นโยบายการต่างประเทศ

ผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและกลไกประชารัฐ : รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ ๑ เมษายน – ๓๐ เมษายน ๒๕๕๘

 

สถานะ ณ วันที่ ๖ พ.ค. ๕๘

รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กระทรวงการต่างประเทศ
ระหว่างวันที่ ๑ เมษายน
๓๐ เมษายน ๒๕๕๘

ลำดับ

นโยบายรัฐบาล/
การสั่งการของนายกรัฐมนตรี

ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑

มติคณะรัฐมนตรี

การดำเนินการ

การใช้จ่ายงบประมาณ

ผู้รับผิดชอบ

วันที่

สาระสำคัญ

แผนงาน/ โครงการ/ ผลการดำเนินการ รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานที่สำคัญ

๑. การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์

 

  1. ปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์
    (๒)  เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจ
    (๓) สนับสนุนโครงการทั้งหลายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
    (๔)  ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่สถานศึกษา หน่วยงานของรัฐเรียนรู้และเข้าใจหลักการทรงงาน และสามารถนำหลักดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการและการพัฒนา รวมถึงเร่งขยายผลโครงการที่ทรงวางรากฐานไว้ให้แพร่หลายเป็นที่ประจักษ์และเกิดประโยชน์ในวงกว้าง

นโยบายที่ ๒.๓ การสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
ข้อ ๒.๓.๑ ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ข้อ ๒.๓.๓ สังคมไทยมีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม รวมถึงการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๓๐ มี.ค. ๕๘ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานกาชาดประจำปี ๒๕๕๘ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ถวายพระพร องค์อุปนายิกา ๖๐ พรรษา ปวงประชาสุขใจ” ที่บริเวณสวนอัมพร โดยในส่วนของ กต. รอง นรม./รมว.กต. นำคณะผู้บริหาร กต. เฝ้าฯ รับเสด็จ และเมื่อวันที่ ๒ เม.ย. ๕๘ ปลัด กต.
    ได้ร่วมจุดเทียนถวายพระพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม-บรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคล ทรงมีพระชนมายุครบ
    ๖๐ พรรษา ณ เวทีกลางลานพระบรมรูปทรงม้า งานกาชาดประจำปี ๒๕๕๘ ซึ่งในส่วนของงานออกร้านของ กต. นั้น ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๓๐ มี.ค. – ๗ เม.ย. ๕๘ ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อนำรายได้จากการออกร้านขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีองค์อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เพื่อใช้ในการส่งเสริมกิจกรรมสาธารณกุศลของสภากาชาดไทย

 

 

กต.

๒. การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ

ข้อ ๒.๔

  1. การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
  2. ชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่น
  3. นำกลไกทางการทูตแบบบูรณาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น

   ๓.๑ การคุ้มครองดูแลคนไทยและผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน

   ๓.๒ การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา วัฒนธรรม การค้า

   ๓.๓ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเปิดโลกทัศน์ให้มีลักษณะสากล

 

นโยบายที่ ๕.๔ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
 

นโยบาย ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อ
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๔ การเข้าร่วมเป็นภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาคภายใต้บทบาทที่สร้างสรรค์ เป็นทางเลือกในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศในเวทีโลก
ข้อ ๕.๕.๕ การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการส่งเสริมแรงงานไทยในต่างประเทศ
ข้อ ๕.๕.๖ การมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการสร้างสังคมนานาชาติที่มีคุณภาพชีวิต ป้องกันภัยจากการก่อการร้ายและอาชญากรรม ยาเสพติด ภัยพิบัติ และการแพร่ระบาดของโรคภัย
 

นโยบายที่ ๕.๖ ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่นยืน
ข้อ ๕.๖.๖ การเพิ่มบทบาทประเทศไทยในเวทีประชาคมโลกที่เกี่ยวข้องกับกรอบความตกลงและพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

 

 

กรอบทวิภาคี

  1. เมื่อวันที่ ๓๑ มี.ค. ๕๘ นาย Philip Calvert เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ นรม. ณ ทำเนียบรัฐบาล

 

  1. เมื่อวันที่ ๓๑ มี.ค. ๕๘ นายบัณฑิต หลิมสกุล เลขาธิการ Asia Cooperation Dialogue (ACD) เข้าเยี่ยมคารวะปลัด กต. ณ กต. โดยทั้งสองฝ่ายหารือเรื่องการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ACD Summit ครั้งที่ ๒ ของไทย และการยกระดับสำนักเลขาธิการชั่วคราว ACD เป็นสำนักเลขาธิการถาวร ACD โดยเลขาธิการฯ
    แจ้งท่าทีอย่างไม่เป็นทางการของประเทศสมาชิก ACD บางประเทศ (คูเวต และซาอุดีอาระเบีย) ว่าการจัดการประชุม ACD Summit
    ครั้งที่ ๒ คู่ขนานกับการประชุม UNGA สมัยที่ ๗๐ ที่นครนิวยอร์ก ในเดือน ก.ย. ๒๕๕๘ อาจลดระดับความสำคัญของ ACD และส่งผลต่อการพิจารณาเข้าร่วมของผู้นำ ACD ซึ่งปลัด กต. รับทราบและจะนำไปพิจารณาต่อไป สำหรับเรื่องการยกระดับสำนักเลขาธิการชั่วคราว ACD ปลัด กต. ไม่ขัดข้องเรื่องการจัดตั้งสำนักเลขาธิการถาวร ACD ที่คูเวต โดย ขอให้สำนักเลขาธิการฯ ผลักดันเรื่องนี้ในการประชุมระดับสูงของ ACD ต่อไป

 

  1. เมื่อวันที่ ๑ เม.ย. ๕๘ คณะอดีตเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยคณะอดีตเอกอัครราชทูตอินเดียเสนอให้มีการขยายความร่วมมือใน
    ด้านอวกาศ รถไฟและการคมนาคมทางราง ความเชื่อมโยง พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานทดแทน เทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมยา ความมั่นคงและการป้องกันประเทศ รวมทั้งเพิ่มมูลค่าทางการค้าและการส่งออกระหว่างกัน นอกจากนี้ได้เสนอให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมด้านวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และขยายความร่วมมือระหว่างกัน

       นอกจากนี้ คณะอดีตเอกอัครราชทูตอินเดีย ส่งเสริมให้ไทยเข้าไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในอินเดีย ตามนโยบาย Smart Cities ของอินเดีย ซึ่งรอง นรม./รมว. กต. แจ้งว่าไทยยินดีสนับสนุนให้อินเดียจัด Road Show โครงการ Smart Cities ในไทย และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกันทั้งสองฝ่ายหารือเพื่อดำเนินการต่อไป และได้สนับสนุนให้ไทยเข้ามาลงทุนในอินเดียในฐานะประเทศผู้ผลิต เนื่องจากอินเดียมีศักยภาพในด้านดังกล่าวและพร้อมที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งของโลก

       คณะอดีตเอกอัครราชทูตอินเดียให้ความเห็นว่าการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและอินเดียจะนำไปสู่สัมพันธภาพทางการเมืองที่ใกล้ชิดขึ้น โดยที่ผ่านมามีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับ นรม.อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าอินเดียให้ความสัมพันธ์แก่ไทยในฐานะประเทศหุ้นส่วนเป็นอย่างสูง
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นไม่ถือเป็นอุปสรรคในการสานต่อความสัมพันธ์ และอินเดียเชื่อว่าไทยจะมีหนทางของตนในการหาทางออกรวมทั้งแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้

 

  1. เมื่อวันที่ ๒ เม.ย. ๕๘ นาย Peng Qing Hua เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ เขตปกครองพิเศษกว่างซีจ้วง เข้าเยี่ยมคารวะและ
    พบหารือกับ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับกว่างซีและไทยกับจีนในภาพใหญ่ อาทิ การฉลองโอกาสครบรอบ
    ๔๐ ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ในระดับประชาชน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนการเรียนการสอนภาษาไทยและภาษาจีน เนื่องจากกว่างซีมีสถาบันการศึกษาที่สอนภาษาไทยมากถึง ๒๔ แห่ง และมีนักศึกษาเรียนภาษาไทยในแต่ละปีถึง ๕,๐๐๐ คน

        ภายหลังการหารือ ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่อง
การจัดตั้งคณะทำงานไทย-กว่างซี ระหว่างกงสุลใหญ่
ณ นครหนานหนิง กับอธิบดีสำนักงานการต่างประเทศ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ซึ่งคณะทำงานดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการกระชับความร่วมมือระหว่างไทย-กว่างซีอย่างรอบด้าน และเป็นเวทีในการหารือเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าและการลงทุนระหว่างกันในอนาคต นอกจากนี้ ผู้แทนรัฐบาลจีนเชิญ นรม. และ รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมพิธีเปิดงาน China-ASEAN Expo ครั้งที่ ๑๒ ในเดือน ก.ย. ๒๕๕๘ ที่นครหนานหนิง ซึ่งจีนได้เชิญให้ไทยเป็นประเทศเกียรติยศในปีนี้

 

  1. เมื่อวันที่ ๒ เม.ย. ๕๘ นาง Retno Lestari Priansari Marsudi รมว.กต. อินโดนีเซีย เข้าเยี่ยมคารวะและพบหารือกับ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันความพร้อมที่จะกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีและเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือทุกด้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันและของภูมิภาคอาเซียน
    และรมว.กต. อินโดนีเซียพร้อมให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทยในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องประมงและการให้ความช่วยเหลืออพยพคนไทยในเยเมน

     ในการนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะให้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจจำเพาะระหว่างไทยกับอินโดเซียด้วย

 

  1. เมื่อวันที่ ๒ เม.ย. ๕๘ นาย Ajit Doval ที่ปรึกษาความมั่นคงของอินเดียเข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยนาย Doval ได้แสดงความยินดีที่ความร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียมีการพัฒนายิ่งขึ้นในทุกมิติ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านความมั่นคง ซึ่งอินเดียมีความสนใจที่จะพัฒนาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Industry) เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเผชิญภัยคุกคามทั้งในรูปแบบเดิม (traditional security) และรูปแบบใหม่ (non-traditional security) โดยความร่วมมือดังกล่าวจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ องค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอินเดียและไทยให้มีประสิทธิภาพและลดการพึ่งพาจากภายนอก
           รอง นรม./รมว.กต. กล่าวขอบคุณอินเดียสำหรับความร่วมมือที่ดีตลอดมา และเห็นว่าความร่วมมือในด้านดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอินเดียถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่งในเอเชียและมีความก้าวหน้ามากกว่าไทย

 

  1. เมื่อวันที่ ๓ – ๕ เม.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบความสัมพันธ์ ๔๐ ปีระหว่างไทย-จีน โดยรอง นรม./รมว.กต. ถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

 

  1. เมื่อวันที่ ๗ เม.ย. ๕๘ ดร.วิษณุ เครืองาม รอง นรม. ในฐานะผู้เชี่ยวชาญกฎหมายของรัฐบาล พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. และ พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงต่อคณะทูตและสื่อมวลชนเกี่ยวกับการยกเลิกกฎอัยการศึกและการประกาศใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้แทนคณะทูตจาก ๖๖ ประเทศ ๑๒ องค์การระหว่างประเทศ และผู้สื่อข่าว ๑๓๗ คน เข้าร่วมรับฟัง

 

  1. เมื่อวันที่ ๖ – ๗ เม.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เดินทางเยือนฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
  1. รอง นรม./รมว.กต. พบหารือกับ รมว.กต. ฟิลิปปินส์ที่ กต. ฟิลิปปินส์ ซึ่งแสดงความยินดีที่รัฐบาลไทยยกเลิกกฎอัยการศึก โดยรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ยกเลิกคำเตือนการเดินทางไปประเทศไทยแล้ว
  2. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ให้มีพลวัตยิ่งขึ้นภายใต้กลไกความร่วมมือทวิภาคี โดย รอง นรม./รมว.กต. เชิญรมว.กต. ฟิลิปปินส์เยือนไทยอย่างเป็นทางการเพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-ฟิลิปปินส์ ครั้งที่ ๖ ในช่วงครึ่งหลังของปี ๒๕๕๘ ขณะเดียวกัน รมว.กต. ฟิลิปปินส์ก็แจ้งความพร้อมของฝ่ายฟิลิปปินส์ที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านการค้า ครั้งแรก และการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยความร่วมมือทางทหารครั้งแรก ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๗ ก.ค. ๒๕๕๘ ในโอกาสนี้ รมว.กต. ฟิลิปปินส์ ในนามของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้เชิญ นรม. เยือนฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการในโอกาสแรก
  3. ทั้งสองฝ่ายยินดีกับมูลค่าการค้าและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์เป็น ๘,๔๘๐.๔๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    ในปี ๒๕๕๗ และฝ่ายฟิลิปปินส์ยินดีที่ภาคเอกชนไทยขยายการลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง รอง นรม./รมว.กต. ขอบคุณฝ่ายฟิลิปปินส์ที่ให้การดูแลและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนแก่ภาคเอกชนไทยในฟิลิปปินส์ และขณะเดียวกันได้สนับสนุนให้ภาคเอกชนฟิลิปปินส์ขยายการลงทุนในไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าการลงทุนระหว่างสองฝ่าย นอกจากนี้ รอง นรม./รมว.กต. ยินดีที่มี
    ชาวฟิลิปปินส์เดินทางเยือนไทยจำนวนมากในแต่ละปี และพร้อมร่วมมือกับฝ่ายฟิลิปปินส์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน รวมถึงการเร่งรัดให้มีการให้สัตยาบันร่างบันทึกความเข้าใจด้านบริการเดินอากาศโดยเร็ว
  4. รมว.กต. ฟิลิปปินส์แสดงความซาบซึ้งในพระมหา-กรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
    ที่ทรงรับโรงเรียนในฟิลิปปินส์ ๓ แห่ง ภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระราชูปถัมภ์ โดยทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาและวิชาการ การต่อต้านยาเสพติด และการเกษตร ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องให้มีการเร่งรัดการลงนามร่างบันทึกความตกลงว่าด้วยการแลกเปลี่ยนครูระหว่างกัน
  5. รอง นรม./รมว.กต. แจ้งความพร้อมของฝ่ายไทยที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ครั้งแรก ในปี ๒๕๕๘ เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและการเกษตร นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับโครงการความร่วมมือ ๒ ฝ่าย ในการสนับสนุนการสร้างศักยภาพให้กับผู้ประกอบการสตรีในกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม ภูฎาน บังคลาเทศ เนปาล และติมอร์-เลสเต
  6. รมว.กต. ฟิลิปปินส์ขอบคุณรัฐบาลไทยที่มอบเงินช่วยเหลือจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐและข้าว ๕๐๐ ตัน ให้แก่ฟิลิปปินส์ที่ประสบความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่น Hagupit โดย
    ทั้งสองฝ่ายตกลงกันที่จะร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่อไป
  7. ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นภูมิภาคและระหว่างประเทศที่มีความสนใจร่วมกัน โดย รอง นรม./รมว.กต. ขอบคุณฟิลิปปินส์ที่สนับสนุนการทำหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-จีนของไทย และขอรับการสนับสนุนจากฟิลิปปินส์ในการทำหน้าที่ดังกล่าวเพื่อให้มีการปฏิบัติตามปฏิญญาว่าด้วยแนวทางปฏิบัติในทะเลจีนใต้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งเร่งรัดการจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียน อาทิ ความร่วมมือระหว่างกันในการอพยพประชาชนของประเทศอาเซียนออกจากบริเวณที่มีปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัย อาทิ ในเยเมน และหารือเกี่ยวกับการขับเคลื่อนประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศในกรอบต่าง ๆ ในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุมเอเชีย – ยุโรป และเวทีความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกและลาตินอเมริกา ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก ซึ่งฟิลิปปินส์จะเป็นเจ้าภาพในเดือน พ.ย. ๒๕๕๘
     
  1. เมื่อวันที่ ๘ เม.ย. ๕๘ นาย Dmitry Anatolyevich Medvedev นรม. รัสเซียเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
  1. ด้านความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย ไทยและรัสเซียจะฉลองวาระครบรอบ ๑๒๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซีย ในปี ๒๕๖๐ โดยมีกิจกรรมและโครงการที่จะนำไปสู่ความร่วมมือที่ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชน โดย นรม. ได้กล่าวเชิญ ปธน. รัสเซีย เยือนไทยอย่างเป็นทางการ

      ในการนี้ ทั้งสองฝ่ายแสดงเจตจำนงที่จะยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทย-รัสเซียให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น นรม. และ นรม. รัสเซียมอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องหารือกันเพื่อกำหนดแผนงานการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี ซึ่งรัสเซียเสนอจะเป็นเจ้าภาพในกลางปี ๒๕๕๘ ให้มีผลเป็นรูปธรรมต่อไป โดย นรม. รัสเซียยินดีที่ รอง นรม./รมว.กต. จะเดินทางไปร่วมการประชุมดังกล่าว รวมทั้งเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ฝ่ายรัสเซียได้เชิญ นรม. ไปเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการด้วย

  1. ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้เป็นหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ๒๕๕๙ โดยจะเปิดตลาดสินค้าระหว่างกันให้มากขึ้น และพร้อมสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน
                  นรม. เสนอให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้แทนการค้าและภาคเอกชน และเสนอให้ดำเนินโครงการเมืองพี่เมืองน้องทางธุรกิจและได้เชิญชวนให้รัสเซียเข้ามาลงทุนในโครงการ Rubber City และบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตลอดจนการลงทุน
    ในลักษณะ "ไทยบวกหนึ่ง" ซึ่งจะได้รับสิทธิสิทธิประโยชน์พิเศษด้านการลงทุนจากทางการ ซึ่งทางรัสเซียสนใจที่จะมาตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถบรรทุกในไทย พร้อมกับกล่าวเชิญชวนให้ภาคเอกชนไทยไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจใหม่บริเวณภาคตะวันออกของรัสเซีย โดยเฉพาะในสาขาอาหารและสินค้าเกษตร

        นรม. รัสเซียเชิญชวนให้ไทยพิจารณาเข้าร่วมความตกลงเขตการค้าเสรียูเรเชียน ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิก ๕ ประเทศ รวมทั้งรัสเซียและมีประชากรรวมกันกว่า ๗๐๐ ล้านคน ซึ่งไทยรับที่จะไปพิจารณาต่อไป

  1. ด้านอาหารและสินค้าเกษตร นรม. ขอบคุณรัฐบาลรัสเซียที่ให้การสนับสนุนการนำเข้าอาหารและสินค้าเกษตรจากไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเนื้อสุกร ซึ่งเมื่อเดือน ธ.ค. ๒๕๕๗ ไทยสามารถส่งออกสินค้าเนื้อสุกรแช่แข็งไปยังรัสเซียได้ เป็นครั้งแรก

        ทั้งสองฝ่ายหารือเรื่องการลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกด้านการค้า รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจเอกชนระหว่างกัน นรม. ยืนยันความพร้อมของไทยที่จะส่งออกสินค้ายางพาราไปรัสเซีย เพื่อรองรับความต้องการสินค้ายางพาราของรัสเซียซึ่งนำไปใช้ในการตลาดการผลิตรถยนต์ จึงขอให้รัฐบาลรัสเซียสนับสนุนการนำเข้าสินค้ายางพาราจากไทยเพิ่มขึ้นและ พิจารณา
ผ่อนปรนกฎระเบียบการนำเข้าต่าง ๆ รวมถึงรับรองโรงงานผลิต
เนื้อไก่แปรรูป และผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของไทยเพิ่มเติม โดย นรม. รัสเซียรับที่จะพิจารณาปริมาณความต้องการยางพาราในประเทศ และแจ้งให้ฝ่ายไทยทราบ รวมทั้งจะเร่งรัดที่จะขยายปริมาณการรับรองโรงงานผลิตอาหารของไทย

  1. ความร่วมมือทางด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม
    นรม. ทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในแผนดำเนินกิจกรรมร่วมด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยและรัสเซีย ค.ศ. ๒๐๑๕ - ๒๐๑๗ ซึ่งครอบคลุมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน และสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับการดูแลนักท่องเที่ยวของทั้งสองฝ่าย ส่วนความร่วมมือด้านวัฒนธรรม นรม. ยินดีที่รัสเซียมีแผนจะจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมรัสเซียที่กรุงเทพฯ ในอนาคตอันใกล้
  2. ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมมือด้าน
    ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ
  3. ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นรม. สนใจที่จะร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมกับรัสเซีย ซึ่งรัสเซียยินดีที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญมาแลกเปลี่ยนกับฝ่ายไทย
  4. ความร่วมมือด้านการศึกษา รัสเซียพร้อมที่จะให้ทุนแก่นักศึกษาไทยเพื่อไปศึกษาต่อที่รัสเซียเพิ่มขึ้น และตั้งศูนย์การศึกษาด้านเอเชียแปซิฟิกที่มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทิร์นในไทย
  5. ความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ไทยยินดีที่จะสนับสนุน
    การจัดประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย เพื่อเฉลิมฉลองความร่วมมือระหว่างอาเซียน-รัสเซียครบรอบ ๒๐ ปี ในปี ๒๕๕๙

       ในการนี้ นรม. ไทยและรัสเซียร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอกสารต่าง ๆ ดังนี้
       (๑) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างกระทรวงพลังงานไทยกับกระทรวงพลังงานรัสเซีย
       (๒) แผนการดำเนินกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับรัสเซีย ค.ศ. ๒๐๑๕-๒๐๑๗
       (๓) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมของไทยกับกระทรวงวัฒนธรรมรัสเซีย
       (๔) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านยาเสพติดระหว่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของไทยกับสำนักงานเพื่อการควบคุมยาเสพติดของรัสเซีย และ
       (๕) บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกับกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจของรัสเซีย

  1. เมื่อวันที่ ๘ เม.ย. ๕๘ นายหวัง จั้วอัน ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการศาสนาแห่งชาติจีน (เทียบเท่า รมช.) เข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. ณ ห้องบัวแก้ว กต. โดยการเยือนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเยือนต่อเนื่อง อินเดีย – เนปาล – ไทย ซึ่งจัดโดยองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (World Fellowship of Buddhists) และแสดงความยินดีที่ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีตลอดเวลา โดยในส่วนของศาสนา สำนักงานกิจการศาสนาแห่งชาติจีนได้อัญเชิญพระสารีริกธาตุทั้ง ๒ องค์มาประดิษฐานชั่วคราวในไทยเพื่อให้ประชาชนไทยได้สักการะอย่างต่อเนื่อง ในการนี้ การที่จีนระบุให้กิจกรรมทางศาสนาอยู่ในกิจกรรมเฉลิมฉลองทางการทูต ไทย – จีน ๔๐ ปี จะเปิดโอกาสให้จีนและไทยมีความร่วมมือด้านการศาสนาและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในระดับประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๗ เม.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. มอบหมายให้ รมช.กต. เป็นผู้แถลงผลงานกลุ่มภารกิจด้านการต่างประเทศของรัฐบาล ในรอบ ๖ เดือน ณ ทำเนียบรัฐบาล สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้  รัฐบาลได้ดำเนินการด้านการต่างประเทศ ตามนโยบายข้อ ๒.๔ ที่ได้แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๒ ก.ย. ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นการต่างประเทศที่ครอบคลุมแนวทางรอบด้าน ที่จะนำไปสู่ “ความมั่นคงของชาติ และความมั่งคั่งของประชาชน” โดยมีสาระสำคัญหลัก ๆ ๕ มิติ คือ
            (๑) การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ โดยการเยือนต่างประเทศของผู้แทนรัฐบาลระดับสูง ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี และการพบหารือกับผู้แทนและคณะทูตต่างประเทศที่ขอเข้าเยี่ยมคารวะผู้แทนระดับสูงของไทย โดยประสบความสำเร็จในการสร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์การเมืองไทย และต่อท่าทีไทยและบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศต่าง ๆ ได้ลดระดับการเตือนการเดินทางมาประเทศไทยและไม่มีการห้ามเดินทางเข้าประเทศไทย อีกทั้งได้มีการเยือนไทยของบุคคลระดับสูงจากหลายประเทศ ตลอดจนการยอมรับบทบาทไทยในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญต่าง ๆ
            (๒) การต่างประเทศเป็นส่วนประกอบสำคัญของนโยบายองค์รวมทั้งหมดในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยกระทรวงการต่างประเทศสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ โครงการร่วมมือด้านรถไฟกับจีนและญี่ปุ่น โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในบริเวณชายแดน และการผลักดันความร่วมมือในแก้ไขปัญหาผ่านกรอบความร่วมมือต่าง ๆ
            (๓) การนำกลไกทางการทูตเชิงบูรณาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยส่งเสริมการทำงานในมิติต่างประเทศอย่างเป็นเนื้อเดียวกันของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อาทิ การดำเนินการอย่างเป็นเอกภาพในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และประมงผิดกฎหมาย และการดำเนินการอย่างเป็นเอกภาพในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
            (๔) การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยการคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชน การพัฒนางานบริการประชาชน โดยมีผลงานสำคัญด้านการคุ้มครองและดูแลคนไทยในต่างประเทศ อาทิ การช่วยเหลือลูกเรือประมงไทยจากโจรสลัดโซมาเลีย การช่วยเหลือลูกเรือประมงไทยที่ตกค้างในอินโดนีเซียกว่า ๒๐๐ คน การอพยพคนไทยออกจากลิเบียและเยเมน ซึ่งอยู่ในภาวะสงครามกว่า ๑,๑๐๐ คน
            (๕) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อาทิ การเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน การพัฒนาโลกทัศน์ผ่านโครงการ
    บัวแก้วสัญจร วิทยุสราญรมย์สัญจร และกงสุลสัญจร การเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่กลุ่มเยาวชนไทยในต่างประเทศ การพัฒนาเยาวชนผ่านโครงการมูลนิธิยุวทูตความดี ตลอดจนโครงการปณิธานความดี
    ปีมหามงคล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสปีมหามงคลของสถาบันพระมหากษัตริย์ ปี ๒๕๕๘ – ๒๕๖๐

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๒ – ๒๓ เม.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. ได้พบหารือกับผู้แทนประเทศในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา ระหว่างการประชุมเอเชีย – แอฟริกา ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ดังนี้
            (๑) การพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือโมร็อกโก โดย รอง นรม./รมว.กต. ได้ขอบคุณรัฐบาลโมร็อกโกที่ได้ถวายการต้อนรับ ศาสตรจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี อย่างสมพระเกียรติในระหว่างเสด็จเยือนโมร็อกโก เพื่อเป็นองค์ปาฐกในการประชุม International Organization for Chemical Sciences in Development (IOCD) Symposium “The Plant Kingdom: Sources of Drugs, Nutraceuticals and Cosmetics” ที่เมืองมาร์ราเกช นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือกับเกี่ยวกับการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยเฉพาะด้านความร่วมมือ ด้านการศึกษา การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ และการส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชน และเห็นพ้องที่จะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกัน
            (๒) การพบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาร์ โดยรัฐมนตรีทั้งสามได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค และเห็นพ้องกันที่จะร่วมพันผลักดันความร่วมมือในกรอบอาเซียนให้ความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด เพื่อรองรับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้
            (๓) การพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแกมเบีย โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะในด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนา โดยแกมเบียสนใจที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญมาศึกษาองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และสินค้าหัตถกรรมจากไทย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูงระหว่างกัน

 

  1. เมื่อวันที่ ๓๐ เม.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. พบหารือกับนาย Haoliang Xu ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติ ผู้ช่วยผู้บริหารและผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ โดยทั้งสองฝ่ายหารือถึงแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาในอนาคต โดยเฉพาะการดำเนินงานตามกรอบการดำเนินงานหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างไทยกับสหประชาชาติ (United Nations Partnership Framework หรือ UNPAF ๒๐๑๒-๒๐๑๖) และการจัดทำกรอบความร่วมมือฉบับใหม่ ซึ่งควรให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาการศึกษา และนวัตกรรม สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนเสริมสร้างบทบาทของไทยในความร่วมมือแบบใต้-ใต้

 

กรอบพหุภาคี

  1. เมื่อวันที่ ๓๐ มี.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เป็นประธานการประชุม Asia-Europe Meeting (ASEM) Symposium on the Future Direction of ASEM ณ โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน โดยรอง นรม./รมว.กต. ได้เสนอวิสัยทัศน์ ๕ ข้อ ต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา ได้แก่ (๑) การสร้างเขตเศรษฐกิจ ASEM ร่วมกัน ผ่านความเชื่อมโยงและการติดต่อทางเศรษฐกิจ (๒) การผลักดันให้ ASEM เป็นเขตที่มีสันติภาพและเสถียรภาพ โดยเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ร่วมกัน (๓) ส่งเสริมให้สมาชิก ASEM แสดงจุดยืนร่วมกันใน
    การเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนา รวมทั้งส่งเสริมความอดกลั้นและทางสายกลาง เพื่อแก้ไขปัญหาลัทธิหัวรุนแรงและลัทธิสุดโต่ง (๔) เพิ่มพูนความร่วมมือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิต
    ความเป็นอยู่ของประชาชนและการติดต่อระหว่างประชาชนของทั้งสองภูมิภาค และ (๕) เสริมสร้างความเข้มแข็งและปรับปรุงกระบวนการ ASEM (ASEM Process) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและนำไปสู่โครงการความร่วมมือที่มีผลเป็นรูปธรรมระหว่างกัน

       การประชุม ASEM Symposium ในครั้งนี้ประกอบด้วย
การอภิปรายของผู้ทรงคุณวุฒิ จากประเทศสมาชิก ASEM ทั้งฝ่ายเอเชียและยุโรป โดยแบ่งการหารือเป็น ๕ หัวข้อ ได้แก่ (๑) ภาพรวม (๒) เสาการเมือง (๓) เสาเศรษฐกิจ (๔) เสาสังคมและวัฒนธรรม
(๕) ข้อสรุปการประชุม โดยเน้นให้ความสำคัญใน ๓ ประเด็นหลัก ได้แก่ การประมวลความสำเร็จและความท้าทายของ ASEM
ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา ความคาดหวังต่อ ASEM ในทศวรรษที่ ๓
และแนวทางและวิธีการในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๕ เม.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมพิธีเปิด Innovation Room หรือห้องนวัตกรรม ในช่วง Cyber Security Week ก่อนการประชุม Global Conference on Cyberspace
    ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ห้องนวัตกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๓ - ๑๗ เม.ย. ๒๕๕๘ โดยเป็นนิทรรศการที่นำเสนอและสาธิตนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีด้านความมั่นคง เพื่อแสดงพัฒนาการที่ทันสมัยด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ และเปิดโอกาสให้มีการสร้างเครือข่ายกับผู้เชี่ยวชาญทางไซเบอร์ โดยนวัตกรรมที่นำมาแสดงเป็นผลงานและความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ภาครัฐและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตระหนักรู้จากภัยคุกคามทางไซเบอร์และความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในการป้องกันสังคม

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๖ เม.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมประชุม Global Conference on Cyberspace ครั้งที่ ๔ ณ กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ โดย รอง นรม./รมว.กต. ได้กล่าวถ้อยแถลงในระหว่างการประชุม โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
  1. การแสดงความยินดีต่อรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ที่เป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้ได้อย่างดียิ่ง โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำคัญในการประชุม และย้ำว่าประเทศไทยตระหนักถึงอิทธิพลและความสำคัญของเทคโนโลยีอินเตอร์เนตในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนา โดยเฉพาะในช่วงที่อาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคม โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลในการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลให้ดำเนินควบคู่กับการส่งเสริมความมั่นคงทางไซเบอร์ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยยืนยันที่จะร่วมมือกับนานาประเทศต่อไป
  2. ความพยายามของไทยในการสร้างความปลอดภัยในการซื้อขายและทำธุรกรรมออนไลน์ โดยสนับสนุนให้ทุกฝ่าย ทั้งภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ การศึกษา มีส่วนร่วมในการพัฒนายุทธศาสตร์และกฎหมายด้านไซเบอร์ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  3. ไทยพร้อมร่วมมือกับมิตรประเทศในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ อาทิ กับสหประชาชาติและอาเซียนในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้เทคโนโลยีไซเบอร์เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเท่าเทียมและยั่งยืนไปพร้อมกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๐ เม.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีเอเชีย – แอฟริกา (Asian – African Ministerial Meeting) ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) หัวข้อหลักของการประชุมระดับรัฐมนตรีเอเชีย – แอฟริกา คือเรื่องสามเสาหลักของหุ้นส่วนใหม่ทางยุทธศาสตร์เอเชีย – แอฟริกา (New Asian – African Strategic Partnership – NAASP) ซึ่งประกอบด้วย ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้านการเมือง
    ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการพัฒนา ซึ่งเป็นความท้าทายที่สำคัญของกลุ่มประเทศในเอเชียและแอฟริกา และย้ำความสำคัญของการนำความร่วมมือแบบใต้ – ใต้ มาใช้เป็นกรอบในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเอเชียและแอฟริกา เพื่อนำไปสู่การบรรลุสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของโลก
          (๒) รอง นรม./รมว.กต. ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมและย้ำถึงเจตนารมย์ของไทยในการดำเนินการตามพันธกรณีของหุ้นส่วนใหม่ทางยุทธศาสตร์เอเชีย – แอฟริกา โดยไทยสนับสนุนการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียและประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ภายใต้กรอบความร่วมมือแบบใต้ – ใต้ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของโลก และพร้อมให้ความร่วมมือด้านการพัฒนาและความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา โดยเฉพาะในการแบ่งปันประสบการณ์และแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันเนื่องมาตจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
          (๓) รอง นรม./รมว.กตง ได้พบหารือกับนายมหินทรา บาฮาดูร์ ปันเดย์ รมว.กต. เนปาล เกี่ยวกับการเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความร่วมมือเพื่อการพัฒนา และการกระชับความสัมพันธ์ในระดับประชาชน

 

การทูตเพื่อประชาชน

  1. กต. ได้ร่วมกับ พม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินภารกิจของหน่วยเฉพาะกิจช่วยเหลือลูกเรือประมงไทยในอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ ๒๗ มี.ค. – ๘ เม.ย. ๕๘ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่คนไทยที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยได้ประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นของอินโดนีเซียในการช่วยเหลือลูกเรือประมงไทยที่ตกค้างในเกาะอำบนและเกาะอื่นๆ และได้จัดตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาและส่งกลับแรงงานไทยในอินโดนีเซีย”ที่ท่าเรืออำบนเป็นการชั่วคราว เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลของลูกเรือประมงไทยที่ประสงค์เดินทางกลับไทย โดยมีลูกเรือประมงไทยที่แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับไทยรวมทั้งสิ้น
    ๑๗๐ คน แบ่งเป็นคนไทย ๗๙ คน จากเกาะอำบนและบริเวณใกล้เคียง
           ในวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๘ สถานเอกอัครราชทูต
    ณ กรุงจาการ์ตา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจฯ และกองทัพอากาศ ได้ส่งลูกเรือประมงไทย จำนวน ๖๘ คนเดินทางกลับถึงไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร ๒ กองบิน ๖โดยเที่ยวบินพิเศษ C130ในเวลา ๑๕.๐๐ น. และได้ส่งมอบลูกเรือประมงไทยให้กับ พม. เพื่อดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือตามกระบวนการต่อไป
           อนึ่ง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ยังคงให้
    ความช่วยเหลือลูกเรือประมงไทยที่ยังตกค้างในอินโดนีเซียและประสงค์เดินทางกลับอย่างต่อเนื่อง โดยได้ประสานงานและได้รับ
    ความร่วมมืออย่างดียิ่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอินโดนีเซีย ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือน ต.ค. ๒๕๕๗ กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือและส่งลูกเรือประมงไทยที่ตกค้างในอินโดนีเซียกลับประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น ๒๔๔ คน โดยในจำนวนนี้เป็นลูกเรือประมงไทยที่ตกค้างอยู่ที่เกาะอำบน ๑๖๖ คน
  2. เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศเยเมนได้พัฒนาไปถึงระดับที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยในเยเมน จำนวน ๑๙๓ คน (ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาไทย พำนักและศึกษาอยู่ที่เมืองตารีมและเมืองมูคอลลาทางภาคตะวันตกของประเทศเยเมน) กต. จึงได้ดำเนินการอพยพคนไทยออกจากประเทศเยเมนโดยเร่งด่วน ดังนี้ (๑)

 

ได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อช่วยเหลือคนไทยในเยเมน ณ ห้องประชุมศูนย์ ICT กต. อาคารถนนศรีอยุธยา (ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๓๑ มี.ค. ๕๘) และศูนย์ปฏิบัติการย่อยที่กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล (ตั้งแต่วันที่ ๒๙ มี.ค. ๕๘) เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต และสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และเป็นจุดรับการติดต่อสอบถามจากครอบครัวและญาติของคนไทยในเยเมน รวมทั้งติดตามความคืบหน้าประเมิน และรายงานสถานการณ์ในเยเมน นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าที่เมือง Salalah ซึ่งเป็นเมืองในประเทศโอมานที่ตั้งอยู่ใกล้พรมแดนโอมาน-เยเมน และเป็นเมืองที่นักศึกษาไทยจะพำนักชั่วคราวก่อนจะเดินทางต่อไปยังกรุงมัสกัตและเดินทางกลับประเทศไทยต่อไปและ (๒) ได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศเยเมน และสถานเอกอัครราชทูตไทยในกลุ่มประเทศรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ร่วมกันดำเนินการอพยพคนไทยออกจากเยเมน
       ทั้งนี้ จากนักศึกษา/คนไทยในเยเมน จำนวนทั้งสิ้น ๑๙๓ คน มีนักศึกษา/คนไทยอพยพออกจากเยเมนกลับประเทศไทยแล้วเป็นจำนวน ๑๒๕ คน และมีนักศึกษา/คนไทยไม่ประสงค์จะอพยพออกจากเยเมน จำนวน ๖๘ คน ซึ่ง กต. และสถานเอกอัครราชทูตก็มีการติดต่อด้วยเป็นประจำ และพร้อมที่จะช่วยเหลือหากเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นและจำเป็นต้องอพยพกลับประเทศ

 

กิจกรรมสำคัญ

  1. เมื่อวันที่ ๒๘ เม.ย. – ๑ พ.ค. ๕๘ กต. ได้จัดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลกประจำปี ๒๕๕๘ โดยมีหัวข้อหลักคือ การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งนี้ เป็นการจัดครั้งแรกหลังจากว่างเว้นไป ๓ ปี
          การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในเวลาที่บริบทโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปในหลายด้าน ทั้งเรื่องพลวัตของภูมิภาค การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รวมถึงโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ ที่ประชาคมโลกต้องเผชิญ โดยมีการหารือ “แผนยุทธศาสตร์กระทรวงการต่างประเทศ ๔ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๖๑)” เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานของกระทรวงการต่างประเทศทุกด้าน
    ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในด้านต่างๆ ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีของไทย การกระชับความร่วมมือกับนานาประเทศ การกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศมุสลิม การดำเนินการทูตเชิงเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย และการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยเป็นต้น
          ในการนี้ เมื่อวันที่ ๒๙ เม.ย. ๕๘ นรม. ได้เป็นประธานเปิด
    การประชุมอย่างเป็นทางการ โดยได้ให้นโยบายและแนวทางการทำงานแก่คณะเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่และเน้นย้ำการทำงานการทูตแบบเชิงรุกและเชิงลึก คือ การขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องวิเคราะห์และประมวลข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทุกด้านจากต่างประเทศ เพื่อให้หน่วยงานไทยใช้ประโยชน์และต่อยอดองค์ความรู้ต่างๆ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำบทบทของเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ในฐานะทีมประเทศไทยในต่างประเทศว่าจะต้องบูรณาการการทำงานกับทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
          ที่ประชุมยังได้รับฟังการบรรยายพิเศษจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อาทิ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นอย่างกว้างขวางระหว่างเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่กับวิทยากรและผู้เข้าร่วมการประชุม การประชุมยังเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายกับภาคเอกชนและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเมื่อวันที่ ๑ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. ได้เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงรับรองกับภาคเอกชนเพื่อสร้างเครือข่ายและสนับสนุนการประสานงานระหว่างกันในการขับเคลื่อนให้การต่างประเทศและเศรษฐกิจไทยสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับพลวัตการเมืองและเศรษฐกิจโลก

 

กต./
ทุกกรม/
ทุกสำนัก

 

  1. การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ

ข้อ ๓.๒

ป้องกันและแก้ไขปัญหา
การค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหา
ผู้หลบหนีเข้าเมือง การทารุณกรรมต่อแรงงานข้ามชาติ
การท่องเที่ยวที่เน้นบริการทางเพศและเด็ก และปัญหาคนขอทาน โดยการปรับปรุงกฎหมายข้อบังคับที่จำเป็นและเพิ่มความเข้มงวดในการระวังตรวจสอบ

นโยบายที่ ๕.๑ ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมในสังคม

ข้อ ๕.๑.๑ การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้ทุกคนในสังคมไทยควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการจัดการความเสี่ยงและสร้างโอกาสในชีวิตตนเอง

ข้อ ๕.๑.๒ การจัดบริการทางสังคมให้ทุกคนตามสิทธิขั้นพื้นฐาน เน้นการสร้างภูมิคุ้มกันระดับปัจเจก และสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในการพัฒนาประเทศ

ข้อ ๕.๑.๓ การเสริมสร้างพลังให้ทุกภาคส่วนสามารถเพิ่มทางเลือกการใช้ชีวิตในสังคมและมีส่วนร่วมในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๓๑ มี.ค. ๕๘ รมช.กต. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์และกฎหมายเรื่องการค้ามนุษย์แถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินการต่อต้านการค้ามนุษย์สาระสำคัญมีดังนี้

       - ในห้วงเดือน ม.ค.-มี.ค. ๒๕๕๘ มีการดำเนินคดีค้ามนุษย์เพิ่มเติม ๑๘ คดี ขยายผลจับกุมคดีที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๗ ในลักษณะเครือข่าย ๖ เครือข่าย การดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ ๘ ราย การบังคับใช้อำนาจปกครองของกระทรวงมหาดไทยเพื่อจัดการกับสถานประกอบการที่ต้องสงสัยว่า
ค้ามนุษย์ มีกลไกเร่งรัดกระบวนการดำเนินคดี ออกมาตรการแก้ไขปัญหาแรงงานประมงครบวงจร การดำเนินการกรณีเกาะอำบน ประเทศอินโดนีเซีย โดยสามารถช่วยเหลือแรงงานไทยกลับมาได้แล้วกว่า ๑๕๐ คน ขณะนี้กำลังสืบสวนขยายผลดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และได้ออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหากระทำผิดคดีค้ามนุษย์แล้วจำนวนหนึ่ง โดยฝ่ายไทยส่งคณะไปยังพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือเพิ่มเติมและประสานความร่วมมือกับฝ่ายอินโดนีเซียแล้ว

       - สำหรับแผนงานในอนาคต มีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเริ่มมีผลบังคับใช้ของกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ และการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อกำกับควบคุมติดตามเรือประมง การเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลคดีค้ามนุษย์ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนและการบริหารจัดการแรงงาน การเร่งรัดการดำเนินคดีที่ค้างอยู่
การสืบสวนสอบสวนเชิงรุก การเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ การเสริมสร้างประสิทธิภาพของ Hotline ตลอดจนการเสริมสร้างประสิทธิภาพของกระบวนการคัดแยกเหยื่อ

       - รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยพร้อมเปิดรับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวคืบหน้าโดยเร็ว

 

กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้/ กรมยุโรป/ กรมองค์การระหว่างประเทศ

  1. การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน

ข้อ ๗.๑

เร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในภูมิภาคอาเซียนและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

นโยบายที่ ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๓ การสร้างความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๖ – ๒๘ เม.ย. ๕๘ นรม. ได้เข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ ๒๖ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์และลังกาวี มาเลเซีย ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ประชาชนของเรา ประชาคมของเรา วิสัยทัศน์ของเรา” (Our people, Our community, Our vision)
            ในโอกาสนี้ นรม. ได้ร่วมการประชุมอย่างเป็นทางการ (Plenary) และไม่เป็นทางการ (Retreat) การประชุมระหว่างผู้นำอาเซียนกับภาคส่วนต่าง ๆ ตลอดจนการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ ๙ แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: IMT-GT)
            สำหรับการหารือระดับผู้นำอาเซียน ที่ประชุมเน้นการหารือเพื่อสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียนบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันของภูมิภาค โดยมองข้ามความขัดแย้งหรือความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน และเน้นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เสนอในที่ประชุมว่า น่าจะมีการส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยสร้างเครือข่ายให้กับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ (Young Entrepreneur) ที่มีศักยภาพในอนาคต เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจอาเซียนโดยรวม
            ในการประชุมในครั้งนี้ได้มีการรับรองเอกสารผลลัพธ์ ๓ ฉบับ ได้แก่
            (๑) ปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Kuala Lumpur Declaration on People-Centred ASEAN) ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาคมตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนอาเซียนเป็นสำคัญ ผ่านการดำเนินงานอย่างบูรณาการภายใต้ ๓ เสา ได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยไทยสามารถผลักดันข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ให้ปรากฏอยู่ในปฎิญญาดังกล่าว อาทิ การส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน การส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการเร่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่อาเซียนในด้านต่างๆ      (๒) ปฏิญญาลังกาวีว่าด้วยขบวนการผู้ยึดถือทางสายกลางระดับโลก (Langkawi Declaration on Global Movement of Moderates) เพื่อส่งเสริมแนวคิดสายกลางและการยอมรับความแตกต่าง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสันติภาพในภูมิภาค และ ๓) ปฏิญญาว่าด้วยการสร้างประชาคม และประชาชนอาเซียนที่มีความเข้มแข็ง รู้รับ ปรับตัว ฟื้นกลับจากภัยพิบัติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นทางการ (Declaration on Institutionalising the Resilience of ASEAN and Its Communities and Peoples to Disasters and Climate Change)  ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของผู้นำอาเซียนที่จะร่วมมือกันในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติต่างๆ

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๖ เม.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน การประชุมคณะมนตรีประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ครั้งที่ ๑๒ และ
    การประชุมคณะมนตรีประสานงานอาเซียน ครั้งที่ ๑๖ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
  1. ที่ประชุมหารือเกี่ยวกับการขับเคลื่อนประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะการดำเนินงานตามแผนงานสำหรับประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสำนักเลขาธิการอาเซียนและกลไกต่าง ๆ ของอาเซียน เพื่อตอบสนองต่อปัญหาและสิ่งท้าทายต่าง ๆ ที่อาจกระทบภูมิภาคและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งย้ำความจำเป็นในการปรับปรุงการทำงานของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการพิจารณาปรับรูปแบบหรือลดจำนวนการประชุมต่าง ๆ ให้เหมาะสม
  2. ที่ประชุมหารือเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเป็นแกนกลางของอาเซียนในสถาปัตยกรรมด้านความมั่นคงในภูมิภาค บนพื้นฐานของเอกสารที่ไทยยกร่าง โดยย้ำความจำเป็นที่อาเซียนต้องเสริมสร้างศักยภาพในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค รักษาเอกภาพและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศภายนอกภูมิภาค ความจำเป็นที่จะต้องแสดงท่าทีร่วมกันในประเด็นปัญหาระหว่างประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการนำข้อตัดสินใจไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
  3. ที่ประชุมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอของมาเลเซียที่จะให้ปรับเวลาเมืองหลวงของประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นเขตเวลาเดียวกัน โดยที่ประชุมเห็นควรให้มีการศึกษาในรายละเอียดต่อไป ทั้งนี้ ไทยได้เสนอว่า แนวทางหนึ่งที่อาจพิจารณาดำเนินการได้ คือ การกำหนดเวลาทำงานของภาคธุรกิจ เช่น ตลาดหลักทรัพย์ให้สอดคล้องกัน ซึ่งมาเลเซียสนับสนุนแนวทางที่ไทยเสนอ
  4. รอง นรม./รมว.กต. ย้ำความจำเป็นที่จะให้อาเซียนเป็นองค์กรที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎ กติกา และยึดมั่นในหลักการพื้นฐานร่วมกัน เช่น การส่งเสริมธรรมาภิบาล ต่อต้านการทุจริต รวมทั้งการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของประชาชน นอกจากนี้ จำเป็นต้องเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบริหารจัดการชายแดนเพื่อรับมือกับปัญหาท้าทายต่าง ๆ ที่อาจเป็นผลมาจากการเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมในภูมิภาค โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
  5. รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาในภูมิภาคและประเด็นปัญหาระหว่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาการล่าสุดในทะเลจีนใต้ ทั้งนี้ ที่ประชุม
    ชื่นชมบทบาทของไทยในฐานะผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-จีน และย้ำความสำคัญของการผลักดันการปฏิบัติ
    ตามปฏิญญาว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ ควบคู่กับ
    การเร่งรัดการจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมทั้งเร่งรัดการดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนที่ได้มีการตกลงกันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ในพื้นที่ขยายตัวลุกลาม อาทิ การตั้งสายด่วนระหว่าง กต. และระหว่างหน่วยงานด้านค้นหาและกู้ภัยของประเทศอาเซียนและจีน และการฝึกซ้อมวางแผนร่วมด้านการค้นหาและกู้ภัยร่วมกัน เป็นต้น

 

กรมอาเซียน

 

ตรวจถูกต้อง