นโยบายการต่างประเทศ

ผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและกลไกประชารัฐ : รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ ๑ พฤษภาคม – ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘

สถานะ ณ วันที่ ๙ มิ.ย. ๕๘

รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กระทรวงการต่างประเทศ
ระหว่างวันที่ ๑ พฤษภาคม
๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘

ลำดับ

นโยบายรัฐบาล/
การสั่งการของนายกรัฐมนตรี

ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑

มติคณะรัฐมนตรี

การดำเนินการ

การใช้จ่ายงบประมาณ

ผู้รับผิดชอบ

วันที่

สาระสำคัญ

แผนงาน/ โครงการ/ ผลการดำเนินการ รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานที่สำคัญ

๒. การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ

ข้อ ๒.๔

  1. การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
  2. ชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่น
  3. นำกลไกทางการทูตแบบบูรณาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น

   ๓.๑ การคุ้มครองดูแลคนไทยและผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน

   ๓.๒ การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา วัฒนธรรม การค้า

   ๓.๓ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเปิดโลกทัศน์ให้มีลักษณะสากล

 

นโยบายที่ ๕.๔ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
 

นโยบาย ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อ
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๔ การเข้าร่วมเป็นภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาคภายใต้บทบาทที่สร้างสรรค์ เป็นทางเลือกในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศในเวทีโลก
ข้อ ๕.๕.๕ การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการส่งเสริมแรงงานไทยในต่างประเทศ
ข้อ ๕.๕.๖ การมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการสร้างสังคมนานาชาติที่มีคุณภาพชีวิต ป้องกันภัยจากการก่อการร้ายและอาชญากรรม ยาเสพติด ภัยพิบัติ และการแพร่ระบาดของโรคภัย
 

นโยบายที่ ๕.๖ ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่นยืน
ข้อ ๕.๖.๖ การเพิ่มบทบาทประเทศไทยในเวทีประชาคมโลกที่เกี่ยวข้องกับกรอบความตกลงและพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

 

 

กรอบทวิภาคี

  1. เมื่อวันที่ ๑ พ.ค. ๕๘ นาย Mun Song Mo เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี เข้าเยี่ยมคารวะ รมช.กต โดยเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เกาหลีเหนือในปี ๒๕๕๘ และย้ำคำเชิญของรัฐบาลเกาหลีเหนือให้ รมช.กต. นำคณะเยือน พร้อมคณะนักแสดงจากกรมศิลปากรในเดือน พ.ค. ๒๕๕๘ เพื่อจัดการแสดงนาฏศิลป์ที่กรุงเปียงยาง อันเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองครบรอบ ๔๐ ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตฯ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและการสร้างความเข้าใจในระดับประชาชน
          รมช.กต. ตอบรับคำเชิญข้างต้นและแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีว่าเป็นเรื่องสำคัญ และมีความเชื่อมโยงกับความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกโดยรวม ซึ่งไทยหวังว่าจะมีการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป
  2. เมื่อวันที่ ๖ – ๘ พ.ค. ๕๘ คณะผู้แทนเกาหลีเหนือเยือนไทย ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกรมสารนิเทศไทย – เกาหลีเหนือ และในโอกาสการฉลองครบ ๔๐ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย – เกาหลีเหนือ
          คณะผู้แทนเกาหลีเหนือเข้าพบหารือกับนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ โดย
    นายเสขฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านสารนิเทศระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ รวมทั้งในสาขาอื่น ๆ อาทิ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และกีฬา เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ในระดับประชาชน
          อธิบดีกรมสารนิเทศเกาหลีเหนือกล่าวขอบคุณและแสดงความชื่นชมฝ่ายไทยที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นมิตร และกล่าวว่า ไทยถือเป็นศูนย์กลางของเอเชียแปซิฟิกและมีบทบาทนำในอาเซียน การดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนการเยือนเจ้าหน้าที่สารนิเทศทำให้ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีมาโดยตลอด และกล่าวชื่นชมไทยที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเกาหลีเหนือหวังว่าจะสามารถเรียนรู้จากไทย
          เมื่อวันที่ ๘ พ.ค. ๒๕๕๘ ซึ่งตรงกับวันครบรอบ ๔๐ ปี
    การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเกาหลีเหนือ นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่คณะ

 

  1. เมื่อวันที่ ๗ พ.ค. ๕๘ นาย Yang Jing มนตรีแห่งรัฐของสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าเยี่ยมคารวะและร่วมหารือกับ
    รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยทั้งสองฝ่ายพอใจในพัฒนาการความสัมพันธ์ในช่วงปีที่ผ่านมา และเห็นพ้องว่าความสัมพันธ์ไทย-จีนมีความใกล้ชิด และมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันความร่วมมือระหว่างกันให้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม และยังได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ อาทิ โครงการความร่วมมือด้านรถไฟและสินค้าเกษตร ตลอดจนความร่วมมือในกรอบภูมิภาคและพหุภาคี โดยเฉพาะความร่วมมืออาเซียน – จีน
           นอกจากนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้กล่าวขอบคุณฝ่ายจีนที่ได้ถวายการต้อนรับการเสด็จฯ เยือนจีนเพื่อเริ่มกิจกรรมเฉลิมฉลองการครบรอบ ๔๐ ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเมื่อเดือน เม.ย. ๒๕๕๘ อย่างสมพระเกียรติ และผู้แทนรัฐบาลจีนได้มอบชุดเครื่องคอมพิวเตอร์มูลค่า ๙๒๐,๙๐๐ หยวน (ประมาณ ๕ ล้านบาท) ผ่านรัฐบาลไทยเพื่อถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อใช้ในโครงการตามพระราชดำริ และเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา นอกจากนี้ ฝ่ายจีนยังได้มอบทุนฝึกอบรมด้านชลประทานและพลังงานกับไทย จำนวน ๓๐๐ ทุนด้วย
     
  2. เมื่อวันที่ ๘ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. หารือทวิภาคีกับนาง Julie Bishop รมว.กต. ออสเตรเลีย ณ กต. สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
  1. ออสเตรเลียสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และยินดีให้ความร่วมมือในการปฏิรูปทางการเมืองของไทยด้วยการส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และยินดีส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมระดับภูมิภาค สมัยพิเศษ ว่าด้วยการแก้ปัญหา
    ผู้ลักลอบเข้าเมืองที่ไทยจะจัดขึ้นด้วย
  2. ทั้งสองฝ่ายหารือถึงแนวทางการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและยาวนานระหว่างไทยและออสเตรเลีย อาทิ ความมั่นคง การขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน และการศึกษา นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีที่จะร่วมมือกันทั้งภายใต้กรอบกระบวนการบาหลีและโครงการออสเตรเลีย-เอเชียเพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ และหารือถึงความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศอื่น ๆ อาทิ อาเซียน อาเซียน-ออสเตรเลีย เป็นต้น
  3. ฝ่ายไทยเห็นว่า ไทยและออสเตรเลียควรยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นหุ้นส่วนที่มีความใกล้ชิดและมีความร่วมมือครอบคลุมทุกด้าน โดยในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นควรสนับสนุนการเพิ่มการลงทุน ขณะที่ด้านการค้า ไทยและออสเตรเลียมีเป้าหมายจะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง ๑๙,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ ๒๐ ภายใน ค.ศ. ๒๐๑๗ ตามเป้าหมายภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย

 

  1. เมื่อวันที่ ๘ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ New Colombo Plan ร่วมกับนาง Julie Bishop รมว.กต. ออสเตรเลีย ณ กต. โดยรอง นรม./รมว.กต. พร้อมด้วย รมว.กต. ออสเตรเลียร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการแผนโคลัมโบฉบับใหม่ (New Colombo Plan) ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของฝ่ายออสเตรเลียที่ต้องการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างกันเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียในหมู่เยาวชนออสเตรเลีย โดยในปีนี้จะมีนักศึกษาชาวออสเตรเลียเดินทางมาประเทศไทยภายใต้โครงการดังกล่าว จำนวน ๑๖๑ คน

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๐ – ๑๔ พ.ค. ๕๘ รมช.กต. ในฐานะหัวหน้าผู้แทนไมตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทน กต. กระทรวงวัฒนธรรม และคณะนักธุรกิจ ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เกาหลีเหนือ สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
           (๑) รมช.กต. และคณะได้เข้าเยี่ยมคารวะนายรี ซู ยอง รมว.กต.เกาหลีเหนือ และหารือทวิภาคีกับนายรี กิล ซอง รมช.กต.
    เกาหลีเหนือ ในประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี การพัฒนาความร่วมมือไทย – เกาหลีเหนือ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข การส่งเสริมความเข้าใจระดับประชาชน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
           (๒) ได้เดินทางไปเยี่ยมชมและพบปะนักเรียนระดับประถมศึกษาของโรงเรียนมิตรภาพไทย – เกาหลีเหนือ Chongryu Junior Middle School โดยในโอกาสนี้ รมช.กต. ได้เป็นตัวแทนของรัฐบาลไทยในการบริจาคแล็บท็อปคอมพิวเตอร์ จำนวน ๒๐ เครื่อง เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนให้แก่โรงเรียนดังกล่าว
           (๓) พบหารือกับนาย Ahmed Zakaria รองผู้อำนวยการรับผิดชอบเกาหลีเหนือ (Deputy Country Director for the DPRK) และผู้บริหารของสำนักงานโครงการอาหารโลก (World Food Programme: WFP) ที่สำนักงานกรุงเปียงยาง โดยได้มอบเงินสนับสนุนจำนวน ๑ ล้านบาท ในนามของรัฐบาลไทย เพื่อช่วยเหลือในโครงการ Nutrition for Women and Children in the DPRK ซึ่งเป็นการแสดงบทบาทการให้ความช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรมครั้งแรกของรัฐบาลไทยในเกาหลีเหนือด้วย

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๑ พ.ค. ๕๘ นาย Mohammed Ali Ahmed Omran Al Shamsi เอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
    เข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดยรอง นรม./รมว.กต. กล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตฯ และพร้อมสนับสนุนการทำงานของเอกอัครราชทูตฯ ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในไทย นอกจากนี้ ขอบคุณที่ รมว.กต. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ให้การต้อนรับคณะผู้แทนไทย
    เป็นอย่างดีระหว่างการเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างเป็นทางการ
    เมื่อเดือน ก.พ. ๒๕๕๘ ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี โดยมีการลงนาม
    ในความตกลง ๒ ฉบับ ได้แก่ ความตกลงด้านการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนและความตกลงด้านความมั่นคง         ทั้งสองฝ่ายหารือถึงการขยายความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยปัจจุบันมีมูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ ๑.๖ หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสาขาที่สามารถขยายความร่วมมือระหว่างกัน ได้แก่ การค้าการลงทุน การท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. ย้ำคำเชิญ รมว.กต. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เยือนไทยอย่างเป็นทางการในเดือน ต.ค. ๕๘ เพื่อเป็นประธานร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าและวิชาการ ครั้งที่ ๑ ซึ่งจะเป็นโอกาสดีในการเฉลิมฉลองครบรอบ ๔๐ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศในปีนี้ด้วย

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๑ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่ออำลานาง Christine Schraner Burgener เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ณ กต. เอกอัครราชทูตฯ ได้ขอบคุณฝ่ายไทยที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาเกือบ ๖ ปี และได้แจ้งว่าฝ่ายสมาพันธรัฐสวิสยินดีมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในสาขาการปฏิรูปทางการเมือง
    การพัฒนาประชาธิปไตย การโยกย้ายถิ่นฐาน และการต่อต้าน
    การคอร์รัปชั่นต่อไป ในการนี้ รอง นรม./รมว.กต. กล่าวชื่นชมเอกอัครราชทูตฯ สำหรับบทบาทแข็งขันในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน และขอบคุณที่ฝ่ายสมาพันธรัฐสวิสเข้าใจประเทศไทยเป็นอย่างดีเสมอมา และประสงค์มีส่วนร่วมแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในสาขาที่มีความเชี่ยวชาญกับประเทศไทย

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๔ พ.ค. ๕๘ นาย Shiro Sadoshima เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ณ กต. โดยเอกอัครราชทูตฯ แสดงความขอบคุณรอง นรม./รมว.กต. สำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นและ
    เป็นมิตร โดยเน้นย้ำว่าญี่ปุ่นพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยอย่างเต็มที่ในทุกสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตฯ พร้อมที่จะร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของทั้งสองฝ่ายให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
            รอง นรม./รมว.กต. แสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของเอกอัครราชทูตฯ และพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มความสามารถ ซึ่งต่างเห็นพ้องว่าไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น โดยมีการแลกเปลี่ยนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งประชาชนทั้งสองฝ่ายยังมีทัศนคติที่ดีระหว่างกัน เห็นได้จากการจัดงานเทศกาลไทยที่กรุงโตเกียว ที่มีชาวญี่ปุ่นเข้าร่วมจำนวนมากทุกปี

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๕ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. ได้หารือทางโทรศัพท์กับนาย John Kerry รมว.กต.สหรัฐฯ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
            (๑) รมว.กต. สหรัฐฯ ชื่นชมนโยบายของไทยในการให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยการสู้รบและผู้ลี้ภัยมาโดยตลอด และชื่นชมความริเริ่มของไทยในการจัดประชุมระหว่างประเทศเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ในวันที่ ๒๙ พ.ค. ๒๕๕๘ โดยสหรัฐฯ พร้อมส่งผู้แทนเข้าร่วม และยินดีให้ข้อมูล คำแนะนำ และการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ รวมทั้งจะหารือกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้านของไทยในเรื่องนี้ต่อไป
            (๒) รอง นรม./รมว.กต. ชี้แจงว่าไทยดำเนินนโยบายให้การดูแลผู้ลี้ภัยด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมมาโดยตลอดและจะไม่มีการผลักดันออกไป รวมทั้งได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ พ.ค. ๕๘ กรณีเรือบรรทุกชาวโรฮีนจาที่เข้ามาในน่านน้ำของไทย บริเวณจังหวัดสตูล ว่า นรม. ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองทัพเรือไปตรวจสอบและให้เข้าเทียบท่าในไทย แต่ต่อมาทางการไทยทราบว่ากลุ่มผู้โยกย้ายถิ่นฐานในเรือลำดังกล่าวประสงค์ที่จะเดินทางต่อไปยังอีกประเทศหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร น้ำดื่ม และน้ำมัน สำหรับเรือลำดังกล่าวแล้ว
            (๓) รอง นรม./รมว.กต. ชี้แจงเกี่ยวกับการจัดหาพื้นที่พักพิงชั่วคราวแก่ผู้อพยพทางทะเลว่าเป็นนโยบายที่เตรียมไว้ในกรณีฉุกเฉินจำเป็น เน้นด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก โดยจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบกฎหมายไทย และต้องรอดูสถานการณ์ในห้วงต่อไป เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดแก่ผู้ที่ไม่ได้ประสบภัยอย่างแท้จริง ซึ่งอาจใช้โอกาสดังกล่าวเดินทางเข้าประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย
            (๔) การประชุมในวันที่ ๒๙ พ.ค. ๒๕๕๘ จะเป็นการประชุมระดับผู้ปฏิบัติ/เจ้าหน้าที่อาวุโส ซึ่งจะมีการหารือและกำหนดแนวทางให้ประเทศและองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องปฏิบัติร่วมกัน โดยเน้นหลักมนุษยธรรม และความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างประเทศ (International burden sharing) และคาดว่าจะได้ผลที่เป็นรูปธรรมต่อไป

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๕ – ๑๗ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลไทย ครั้งที่ ๑๖ ณ สวนสาธารณะโยโยหงิ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น งานเทศกาลไทยปีนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลักคือ “ข้าว” ภายใต้ชื่อ “Thai Festival 2015: Have a RICE Day” เนื่องจากเป็นโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ ๘๘ พรรษา ซึ่งพ้องกับภาษาและธรรมเนียมเรียกประเพณีการฉลองครบรอบอายุ ๘๘ ปี ของญี่ปุ่นว่า Beiju (อ่านว่า
    เบจุ) ซึ่งมีอักษรคันจิแปลว่า ข้าว รวมอยู่ด้วย จึงเป็นโอกาส
    ในการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อ
    การพัฒนาการเกษตรและข้าวของไทยและสร้างความตระหนักรู้แก่ชาวญี่ปุ่นเกี่ยวกับข้าวไทยและศักยภาพของไทย ในฐานะผู้ผลิตและ
    ผู้ส่งออกข้าว และส่งเสริมสินค้าแปรรูปจากข้าว โดยข้าวถือว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมของไทยและญี่ปุ่นเนื่องจากประชาชนทั้งสองประเทศบริโภคข้าวเป็นหลัก
            ภายในงานมีการจัดนิทรรศการแสดงผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเผยแพร่ผลงานศิลปะซึ่งสอดคล้องกับวิธีชีวิตของเกษตรกร เนื่องจากเป็นการสร้างอาชีพเสริมให้กับชาวนานอกฤดูเก็บเกี่ยว และนิทรรศการเรื่องข้าวในรูปแบบต่าง ๆ ในคูหานิทรรศการ “ข้าวกับชาวนา” ซึ่งเน้นเรื่องข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว โดยจัดแสดงนิทรรศการพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับการเกษตรและข้าว ข้าวและวิถีชีวิตไทย ข้าวไทยและผลิตภัณฑ์จากข้าวในตลาดโลกและญี่ปุ่น และจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากข้าวไทย หัตถกรรมจากภูมิปัญญาของเกษตรกร และการสาธิต
    ของหวาน/ อาหารว่างจากข้าวไทย

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๙ พ.ค. ๕๘ นาย Kesang Wangdi เอกอัครราชทูตภูฏานประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต.
    เอกอัครราชทูตภูฏานประจำประเทศไทยฝากคำถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขอบคุณรัฐบาลไทยที่ถวาย
    การต้อนรับสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏานและพระบรมวงศานุวงศ์อย่างสมพระเกียรติมาโดยตลอด
            ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศมีการพัฒนาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการที่ภูฏานมอบข้อเสนอพิเศษด้านการท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวไทยเมื่อปี ๒๕๕๗ ได้ทำให้นักท่องเที่ยวไทยมีจำนวนมากเป็นอันดับหนึ่งของภูฏาน ในขณะที่ไทยแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกับ
    สถานเอกอัครราชทูตภูฏานประจำประเทศไทยอย่างเต็มที่
            ในด้านความร่วมมือ เอกอัครราชทูตภูฏานฯ ได้แสดงความประสงค์ให้ไทยจัดการฝึกอบรมนักบินเฮลิคอปเตอร์แก่นักบินภูฏาน พร้อมทั้งขอรับคำแนะนำและเรียนรู้ประสบการณ์จากไทยในเรื่องการปฏิบัติงานกับกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ทั้งนี้ ในส่วนของความคืบหน้าในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือ
    ภูฏานของสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (NEDA) สำหรับโครงการสำรวจผ่านดาวเทียมของ GISTDA นั้น ฝ่ายไทยยินดีเสนอให้ NEDA พิจารณาให้ soft loan หรือการให้กู้ที่มีระยะเวลาคืนเงินนานกว่าปกติแก่ภูฏาน
            ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้ส่งความระลึกถึงไปยัง รมว.กต.ภูฏานฯ และได้เชิญ รมว.กต.ภูฏานเยือนไทยในโอกาสที่เหมาะสม ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตภูฏานฯ ได้เชิญรอง นรม./รมว.กต. เยือนภูฏานในโอกาสที่เหมาะสมเช่นกัน

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๙ พ.ค. ๕๘ นาย Mukhisa Kituyi เลขาธิการ UNCTAD เข้าพบหารือกับ รอง นรม./รมว.กต. ณ กต. โดย รอง นรม./รมว.กต. ชื่นชมบทบาทของ UNCTAD ในการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาให้สามารถก้าวเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการที่เกี่ยวกับการค้า
    การสนับสนุนการปฏิบัติตามวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕ และการใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญของ UNCTAD ในเวทีการประชุมระหว่าง-ประเทศครั้งที่ ๓ ว่าด้วยการระดมทุนเพื่อการพัฒนาที่
    กรุงแอดดิสอาบาบา ซึ่งช่วยสนับสนุนการจัดการทรัพยากรด้านตลาดทุนเพื่อบรรลุวาระการพัฒนาดังกล่าว
            ฝ่าย UNCTAD พร้อมให้ความร่วมมือและคำแนะนำต่อการปรับปรุงร่างความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ฉบับมาตรฐาน) ของไทย รวมถึงการเข้าเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนา (CSTD) วาระปี ๒๕๕๘ - ๒๕๖๑ ของไทย
            ในโอกาสนี้ กต. และ UNCTAD จะร่วมกันจัดกิจกรรมในหัวข้อ“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง: เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ในวันที่ ๒๔ มิ.ย. ๒๕๕๘ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๘ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างศูนย์บำบัดและฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดโพนโฮง ภายใต้โครงการพัฒนาโรงพยาบาลโพนโฮง แขวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การก่อสร้างอาคารบำบัดและฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดนี้เป็นความร่วมมือภายใต้โครงการพัฒนาโรงพยาบาลโพนโฮง แขวงเวียงจันทน์ ที่รัฐบาลไทย โดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กต. ได้สนับสนุนรัฐบาล สปป. ลาว ในการก่อสร้างอาคารศูนย์บำบัดและฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดจำนวน ๖ หลัง ประกอบด้วยอาคารที่ทำการเจ้าหน้าที่ อาคารถอนพิษยาผู้ป่วย
    อาคารโรงอาหารและโรงครัว อาคารพักเจ้าหน้าที่ อาคารบำบัดและกิจกรรม และอาคารฟื้นฟูผู้ป่วย รวมทั้งสนับสนุนการปรับปรุงอาคารผู้ป่วยนอกให้เป็นศูนย์อุบัติเหตุเบื้องต้น ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และจัดหลักสูตรฝึกอบรม ทั้งในด้านการบำบัดและฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดและการให้บริการด้านอุบัติเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้ สปป. ลาว สามารถใช้อาคารที่ไทยได้มอบให้อย่างเต็มศักยภาพและยั่งยืน
            ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของวิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ ซึ่งรัฐบาลไทยได้สนับสนุนการพัฒนาวิทยาลัยมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ โดยสนับสนุนการปรับปรุงอาคารโรงฝึกและห้องเรียนสำหรับการเรียนการสอนในสาขาวิชาต่าง ๆ ได้แก่ ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างก่อสร้าง ช่างไม้ ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า อาหาร การโรงแรม บริหารธุรกิจ และเทคนิคพื้นฐาน รวมถึงการพัฒนาบุคลากรโดยส่งอาจารย์ผู้สอนมาเข้ารับการอบรมและดูงานที่ประเทศไทย
    ทำให้วิทยาลัยสามารถผลิตบุคลากรด้านแรงงานมีฝีมือที่มีประสิทธิภาพป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ทั้งในประเทศและในประเทศใกล้เคียง รวมถึงไทย

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๖ พ.ค. ๕๘ เอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตในยุโรป รวม ๑๘ ประเทศ พร้อมด้วยอธิบดี
    กรมยุโรปได้เข้าร่วมการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ในยุโรป ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธรัฐเยอรมนี โดยหารือเกี่ยวกับการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อให้การใช้งบประมาณและการดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งได้หารือเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ไทย-ยุโรป เช่น การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ best practices ของยุโรปไปใช้ในไทย ปัญหา IUU ประเด็นสิทธิมนุษยชน การผลักดัน AEC การเสริมสร้างภาพลักษณ์และเผยแพร่วัฒนธรรม เป็นต้น

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๐ พ.ค. ๒๕๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เดินทางเยือนมาเลเซียเพื่อหารือเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ ร่วมกับรมว.กต. มาเลเซีย และ รมว.กต. อินโดนีเซีย ในฐานะที่ต่างเป็นสมาชิกอาเซียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปัจจุบัน โดย
    เห็นพ้องพ้องถึงความจำเป็นในการช่วยชีวิตผู้ย้ายถิ่นในทะเลซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้าตามหลักมนุษยธรรม ซึ่งจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการรับผิดชอบร่วมกัน (International burden sharing) และเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบของแต่ละประเทศด้วย

ที่ประชุมยังเห็นด้วยกับข้อคิดเห็นของไทยที่ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันต่อต้านขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ และดำเนินการทุกทางที่จะขจัดทั้งขบวนการลักลอบขนคนข้ามชาติและขบวนการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง รวมทั้งป้องกันการไหลออกของ
ผู้ย้ายถิ่น ซึ่งสามารถทำได้โดยการร่วมมือกันอย่างแข็งขันมากขึ้น
ในเรื่องการเสริมสร้างเครือข่ายข่าวสาร การบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนาที่ต้นทาง

ในประเด็นดังกล่าว ประเทศไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ย้ายถิ่น รวมถึงมีบทบาทหลักในการมุ่งแสวงหาความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้อง และองค์กรระหว่างประเทศ โดยมีกำหนดจะจัดการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ในวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ที่กรุงเทพฯ

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๑ – ๒๓ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมงาน Expo เส้นทางสายไหมและงานแสดงสินค้าประจำปีมณฑลส่านซี (ซีเซี่ยหุ้ย) ครั้งที่ ๑๙ ณ เมืองซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดย ปลัด กต. ร่วมคณะด้วย โดย รอง นรม./รมว.กต. ได้ร่วมพิธีเปิดงานแสดงสินค้าฯ และเยี่ยมชมศาลาไทย ซึ่งมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาของไทยเข้าร่วมอย่างคับคั่ง รวมทั้งยังมีการแสดงทางวัฒนธรรมจากจังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับมณฑลส่านซีอีกด้วย จากนั้น ได้ร่วมพิธีเปิดงาน Expo เส้นทาง
    สายไหม
            รอง นรม./รมว.กต. ได้กล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับการริเริ่มแนวคิดเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ ๒๑ ของจีน ไทยชื่นชมแนวคิดดังกล่าวและมีความพร้อมที่จะมีบทบาทในการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค
            ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้พบหารือกับผู้นำของรัฐบาลกลางของจีนและผู้นำมณฑลส่านซี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
            (๑) การพบหารือกับนายอัยลี่เกิง อีหมิงปาไห่ รองประธานสภาประชาชน ทั้งสองฝ่ายได้ย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทย – จีน และการฉลองครบรอบ ๔๐ ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศทั้งสองในปีนี้ และได้แสดงความยินดีกับความคืบหน้าของความร่วมมือระหว่างไทย – จีน ในด้านรถไฟและสินค้าเกษตร
            (๒) การพบหารือกับนายโหลว ฉินเจี่ยน ผู้ว่าการมณฑลส่านซี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าไทยกับมณฑลส่านซีมีศักยภาพที่จะร่วมมือกันได้อีกมาก โดยมณฑลส่านซีเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคจีนตะวันตก ซึ่งเชื่อมโยงกับประเทศในเอเชียกลางและยุโรป และยังได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลจีนให้เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหมภายใต้นโยบาย One Belt, One Road ขณะที่ไทยมีศักยภาพในการเป็นประตูสู่ภูมิภาคอาเซียนให้กับภาคการค้าการลงทุนของมณฑลส่านซี
            การเยือนนครซีอานครั้งนี้ประสบผลสำเร็จด้วยดี คณะผู้แทนได้ใช้โอกาสในการเยือนครั้งนี้ผลักดันผลประโยชน์ของไทยในทุกโอกาส รวมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๐ พ.ค. ๕๘ รมช.กต. ได้พบหารือกับนาย Lua Haocai อดีตรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติ สมัยที่ ๙ และ ๑๐ และประธานสมาคมด้านการศึกษาสิทธิมนุษยชน (China Society for Human Rights Studies) และคณะ ซึ่งเยือนประเทศไทยเพื่อกระชับความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของไทย โดยทั้งสองฝ่ายได้ใช้โอกาสหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเรื่องการดำเนินการของรัฐบาลและภาคประชาสังคมเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้แก่ประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการพัฒนาสิทธิรวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้มีการแสดงทัศนะเกี่ยวกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่ประชาชน โดยเริ่มตั้งแต่กลุ่มเด็กและเยาวชน รวมทั้งการกระชับความร่วมมือในการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในยุคข้อมูลข่าวสารและสื่อสังคม

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๑ พ.ค. ๕๘ นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ รองปลัด กต. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน Fujian Week ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ไทย-จีนที่ใกล้ชิด ณ อิมแพ็คอารีนา เมืองทองธานี โดยที่งาน Fujian Week เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนและ
    มณฑลฝูเจี้ยนในด้านวัฒนธรรม การค้า และการลงทุน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแนวคิด “One Belt, One Road”
            ในโอกาสนี้ นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ รองปลัด กต. ได้พบหารือกับอธิบดีสำนักงานการต่างประเทศของมณฑลฝูเจี้ยน สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
            (๑) ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างไทยกับจีนอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง ๑ ปีที่ผ่านมามีส่วนสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน และส่งเสริมความร่วมมือให้เป็นรูปธรรม
            (๒) มณฑลฝูเจี้ยนพร้อมให้การสนับสนุนแนวคิดเส้นทาง
    สายไหมและการส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างจีนกับอาเซียน โดยหวังว่าจะมีโอกาสร่วมมือกับไทยในอนาคต อนึ่ง มณฑลฝูเจี้ยนมีศักยภาพด้านวิศวกรรมการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใน
    ระดับแนวหน้าของจีน
            (๓) ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างไทย – มณฑลฝูเจี้ยนน่าจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันนโยบายระดับสูงให้มีผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยเมื่อวันที่ ๒๒ พ.ค.๕๘ ผู้ว่าการมณฑล
    ฝูเจี้ยนและผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องระหว่างกันด้วย
  2. เมื่อวันที่ ๒๑ – ๒๓ พ.ค. ๒๕๕๘ รอง นรม./รมว.กต.
    พร้อมด้วยปลัด กต. และคณะ เข้าร่วมงาน Expo เส้นทางสายไหมและงานแสดงสินค้าประจำปีมณฑลส่านซี (ซีเซี่ยหุ้ย) ครั้งที่ ๑๙
    ณ เมืองซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งในปีนี้ไทยได้รับเกียรติให้เป็นประเทศเกียรติยศร่วมกับสาธารณรัฐคีร์กีซและสาธารณรัฐจอร์เจีย
            ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. ยังร่วมกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ“Dialogue of Countries along the Silk Road Economic Belt and the 21st Century Maritime Silk Road” ซึ่งประเทศไทยแสดงความความพร้อมที่จะมีบทบาทในการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาคอย่างเต็มที่ โดยหลังการจัดงานดังกล่าวรอง นรม./รมว.กต. ยังได้เข้าพบหารือกับนายอัยลี่เกิง อีหมิงปาไห่ รองประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน และผู้นำของมณฑลส่านซีเกี่ยวกับความคืบหน้าของความร่วมมือระหว่าง
    ไทย – จีน ในด้านรถไฟและสินค้าเกษตร รวมถึงการฉลองครบรอบ ๔๐ ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศทั้งสองในปีนี้

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๔- ๒๗ พ.ค. ๕๘ นายฝ่าม บิ่งห์ มิงห์ รอง นรม./รมว.กต. เวียดนาม พร้อมภริยาและคณะได้เดินทางเยือนไทย ในฐานะแขกของ กต. เพื่อร่วมหารืออย่างไม่เป็นทางการ (Foreign Minister’s Retreat) ที่ จ.ภูเก็ตและกรุงเทพฯ ตามคำเชิญของ รอง นรม./รมว.กต. สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
            (๑) การเตรียมการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ นรม. เวียดนาม และการประชุมในระหว่างการเตรียมการคณะรัฐมนตรีร่วมอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ ๓ ทั้งสองฝ่ายเห้นพ้องที่จะแบ่งการหารือออกเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการเมืองและความมั่นคง กลุ่มเศรษฐกิจ และกลุ่มสังคม วัฒนธรรม และการศึกษา และอยู่ระหว่างการเตรียมการจัดทำความตกลง อาทิ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ความตกลงว่าด้วยการจ้างงาน ความตกลงเมืองพี่เมืองน้องระหว่าง จ.อุบลราชธานี กับ จ.คอนตูม และ จ.ตราด กับ จ.ลองอาน เป็นต้น
            (๒) การขับเคลื่อนความสัมพันธ์ ฝ่ายไทยพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเมืองและความมั่นคง (JWG on PSC) ครั้งที่ ๗ และการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ครั้งที่ ๒ ภายในปี ๒๕๕๘ และทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการจัดกิจกรรมตลอดปี ๒๕๕๙ ทั้งในไทยและเวียดนาม เพื่อฉลองครบรอบ ๔๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย – เวียดนาม
            (๓) ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน ทั้งสองฝ่าย
    เห็นพ้องที่จะเสนอให้เพิ่มเป้าหมายมูลค่าการค้าทวิภาคีจากเดิม ๑๕,๐๐๐ ล้านดอลลาห์สหรัฐฯ เป็น ๒๐,๐๐๐ ล้านดอลลาห์สหรัฐฯ ภายในปี ๒๕๖๓ นอกจากนี้ เวียดนามรับจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเวียดนามเพื่อผ่อนผันการนำเข้าผลไม้ไทย ๔ ชนิด (มะม่วง ลิ้นจี่ ลำไย เงาะ) และสำหรับด้านการลงทุน ฝ่ายเวียดนามยินดีรับพิจารณาข้อเสนอของไทยที่ให้จัดตั้งกลไกอย่างไม่เป็นทางการเพื่อปรึกษาหารือด้านกฎระเบียบการลงทุนและการเจรจาแก้ไขอุปสรรค/ ข้อพิพาท
            (๔) ความร่วมมือด้านการคมนาคมและการพัฒนาความเชื่อมโยง ฝ่ายเวียดนามยินดีจัดการประชุมคณะทำงานร่วม (ไทย – ลาว – เวียดนาม) ครั้งที่ ๑ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วม เพื่อผลักดันความร่วมมือว่าด้วยการเปิดบริการรถโดยสารประจำทาง ไทย – ลาว – เวียดนาม สำหรับการพัฒนาการเดินเรือตามแนวชายฝั่งทะเลไทย – เวียดนาม ฝ่ายเวียดนามเสนอให้ฝ่ายไทยจัดประชุมคณะทำงานร่วม (ไทย – กัมพูชา – เวียดนาม) เพื่อหารือเรื่องการเดินเรือตามชายฝั่งทะเลก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมเช่นกัน
            (๕) ความร่วมมือด้านสินค้าเกษตร สองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเพิ่มความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพราคาของข้าวและยางพาราในตลาดโลก

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๗ พ.ค. ๕๘ นายทองลุน สีสุลิด รอง นรม./รมว.กต. สปป.ลาว และ รอง นรม./รมว.กต. ได้พบหารืออย่างไม่เป็นทางการ (Foreign Minister’s Retreat) ณ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือที่สำคัญระหว่างกัน สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
            (๑) ทั้งสองฝ่ายย้ำเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้านอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสที่ไทยและลาวจะฉลองครบรอบ ๖๕ ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในเดือนธันวาคม ๒๕๕๗
            (๒) ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน
            (๒) ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน การแก้ไขปัญหาเขตแดน และการพัฒนาความเชื่อมโยงการท่องเที่ยวข้ามแดนไทย – ลาว บริเวณภูชี้ฟ้า ภูชี้ดาว และบ้านฮวก – กิ่วหก ความร่วมมือในภูมิภาค การผลักดันการเปิดเดินรถโดยสารประจำทางระหว่างไทย – ลาว – เวียดนาม การอำนวยความสะดวกในการสัญจรข้ามแดนภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS CBTA) ความร่วมมือด้านการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงและเสริมสร้างศักยภาพเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของทั้งสองฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกันให้เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ตลอดจนความร่วมมือด้านแรงงาน และความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้า

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๗ พ.ค. ๕๘ รมช.กต. พบหารือกับเอกอัครราชทูตเปรู เรื่องความร่วมมือทางวิชาการ โดยทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับ
    แนวทางการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนา
    ระหว่างกัน โดย รมช.กต. ได้กล่าวถึงโครงการให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านของไทยตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพ-รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีกำหนดจัดประชุมวิชาการในเรื่องดังกล่าว ในวันที่ ๒๙ พ.ค. ๒๕๕๘ ซึ่งเอกอัครราชทูตเปรูฯ แสดงความสนใจเป็นอย่างมากและประสงค์ที่จะเข้าร่วมงาน และขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินโครงการดังกล่าวจากฝ่ายไทย
            ในการนี้ รมช.กต. ติดตามประเด็นที่ไทยขอเข้าร่วมเป็นหนึ่งในประเทศผู้สังเกตการณ์ใน Pacific Alliance ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในลาตินอเมริกาอีกด้วย

 

กรอบพหุภาคี

  1. เมื่อวันที่ ๑๔ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เป็น ผู้แทน นรม.
    กล่าวเปิดงานสัมมนาความร่วมมือเพื่อการพัฒนาด้านการโยกย้ายถิ่นฐาน (Development Cooperation Seminar on Migration)
    ซึ่ง กต. และหน่วยงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย (United Nations Country Team in Thailand หรือ UNCT) ร่วมกันจัดขึ้น ณ โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โดย
    รอง นรม./รมว.กต. ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลไทย
    ในการแก้ไขปัญหาที่มากับการโยกย้ายถิ่นฐาน และเน้นความมุ่งมั่นของไทยในการจัดระเบียบการทำงานต่างด้าวเพื่อให้เข้าถึง
    การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ตลอดจนการเร่งเพิ่มความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในประเด็นที่ยังคงเป็นความท้าทายของไทย อาทิ การคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างครอบคลุม การจัดระเบียบนายหน้า
    หางาน และการปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมถึงเน้นย้ำบทบาทสร้างสรรค์ของไทยในกรอบความร่วมมือในระดับภูมิภาค อาทิ กระบวนการบาหลี และการริเริ่มการหารือการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ ๒๙ พ.ค. ๒๕๕๘ ด้วย
  2. เมื่อวันที่ ๑๙ พ.ค. ๕๘ รมช.กต. เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ East-West Economic Corridor ครั้งที่ ๓ ณ โรงแรม St. Regis กรุงเทพฯ สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) ที่ประชุมหารือในประเด็นการอำนวยความสะดวกและแก้ไขอุปสรรคการขนส่งข้ามพรมแดนไทย สปป.ลาว เวียดนาม และ
    เมียนมาร์ ตามแนวเขตพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก เพื่อประโยชน์ด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความเป็นอยู่ และ
    การไปมาหาสู่ระดับประชาชนในอนุภูมิภาค ซึ่งจะส่งเสริมการเป็นประชาคมอาเซียนในสิ้นปีนี้
          (๒) ที่ประชุมเห็นว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามแนวเขตพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก ทั้งการพัฒนาถนน สะพาน และจุดผ่านแดน ระหว่าง ๔ ประเทศ และเห็นชอบให้ผลักดันการบังคับใช้กฎระเบียบและการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้การขนส่งสินค้าและผู้โดยสารข้ามพรมแดนมีความสะดวกมากขึ้น
          (๓) ในส่วนของไทย รมช.กต. ได้รายงานความคืบหน้า อาทิ
    การบูรณะซ่อมแซมสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมาร์ แห่งที่ ๑
    (แม่สอด – เมียวดี) การปรับปรุงถนนเส้นทางเมียวดี – เชิงเขาตะนาวศรี และการก่อสร้างถนนจากเชิงเขาตะนาวศรี - กอกะเร็ก ตลอดจนการพัฒนาทางหลวงตาก - แม่สอด และการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมาร์ แห่งที่ ๒ นอกจากนี้ ไทยแจ้งว่าได้ให้สัตยาบัน

ภาคผนวกแนบท้ายความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนใน
อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงแล้วเมื่อวันที่ ๓๐ มี.ค. ๒๕๕๘ ทั้งนี้ ไทยเสนอแนวทางการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามพรมแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อส่งเสริมฐานการผลิตเดียวและห่วงโซ่อุปทานในอาเซียน
      (๔) ประชุมเห็นชอบให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงาน ๓ ฝ่าย ไทย - สปป.ลาว - เวียดนาม เพื่อหารือและผลักดันการพัฒนากฎระเบียบและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวก ณ จุดผ่านแดน ได้แก่ การขยายเส้นทางหมายเลข ๙ ให้ครอบคลุมกรุงเทพฯ ฮานอย เวียงจันทน์ ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือไฮฟองของเวียดนาม การรวมเส้นทางหมายเลข ๑๒ เชื่อมโยงไทย - สปป. ลาว - เวียดนาม ในความตกลง GMS CBTA  การเปิดเดินรถโดยสารประจำทางระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย - สปป. ลาว - เวียดนาม และการตรวจปล่อยจุดเดียว (Single Stop Inspection) ที่ด่านมุกดาหาร -
สะหวันนะเขต นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นควรให้มีการหารือแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นข้อกังวลของ สปป. ลาว ในฐานะประเทศทางผ่าน อาทิ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมถนน และภาระการรักษาพยาบาลกรณีเกิดอุบัติเหตุ ในการประชุมคณะทำงานฯ ๓ ฝ่ายที่ไทยจะจัดขึ้น
      (๕) ที่ประชุมได้หารือเรื่องการขยายความร่วมมือด้านกฎระเบียบไปยังเมียนมาร์ผ่านด่านแม่สอด – เมียวดี การส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวตามแนวเขตพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก เพื่อส่งเสริมให้เป็นแนวพื้นที่เศรษฐกิจอย่างแท้จริง ตลอดจนการเพิ่มบทบาทภาคเอกชน ธนาคารพัฒนาเอเชีย และหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอื่น ในการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวเขตพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๐ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เดินทางเยือนมาเลเซียตามคำเชิญของ รมว.กต. มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนในปัจจุบัน เพื่อหารือเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ ที่เมือง
    ปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) การพบหารือกับ รมว.กต. มาเลเซีย และ รมว.กต. อินโดนีเซียเป็นไปอย่างฉันมิตร ในฐานะที่ต่างเป็นสมาชิกอาเซียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัญหาร่วมกันของภูมิภาค รอง นรม./รมว.กต. เห็นพ้องถึงความจำเป็นของการช่วยชีวิตผู้ย้ายถิ่นในทะเลซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้าตามหลักมนุษยธรรม ซึ่งจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการรับผิดชอบร่วมกัน (International burden sharing) และเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบของแต่ละประเทศด้วย
          (๒) ที่ประชุมรัฐมนตรีชี้ถึงความจำเป็นในการป้องกันปัญหาในระยะกลางและยาวอย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหาต้องครอบคลุม
    รอบด้านและเป็นความพยายามร่วมกัน จึงเรียกร้องให้ประเทศต้นทาง ทางผ่าน และปลายทางในภูมิภาค รวมทั้งประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้ให้และองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง แสดงออกถึงความจริงใจที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหา นำเสนอทางเลือกที่ปฏิบัติร่วมกันได้ โดยไม่ปล่อยให้เป็นภาระของประเทศใดประเทศหนึ่ง
          (๓) ที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อคิดเห็นของไทยที่ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันต่อต้านขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ และดำเนินการทุกทางที่จะขจัดทั้งขบวนการลักลอบขนคนข้ามชาติและขบวนการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง รวมทั้งป้องกันการไหลออกของ
    ผู้ย้ายถิ่น ซึ่งสามารถทำได้โดยการร่วมมือกันอย่างแข็งขันมากขึ้น
    ในเรื่องการเสริมสร้างเครือข่ายข่าวสาร การบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนาที่ต้นทาง
          (๔) ประเทศไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการให้
    ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ย้ายถิ่น และจะไม่ผลักดันออกจากน่านน้ำไทย สำหรับการแสวงหาความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้องและองค์กรระหว่างประเทศนั้น ไทยจะจัดการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ในวันที่
    ๒๙ พ.ค. ๒๕๕๘ ที่กรุงเทพฯ โดยจะมีผู้เข้าร่วมจาก ๑๗ ประเทศ
    ๒ ประเทศผู้สังเกตการณ์ และ ๓ องค์กรระหว่างประเทศ โดยจะเป็นเวทีที่จะแสดงความจริงจังและจริงใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเป็นโอกาสสำหรับการหารืออย่างสร้างสรรค์เพื่อแสวงหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๑ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. กล่าวสุนทรพจน์
    เปิดการประชุม Asia-Pacific Forum for Sustainable Development ครั้งที่ ๒ (APFSD 2015) ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ โดยมีรองประธานาธิบดีอิหร่านและผู้เข้าร่วมระดับรัฐมนตรีจากกว่า ๒๐ ประเทศ อาทิ ตองกา ปากีสถาน ญี่ปุ่น สปป.ลาว เมียนมาร์ ทาจิกิสถาน และมีผู้แทนระดับสูงจากสหประชาชาติ ได้แก่ เลขาธิการบริหารคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (United Nations Economic and Social Commissino for Asia and the Pacific – UNESCAP) ผู้อำนวยการบริหารโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme – UNEP) และเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development – UNCTAD)
          ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. กล่าวย้ำความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ที่จะเป็นการแสดงความเห็นของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกต่อการพิจารณาจัดทำวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕ และกล่าวถึงความสำเร็จและประเด็นท้าทายในการบรรลุ Millennium Development Goals (MDGs) จากมุมมองเฉพาะของภูมิภาค อาทิ การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การเตรียมตัวรับมือกับผลจากการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การโยกย้ายถิ่นฐาน โดยควรคำนึงถึงความเปราะบางของประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีทางออกทางทะเล และประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมจะแบ่งปันแลกเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาอย่างยั่นยืนที่ยึดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

      หัวข้อหลักของการประชุมในปีนี้ คือ Strengthening Integration and Review for Sustainable Development in Asia and the Pacific หรือ ส่งเสริมบูรณาการ การนำไปปฏิบัติ และการติดตามผลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นการเตรียมการสำหรับการประชุม High-Level Political Forum on Sustainable Development (HLPF) ภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (ECOSOC)

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๓ – ๒๔ พ.ค. ๒๕๕๘ ๑. นายนภดล เทพพิทักษ์ รองปลัด กต. เป็นหัวหน้าคณะนำคณะเอกอัครราชทูต อุปทูต และผู้แทนประเทศสมาชิก OIC ประจำประเทศไทยเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รับทราบข้อเท็จจริงและความคืบหน้าในการดำเนินการของรัฐบาล
    ในการแก้ไขปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้น
  2. เมื่อวันที่ ๓๐ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เป็นประธาน
    เปิดการประชุม Thailand-Pacific Island Countries Forum (TPIF) ครั้งที่ ๒ ณ โรงแรมสุโกศล
          รอง นรม./รมว.กต. กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุม โดยย้ำถึงความสัมพันธ์ฉันมิตรและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศไทยและประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะแตกต่างกันทางวัฒนธรรมและความห่างไกลของที่ตั้ง การประชุม Thailand-Pacific Island Countries Forum (TPIF) เป็นกลไกที่จะกระชับความสัมพันธ์ ทั้งในด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการพัฒนา นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสนใจจะขยาย
    ความร่วมมือในด้านอื่น ๆ อาทิ การเกษตร พลังงานไบโอดีเซล การประมง การจัดการภัยพิบัติ และการสาธารณสุข
          การประชุมครั้งนี้มี ปลัด กต. เป็นประธาน โดยจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Enhancing Thailand – Pacific Island Partnership for Sustainability” และแบ่งเป็น ๓ หัวข้อย่อย ได้แก่
          (๑) Three-Year TPIF Development Partnership Program ฝ่ายไทยได้ประกาศแผนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาหุ้นส่วนระหว่างไทยกับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกทั้ง ๑๔ ประเทศระยะเวลา ๓ ปี ๒๕๕๘ – ๒๕๖๐ (Three Year TPIF Development Partnership Program 2015-2017) ตลอดจนมีการกำหนดกิจกรรมสำหรับช่วงปีแรก (๒๕๕๘) โดยนาย Baron Divavesi Waqa ปธน. สาธารณรัฐนาอูรู และนาย Henry Puna นรม. ของหมู่เกาะคุก ได้ให้มุมมองของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก รวมทั้งมีการหารือถึงการให้ทุนการศึกษากับเยาวชนของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกให้เดินทางมาศึกษาและอบรมในประเทศไทย
          (๒) Sustainable and Social Development มกุฏราชกุมาร Tupouto’a ‘Ulukalala แห่งราชอาณาจักรตองกา นาย Josaia Voreqe Bainimarama นรม. ฟิจิ และนาย Tiarite Kwong รมว. สิ่งแวดล้อม ที่ดิน และการพัฒนาการเกษตรของสาธารณรัฐคิรีบาติ อภิปรายถึงการขยายความร่วมมือ
    บนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครอบคลุมประเด็นการจัดการภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการสาธารณสุข โดย กต. ได้นำคณะผู้แทนทั้งหมดไปศึกษาดูงานโครงการพระราชดำริ เขาหินซ้อน ฉะเชิงเทรา และดูงานด้านการพัฒนาชุมชนและเยี่ยมชมงาน OTOP ที่เมืองทองธานีด้วย
          (๓) Economic Cooperation นาย Maki Simelum
    รมว. คลัง ของสาธารณรัฐวานูอาตู และนาย Veali Vagi ออท. ปาปัวนิวกินีประจำประเทศไทยนำการหารือเกี่ยวกับแผนความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนา การเกษตร การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การท่องเที่ยว และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องถึงศักยภาพของการเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนในสาขาความร่วมมือข้างต้น และได้เสนอโครงการพัฒนาและเรียนรู้ร่วมกัน อาทิ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการทำประมงอย่างยั่งยืน

 

 

 

การทูตเพื่อประชาชน

  1. เมื่อวันที่ ๒๕ - ๒๘ พ.ค. ๕๘ กต. ได้จัดการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลก ประจำปี ๒๕๕๘ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานและระเบียบราชการด้านงานกงสุล และใช้โอกาสดังกล่าว
    ในการระดมความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดการทำงานที่บูรณาการและกำหนดนโยบายให้สอดคล้องเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่กงสุลจากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่
    วโลกประมาณ ๑๐๐ คนเข้าร่วม
            ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้ร่วมการประชุมฯ เมื่อวันที่ ๒๗ พ.ค. ๕๘ เพื่อให้โอวาทและมอบนโยบายแก่ผู้เข้าร่วมประชุม โดยรอง นรม./รมว.กต. ชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กงสุลที่ช่วยคุ้มครองประโยชน์และอำนวยความสะดวกของประชาชนชาวไทยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของงานด้านกงสุล ซึ่งต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับประชาชน และต้องประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ทั้งนี้ กรมการกงสุลมีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ชัดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การช่วยเหลือคนไทยในลิเบีย เยเมน และโซมาเลีย

 

  1. กต. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการช่วยเหลือและคุ้มครองคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศในทุกกรณี
            (๑) การช่วยเหลืออพยพนักศึกษาไทย/ คนไทยในเยเมน ปัจจุบัน (๔ มิ.ย. ๕๘) มีนักศึกษา/ คนไทยอพยพออกจากเยเมนกลับประเทศไทยแล้วเป็นจำนวน ๑๒๘ คน และมีนักศึกษา/ คนไทยไม่ประสงค์จะอพยพออกจากเยเมน จำนวน ๖๕ คน ซึ่งกระทรวงฯ และสถานเอกอัครราชทูตได้มีการติดต่อด้วยเป็นประจำและพร้อมที่จะช่วยเหลือ หากเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นและจำเป็นต้องอพยพกลับประเทศ
            (๒) การช่วยเหลือคนไทยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวเนปาล
    กต. ได้เปิดศูนย์ประสานงานช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติในเนปาล
    พร้อมเปิดสาย Hotline เพื่อเป็นศูนย์กลางในการอพยพนักท่องเที่ยว/ คนไทย และติดต่อญาติ รวมทั้งประสานงานระหว่าง กต.
    สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ และหน่วยงานต่าง ๆ
    ในการให้ความช่วยเหลือด้านสิ่งของและเงินบริจาคแก่เนปาล
            นอกจากนี้ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ เพื่อดำเนินการอพยพคนไทยที่มีความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทย ในระหว่างวันที่ ๓๐ เม.ย. – ๔ พ.ค. ๒๕๕๘
            สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ ได้อพยพนักท่องเที่ยว/ คนไทยกลับประเทศไทยรวมทั้งสิ้นจำนวน ๑๖๕ คน (เครื่องบิน C-130 จำนวน ๗๑ คน และเที่ยวบินบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน ๙๔ คน)

 

กต./
ทุกกรม/
ทุกสำนัก

 

  1. การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ

ข้อ ๓.๒

ป้องกันและแก้ไขปัญหา
การค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหา
ผู้หลบหนีเข้าเมือง การทารุณกรรมต่อแรงงานข้ามชาติ
การท่องเที่ยวที่เน้นบริการทางเพศและเด็ก และปัญหาคนขอทาน โดยการปรับปรุงกฎหมายข้อบังคับที่จำเป็นและเพิ่มความเข้มงวดในการระวังตรวจสอบ

นโยบายที่ ๕.๑ ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมในสังคม

ข้อ ๕.๑.๑ การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้ทุกคนในสังคมไทยควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการจัดการความเสี่ยงและสร้างโอกาสในชีวิตตนเอง

ข้อ ๕.๑.๒ การจัดบริการทางสังคมให้ทุกคนตามสิทธิขั้นพื้นฐาน เน้นการสร้างภูมิคุ้มกันระดับปัจเจก และสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในการพัฒนาประเทศ

ข้อ ๕.๑.๓ การเสริมสร้างพลังให้ทุกภาคส่วนสามารถเพิ่มทางเลือกการใช้ชีวิตในสังคมและมีส่วนร่วมในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๔ พ.ค. ๕๘ กต. โดยกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ ได้จัดบรรยายสรุปภาพรวมการดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์และ
    การทำประมงผิดกฎหมายให้คณะผู้ซื้อจากบริษัท Walmart นำโดย น.ส. Jan Saumweber ตำแหน่ง Vice President, Walmart Responsible Sourcing และ น.ส. Angela Hofmann ตำแหน่ง  Vice President, International Corporate Affairs โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงพาณิชย์ กรมพาณิชย์ และกรมเจ้าท่า ร่วมให้ข้อมูลและตอบคำถาม ซึ่งอธิบดีกรมอเมริกาฯ และรองอธิบดีกรมประมงเน้นย้ำถึงประเด็นที่บริษัท Walmart ให้ความสนใจ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในภาคประมง และการสร้างความโปร่งใสและระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ใน Supply chain ของอุตสาหกรรมประมง
           คณะผู้แทนจากบริษัท Walmart แจ้งว่าในการเยือนและลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้พบปัญหาดังนี้ (๑) ผู้ประกอบการรายใหญ่บางส่วนยังไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะเรื่อง Transperency ของ Supply Chain (ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยมีการวางระบบและการปฏิบัติตามที่ดีกว่า) (๒) ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ทางการในพื้นที่ยังไม่ทราบหรือไม่เข้าใจกฎระเบียบ
    ต่าง ๆ ที่ภาครัญแก้ไขปรับปรุงใหม่ และ (๓) ต้องการเห็นการลงโทษทางอาญาแก่ผู้กระทำผิดด้านการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สิ่งที่บริษัทฯ ต้องการคือ ผลการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม (Tangible results) และบริษัทฯ มีแผนจะกลับมาเมืองไทยเพื่อติดตามความคืบหน้าในช่วงเดือน ก.ค. ๕๘

 

กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้/ กรมยุโรป/ กรมองค์การระหว่างประเทศ

  1. การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน

ข้อ ๗.๑

เร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในภูมิภาคอาเซียนและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

นโยบายที่ ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๓ การสร้างความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

 

 

  1. เมื่อวันที่ ๘ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ASEAN Festival ซึ่งจัดโดยกรมอาเซียน กต.
    ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กต. และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง คณะทูตอาเซียนประจำประเทศไทย และแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายสาขาเข้าร่วมพิธี ซึ่งกิจกรรมนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน และเพื่อตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการในวันที่ ๓๑ ธ.ค. ๕๘ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ภาคประชาชนเกิดความสนใจ ตื่นตัว และมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความรู้สึกร่วมของประชาชนไทยในกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียนให้เป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

        กิจกรรม ASEAN Festival นั้นได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Check in ASEAN” เป็นการจัดงานเชิงรุกและสร้างสรรค์ โดยเน้นรูปแบบที่ทันสมัยและเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งมุ่งนำเสนอสาระความรู้แบบเจาะลึกควบคู่ไปกับกิจกรรมบันเทิงที่สนุกสนานและน่าสนใจ อาทิ นิทรรศการความรู้เกี่ยวกับอาเซียนด้วยระบบดิจิตัล การเสวนาถ่ายทอดความรู้บนเวทีภายใต้หัวข้อ “โอกาสของเยาวชนไทยในอาเซียน” การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านภาษาในหัวข้อ “เปิดโลกภาษาน่ารู้สู่อาเซียน” เกมส์และกิจกรรมบันเทิงสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับอาเซียน การแสดงศิลปะและวัฒนธรรมเกี่ยวกับอาเซียน เป็นต้น

 

  1. เมื่อวันที่ ๙ – ๑๒ พ.ค. ๕๘ ปลัด กต. เข้าร่วมการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ASEAN-Canada Dialogue ณ นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
            (๑) ที่ประชุมหารือเกี่ยวกับพัฒนาการในอาเซียนและแคนาดา ซึ่งฝ่ายแคนาดาย้ำว่า แคนาดาให้ความสำคัญต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและบทบาทนำของอาเซียน รวมทั้งย้ำความประสงค์ของแคนาดาที่จะเข้าร่วมในกรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit)
            (๒) ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับแนวทางขยายความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะภายใต้แผนปฏิบัติการฉบับใหม่
    ปี ๒๕๕๙-๒๕๖๓ ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำเพื่อให้ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-แคนาดาในเดือน ส.ค. ๒๕๕๘ ให้การรับรองต่อไป
            (๓) ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ได้แก่ การต่อต้านลัทธินิยมความรุนแรง บทบาทของประเทศใหญ่ ๆ ในภูมิภาค ความร่วมมือ
    ด้านโรคระบาดและภัยพิบัติ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ด้านความมั่นคงระดับภูมิภาค
     
  2. เมื่อวันที่ ๙ – ๑๒ พ.ค. ๒๕๕๘ ปลัด กต. เข้าร่วมการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ASEAN – Canada Dialogue
    ณ นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา – โดยที่ประชุมหารือเกี่ยวกับพัฒนาการในอาเซียนและแคนาดา ซึ่งฝ่ายแคนาดาย้ำว่า แคนาดาให้ความสำคัญต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและบทบาทนำของอาเซียน รวมทั้งย้ำความประสงค์ของแคนาดาที่จะเข้าร่วมในกรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit)
    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับแนวทางขยายความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะภายใต้แผนปฏิบัติการฉบับใหม่
    ปี ๒๕๕๙-๒๕๖๓ ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำเพื่อให้ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-แคนาดาในเดือน ส.ค. ๒๕๕๘  ให้การรับรองต่อไป

ในอากาสนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ได้แก่
การต่อต้านลัทธินิยมความรุนแรง บทบาทของประเทศใหญ่ ๆ
ในภูมิภาค ความร่วมมือด้านโรคระบาดและภัยพิบัติ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ด้านความมั่นคงระดับภูมิภาค

 

  1. เมื่อวันที่ ๑๔ – ๑๕ พ.ค. ๕๘ ปลัด กต. เข้าร่วมประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ASEAN – U.S. Dialogue ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยอาเซียนและสหรัฐฯ เน้นย้ำความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อนำไปสู่ความสัมพันธ์ในอีกระดับ ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ เสนอให้ยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (strategic partnership)
            นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือในประเด็นความร่วมมือในด้านต่างๆ ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมถึงประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล โดยเฉพาะประเด็นทะเลจีนใต้ อาชญากรรมข้ามชาติ สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการจัดการภัยพิบัติด้วย

 

  1. เมื่อวันที่ ๒๕ พ.ค. ๕๘ กต. โดยกรมอาเซียน ได้จัดกิจกรรมอาเซียนสัญจร ณ จ.เพชรบูรณ์และ จ.พิษณุโลก ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วยการบรรยายในหัวข้อ “จังหวัดก้าวไกลสู่อาเซียน” ตามโครงการ ASEAN Community Roadshow เพื่อเตรียมความพร้อมของจังหวัดในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นผู้บรรยายภาพรวมเกี่ยวกับความพร้อมและศักยภาพของจังหวัดเพชรบูรณ์ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน พร้อมทั้งมีการเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน ซึ่งเป็นโอกาสให้ได้รับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมและวัฒนธรรม นอกจากนี้ ได้มีพิธีส่งมอบห้องสมุดอาเซียนแก่โรงเรียนบ้านปลักแรด อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างเครือข่ายความรู้ทั้งในระดับโรงเรียนและชุมชนท้องถิ่นด้วย

 

กรมอาเซียน