM ของเจ้าหน้าที่อาวุโส ASEM เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม ก่อนเสนอให้ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ASEM ในเดือน พ.ย. ๕๘ ที่ประเทศลักเซมเบิร์กให้ความเห็นชอบ หลังจากนั้น จะเสนอเข้าที่ประชุมผู้นำ ASEM ครั้งที่ ๑๑ ในช่วงเดือน ก.ค. ๕๙ ที่ประเทศมองโกเลีย
          ในการนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ ๕ ข้อ ต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา ได้แก่ (๑) การสร้างเขตเศรษฐกิจ ASEM ร่วมกัน ผ่านความเชื่อมโยงและการติดต่อทางเศรษฐกิจ (๒) การผลักดันให้ ASEM เป็นเขตที่มีสันติภาพและเสถียรภาพ โดยเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ร่วมกัน (๓) ส่งเสริมให้สมาชิก ASEM แสดงจุดยืนร่วมกันในการเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนา รวมทั้งส่งเสริมความอดกลั้นและทางสายกลาง เพื่อแก้ไขปัญหาลัทธิหัวรุนแรงและลัทธิสุดโต่ง (๔) เพิ่มพูนความร่วมมือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและการติดต่อระหว่างประชาชนของทั้งสองภูมิภาค และ (๕) เสริมสร้างความเข้มแข็งและปรับปรุงกระบวนการ ASEM (ASEM Process) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและนำไปสู่โครงการความร่วมมือที่มีผลเป็นรูปธรรมระหว่างกัน

 

กต./
ทุกกรม/
ทุกสำนัก

 

  1. การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ

ข้อ ๓.๒

ป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง การทารุณกรรมต่อแรงงานข้ามชาติ การท่องเที่ยวที่เน้นบริการทางเพศและเด็ก และปัญหาคนขอทาน โดยการปรับปรุงกฎหมายข้อบังคับที่จำเป็นและเพิ่มความเข้มงวดในการระวังตรวจสอบ

 

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๓ – ๗ มี.ค. ๕๘ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ (นายทรงศัก สายเชื้อ) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการหารือกับสหภาพยุโรป เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าประมงไทยในยุโรป ณ ราชอาณาจักรเบลเยียม โดยฝ่ายไทยสามารถใช้ข้อมูลปัจจุบันหักล้างข้อมูลของฝ่ายสหภาพยุโรปซึ่งเป็นข้อมูลเก่าได้ นอกจากนี้ หัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้ย้ำเจตนารมย์ของรัฐบาล
    ในการแก้ไขปัญหา รวมถึงสรุปสาระสำคัญของนโยบายและผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และแนวทางความร่วมมือระหว่างไทย-สหภาพยุโรป

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๖ มี.ค. ๕๘ นาย Jesús Miguel Sanz Escorihuela เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรป
    ประจำประเทศไทยเข้าพบและหารือข้อราชการกับ รมช.กต. โดย
    ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ไทย – สหภาพยุโรป และความคืบหน้าของไทยในการต่อต้านการค้ามนุษย์และการแก้ปัญหาในภาคประมง รวมทั้งการแก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing – IUU fishing) และปัญหาแรงงาน
           ในโอกาสนี้ รมช.กต. ได้แจ้งถึงความตั้งใจและความคืบหน้าของรัฐบาลไทยในการแก้ปัญหาในภาคประมงซึ่งสั่งสมมานาน แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นรัฐบาลชุดแรกที่มุ่งมั่นแก้ไขปัญหานี้ อย่างจริงจังและรวดเร็ว ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาสังคม จนมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม เช่น การแก้ไขพระราชบัญญัติประมงฉบับใหม่ และการติดตั้งระบบการติดตาม การควบคุมและการเฝ้าระวัง โดยการติดตั้งเครื่องมือติดตาม (Vessel Monitoring System – VMS)
           นอกจากนี้ รมช.กต. ยังย้ำให้สหภาพยุโรปพิจารณาการดำเนินการของไทยอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานระหว่างไทยและสหภาพยุโรป และได้แสดงความพร้อมของไทยที่ร่วมมือกับอียูเพื่อแก้ไขปัญหาในภาคประมง
           ทั้งนี้ หัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปกล่าวว่าเห็นความตั้งใจจริงของรัฐบาลไทยในการดำเนินการต่าง ๆ และสนับสนุนให้มีความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานไทยกับกระทรวงประมงของ
    สหภาพยุโรปด้วย

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๙ มี.ค. ๕๘ เมื่อวันที่ ๑๙ มี.ค. ๕๘ รมช.กต. เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์
    และกฎหมายที่เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหามนุษย์
    ครั้งที่ ๑/๒๕๕๘ ณ กต. ซึ่งการประชุมนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาและผลการดำเนินการของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งวางแผนการประชาสัมพันธ์ของไทยเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินการของไทยในเรื่องดังกล่าว โดยมีผู้แทนระดับสูง อาทิ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
    ฝ่ายการเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐภายใต้คณะอนุกรรมการฯ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงผู้แทนจากคณะอนุกรรมการอื่น ๆ อีก ๔ คณะ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งขึ้นเมื่อ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เข้าร่วม
           ที่ประชุมรับทราบการดำเนินการที่สำคัญในห้วงที่ผ่านมา เช่น การหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับ TIP Office ของสหรัฐฯ การรับฟังข้อคิดเห็นและพัฒนาความร่วมมือกับภาคเอกชนไทยรวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) การเดินทางไปชี้แจงสร้างความเข้าใจกับ
    ภาคส่วนต่าง ๆ ในยุโรปเกี่ยวกับการป้องกันแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ในภาคประมง
           นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาแผนการดำเนินการ
    ในอนาคตเพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิรูปการทำงานของไทยในการต่อต้านการค้ามนุษย์ เช่น การจัดทำเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์เพื่อให้ฝ่ายต่าง ๆ ได้รับทราบ การเป็นเจ้าภาพการประชุม Bali Process Regional Symposium on Trafficking for the Purpose of Labour Exploitation การร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกับออสเตรเลียภายใต้โครงการ Asia-Australia Program to Combat Trafficking in Persons (AAPTIP) การปรับปรุงการดำเนินงานและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างสายด่วน (Hotline) รับแจ้งเหตุการค้ามนุษย์และการทุจริตของเจ้าหน้าที่ การจัดทำฐานข้อมูลร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การชี้แจงพัฒนาการเรื่องการแก้ไขปัญหาของไทยให้ฝ่ายสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

 

กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้/ กรมยุโรป/ กรมองค์การระหว่างประเทศ

  1. การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

ข้อ ๖.๑๗

(๑) สร้างความร่วมมือและเจรจากับต่างประเทศเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ

(๒) เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้เข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเพิ่มองค์ความรู้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมด้านการตลาดและโอกาสในการลงทุนในต่างประเทศ

 

นโยบายที่ ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๒ การพัฒนาฐานลงทุนโดยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับอนุภูมิภาค
ข้อ ๕.๕.๘ การเร่งรัดการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีที่มีผลบังคับใช้แล้ว
ข้อ ๕.๕.๙ การส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน และการประกอบธุรกิจในเอเชีย รวมทั้งเป็นฐานความร่วมมือในการพัฒนาภูมิภาค

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๓๑ มี.ค. ๕๘ กต. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดส่งรายงานความก้าวหน้า ครั้งที่ ๒ ของการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทย ให้สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ CITES เรียบร้อยแล้ว ตามกรอบเวลาที่กำหนด
          การจัดทำรายงานความก้าวหน้าฯ ฉบับแก้ไข ครั้งที่ ๒ นี้ เป็นการสรุปผลความก้าวหน้าของการดำเนินงานในช่วงระยะเวลา ๖ เดือน (ต.ค. ๕๗ – มี.ค. ๕๘) ซึ่งไทยได้ดำเนินการแล้วเสร็จตามพันธกรณีข้างต้น โดยเฉพาะความจริงจังของรัฐบาลไทยในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหลัก ๒ ฉบับ และกฎหมายรองจำนวน ๑๗ ฉบับ อาทิ การแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๖ (๖ มาตรา) การออก พ.ร.บ. งาช้าง พ.ศ. ๒๕๕๘ การจัดทำระบบทะเบียนข้อมูล การเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย และการรณรงค์ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องเรื่องการห้ามนำเข้า-ส่งออกและการซื้อ-ขายงาช้างภายในประเทศ
          การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับเจตนารมณ์และ
    ความมุ่งมั่นของไทยที่จะเร่งแก้ไขปัญหางาช้างผิดกฎหมายและหยุดยั้งการลักลอบนำเข้างาช้าง โดยจะดำเนินการทุกวิถีทาง
    รวมทั้งอนุรักษ์และคุ้มครองช้างซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอนุสัญญา CITES

 

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

  1. การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน

ข้อ ๗.๑

เร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในภูมิภาคอาเซียนและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

นโยบายที่ ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๓ การสร้างความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๓ มี.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. มอบหมายให้นายนภดล เทพพิทักษ์ รองปลัด กต. กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ ASEAN – Thailand – New Zealand Triangular Relations ที่ Asia Forum กรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ ตามที่ได้รับเชิญจากประธาน Asia Forum ซึ่งเป็นกลุ่มเสวนาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองและทิศทางเศรษฐกิจของเอเชียในแวดวงนักการทูต นักวิชาการ และนักธุรกิจนิวซีแลนด์ โดยรองปลัด กต. ได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของไทยต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างนิวซีแลนด์กับอาเซียน ในด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และการเมืองและความมั่นคง รวมทั้งพัฒนาการทางการเมืองของไทยด้วย

 

  1. เมื่อวันที่ ๘ – ๑๑ มี.ค. ๕๘ ปลัด กต. เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงอาเซียน (ASEAN Senior Officials’ Meeting หรือ ASEAN SOM) และการประชุม Joint Preparatory Meeting ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยที่ประชุมหารือเกี่ยวกับการสร้าง Centrality ของอาเซียน การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของอาเซียนเพื่อลดความซ้ำซ้อนของบทบาทหน้าที่ตามกลไกต่าง ๆ ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาทะเลจีนใต้ การจัดทำวิสัยทัศน์ของอาเซียนหลังปี ๒๕๕๘
    การเตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียนที่จะจัดขึ้นในเดือน เม.ย. ๒๕๕๘ และการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับประเทศ
    คู่เจรจา

 

กรมอาเซียน

 

ตรวจถูกต้อง