นโยบายการต่างประเทศ

ผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและกลไกประชารัฐ : รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ ๑ – ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘

สถานะ ณ วันที่ ๖ ก.ค. ๕๘

รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กระทรวงการต่างประเทศ
ระหว่างวันที่ ๑
๓๐ มิถุนายน[๑] ๒๕๕๘

ลำดับ

นโยบายรัฐบาล/
การสั่งการของนายกรัฐมนตรี

ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑

มติคณะรัฐมนตรี

การดำเนินการ

การใช้จ่ายงบ
ประมาณ

ผู้รับผิด
ชอบ

วันที่

สาระสำคัญ

แผนงาน/ โครงการ/ ผลการดำเนินการ รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานที่สำคัญ

๑. การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์

 

  1. ปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์
    (๒)  เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจ
    (๓) สนับสนุนโครงการทั้งหลายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
    (๔)  ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่สถานศึกษา หน่วยงานของรัฐเรียนรู้และเข้าใจหลักการทรงงาน และสามารถนำหลักดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการและการพัฒนา รวมถึงเร่งขยายผลโครงการที่ทรงวางรากฐานไว้ให้แพร่หลายเป็นที่ประจักษ์และเกิดประโยชน์ในวงกว้าง

นโยบายที่ ๒.๓ การสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
ข้อ ๒.๓.๑ ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ข้อ ๒.๓.๓ สังคมไทยมีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม รวมถึงการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้

 

 

  1. เมื่อ ๒๙ พ.ค. ๕๘ กต. ร่วมกับเอสแคป มูลนิธิมั่นพัฒนาและมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดนิทรรศการเผยแพร่แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และกิจกรรมคู่ขนานการเสวนาระดับสูงหัวข้อ “การแบ่งปันประสบการณ์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Sharing experiences on sustainable development) ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ โดยเลขาธิการบริหารเอสแคป รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนจากเมียนมาร์ และผู้แทนสำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม (UNODC) ได้เข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะผู้อภิปราย

 

  1. เมื่อ ๑๗ - ๒๐ มิ.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. ร่วมงานแสดงโขน
    เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
    ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการความร่วมมือระหว่าง วธ. กก. และ กต. เพื่อดำเนินโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในสหราชอาณาจักร ภายใต้ชื่อ “เทศกาลไทยในสหราชอาณาจักร – ไทยแท้แท้ (Totally Thai)” โดยจัด ๓ กิจกรรมหลัก ได้แก่ การแสดงโขนเฉลิมพระเกียรติ การจัดเทศกาลภาพยนตร์ไทย และนิทรรศการศิลปะไทยร่วมสมัย ในหัวข้อ Thailand Eye

 

กรมองค์การระหว่างประเทศกรมสารนิเทศ

๒. การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ

ข้อ ๒.๔

  1. การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
  2. ชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่น
  3. นำกลไกทางการทูตแบบบูรณาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น

   ๓.๑ การคุ้มครองดูแลคนไทยและผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน

   ๓.๒ การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา วัฒนธรรม การค้า

   ๓.๓ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเปิดโลกทัศน์ให้มีลักษณะสากล

 

นโยบายที่ ๕.๔ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
 

นโยบาย ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อ
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๔ การเข้าร่วมเป็นภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาคภายใต้บทบาทที่สร้างสรรค์ เป็นทางเลือกในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศในเวทีโลก
ข้อ ๕.๕.๕ การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการส่งเสริมแรงงานไทยในต่างประเทศ
ข้อ ๕.๕.๖ การมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการสร้างสังคมนานาชาติที่มีคุณภาพชีวิต ป้องกันภัยจากการก่อการร้ายและอาชญากรรม ยาเสพติด ภัยพิบัติ และการแพร่ระบาดของโรคภัย
 

นโยบายที่ ๕.๖ ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่นยืน
ข้อ ๕.๖.๖ การเพิ่มบทบาทประเทศไทยในเวทีประชาคมโลกที่เกี่ยวข้องกับกรอบความตกลงและพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

 

 

กรอบทวิภาคี

  1. เมื่อ ๒๘ พ.ค. ๕๘ นาย Kazuyuki Nakane ผู้ช่วยรมว.กต.ญี่ปุ่น ได้เข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. เพื่อทำความรู้จักและสานสัมพันธไมตรีในโอกาสที่ผู้ช่วย รมต.กต.ญี่ปุ่น เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) สมัยที่ ๗๑ สาระสำคัญสรุปดังนี้
          (๑) รอง นรม./รมว.กต. ยินดีที่ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น แน่นแฟ้นใกล้ชิดในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับพระราชวงค์ รัฐบาล และประชาชน นอกจากนั้น ความร่วมมือด้านต่าง ๆ ก็คืบหน้าไปมาก ซึ่งนาย Kazuyuki Nakane กล่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นยินดีอย่างยิ่งที่ นรม. เยือนญี่ปุ่นแล้วถึง
    ๒ ครั้ง และมีกำหนดจะเยือนเพื่อเข้าร่วมประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขง – ญี่ปุ่น ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๘ พร้อมทั้งแสดงความมุ่งมั่นของญี่ปุ่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือกับไทยในเรื่องระบบราง โครงการทวาย และสินค้าเกษตรอย่างเต็มที่
          (๒) นาย Kazuyuki Nakane ขอรับการสนับสนุนจากไทยต่อ
    การมีส่วนร่วมในการรักษาสันติภาพเชิงรุกของญี่ปุ่น และข้อเสนอให้มี
    วันสึนะมิโลก รวมทั้งขอบคุณที่ไทยเชิญญี่ปุ่นเข้าร่วมการประชุมว่าด้วย
    การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียใน ๒๙ พ.ค. ๕๘ โดยญี่ปุ่นเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาด้านมนุษยธรรมที่สำคัญและอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งรอง นรม./รมว.กต. ตอบว่า
    การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอย่างครอบคลุมทั้งมาตรการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในทะเลและพื้นที่ทางผ่าน ตลอดจน
    การพัฒนาพื้นที่ต้นทางเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
  2. เมื่อ ๑ มิ.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมการประชุม 2015 OSCE-Asian Conference ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับ รมว.กต. สาธารณรัฐเกาหลี รมว.กต. สมาพันธรัฐสวิส และเลขาธิการองค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Cooperation in Europe หรือ OSCE)
          รอง นรม./รมว.กต. ได้กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุม โดยมุ่งส่งเสริมให้ OSCE และเอเชียร่วมมือกันเพื่อมีบทบาทในการรับมือกับประเด็นท้าทายด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคและระดับโลก อาทิ
    การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนและ OSCE เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเท่าเทียม และป้องกันประชาชนมิให้ตกเป็นเหยื่อลัทธิสุดโต่ง การลดความเสี่ยงด้านภัยพิบัติด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการรับมือภัยพิบัติระหว่างศูนย์รับมือภัยพิบัติหรือ
    ศูนย์ Asian Disaster Preparedness Center ที่กรุงเทพฯ การต่อต้าน
    การค้ามนุษย์ โดยการใช้แนวทาง 5P ของไทย ซึ่งประกอบด้วย
    (๑) การดำเนินคดีและการบังคับใช้กฎหมาย (Prosecution and Law Enforcement) (๒) การป้องกันและการฟื้นฟู (Protection and Recovery) (๓) การป้องปราม (Prevention) (๔) การดำเนินนโยบาย (Policy and Mechanism) และ (๕) การเป็นหุ้นส่วน (Partnership) โดยไทยในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนเดียวใน OSCE สามารถเป็นตัวเชื่อมระหว่าง OSCE กับอาเซียน
          หัวข้อหลักของการประชุมในปีนี้ คือ “The Changing Global Security Environment and Visions of Multilateral Security Co-operation in Asia” ประกอบด้วยการประชุม ๓ วาระ ได้แก่
          (๑) Evolving threats and their implications for security in Europe and Asia เพื่อหารือแนวทางการต่อต้านลัทธิสุดโต่งและการส่งเสริมแนวทางสายกลาง
          (๒) Areas of Cooperation ในเรื่องความร่วมมือด้านการลดความเสี่ยงด้านภัยพิบัติและความมั่นคงทางไซเบอร์
          (๓) Visions for Security Co-operation in Asia: Experience Sharing and New Co-operation Areas เพื่อหารือเรื่องการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างเอเชียกับ OSCE

 

  1. เมื่อวันที่ ๒ มิ.ย. ๕๘ นาย Ismail Ahmed Khairat เอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะปลัด กต. โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี ทั้งในด้านการเมือง อาทิ การประชุม Political Consultation และในด้านเศรษฐกิจ อาทิ สมาชิกภาพของอียิปต์ในธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย การค้า และ การลงทุน นอกจากนี้ยังได้หารือในประเด็นอื่น ๆ ที่อยู่ในความสนใจของทั้งสองฝ่าย เช่น ประเด็นผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่ติดค้างอยู่ในทะเล เป็นต้น

 

  1. เมื่อ ๒ มิ.ย. ๕๘ นาย Shiro Sadoshima เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ ปลัด กต. เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แจ้ง policy statement สำหรับการประจำการในไทย เพื่อให้มีจุดมุ่งหมายความร่วมมือ ที่ชัดเจนในอีก ๔ ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้น ๕ เรื่องคือ ความร่วมมือยกระดับอุตสาหกรรมไทย การวิจัยและพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ การส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และความสะดวกในการให้บริการด้านกงสุลแก่ชาวญี่ปุ่นที่พำนักบริเวณเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออกของไทย
          (๒) การหารือเรื่องที่ นรม. จะเยือนญี่ปุ่นเพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำลุ่มแม่น้ำโขง – ญี่ปุ่น ครั้งที่ ๗ ระหว่าง ๒ – ๔ ก.ค. ๕๘ ซึ่งน่าจะมีประเด็นที่สำคัญที่ต้องหารือ คือโครงการทวาย ระบบราง และความร่วมมือสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเรื่องยางพารา
          นอกจากนี้ ญี่ปุ่นแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาโรฮีนจา ซึ่งไทยยินดีและเห็นว่าการประชุมที่ผ่านมาประสบความสำเร็จและแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาต่อไป

 

  1. เมื่อ ๓-๔ มิ.ย. ๕๘ รองปลัด กต. (นายนภดล เทพพิทักษ์) เข้าร่วมประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน-จีน ครั้งที่ ๒๑ ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) ทั้งสองฝ่ายย้ำความสำคัญของความสัมพันธ์อาเซียน-จีน โดยฝ่ายอาเซียนชื่นชมจีนที่ริเริ่มความร่วมมือในหลายเรื่อง รวมถึงข้อเสนอให้จัดทำสนธิสัญญาว่าด้วยความเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมือ (Treaty on Good Neighbourliness, Friendship and Cooperation) และเห็นพ้องให้ศึกษาเรื่องนี้ในรายละเอียดต่อไป และได้หารือเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมเพื่อร่วมฉลองปีแห่งความร่วมมือทางทะเลอาเซียน-จีนในปีนี้ด้วย
          (๒) ทั้งสองฝ่ายปรารถนาที่จะผลักดันเรื่องการเจรจาเพื่อยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน และการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้มีความคืบหน้า และจะร่วมมือกันในการบรรลุเป้าหมายทางการค้า ๑ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ๒๕๖๓ รวมทั้งการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค
          (๓) ฝ่ายอาเซียนยินดีต่อข้อเสนอของจีนที่กำหนดให้ปี ๒๕๕๙ เป็นปีแห่งการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาระหว่างอาเซียนและจีน และจะร่วมกันกำหนดกิจกรรมร่วมฉลองต่อไป และหารือเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว
          (๔) ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับปัญหาในทะเลจีนใต้ โดยย้ำความสำคัญของการปฏิบัติตามปฏิญญาว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพในทุกข้อบท เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นและความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมทั้งสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องโดยสันติวิธี บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ รวมทั้งย้ำถึงความจำเป็นในการใช้ความยับยั้งชั่งใจหลีกเลี่ยงการดำเนินการใด ๆ ที่จะทำให้สถานการณ์ทวีความยุ่งยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

 

  1. เมื่อ ๓-๕ มิ.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ รวมทั้งเตรียมการสำหรับการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของ นรม. สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) ทั้งสองฝ่ายยินดีกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง
    การครบรอบ ๕๐ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สิงคโปร์ อาทิ การแสดงทางนาฏศิลป์ และการครบรอบ ๕๐ ปี การสถาปนาประเทศสิงคโปร์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณา
    โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นรม. เป็นผู้แทนพระองค์ในการเข้าร่วมพิธีการสถาปนา ๕๐ ปีประเทศสิงคโปร์ใน ๙ ส.ค. ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นวันชาติของสิงคโปร์
          (๒) นรม. สิงคโปร์พร้อมและยินดีที่ นรม. ของไทยจะเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการระหว่าง ๑๑ – ๑๒ มิ.ย. ๒๕๕๘ ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้เชิญ รมว.กต. และ รมว. กระทรวงกฎหมายของสิงคโปร์เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการและเพื่อเข้าร่วมการประชุมโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยราชการไทย-สิงคโปร์ ครั้งที่ ๑๒ ในช่วงครึ่งหลังของปี ๒๕๕๘
          (๓) ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการขยายความร่วมมือด้านการค้าและ
    การลงทุน การท่องเที่ยวและความมั่นคงและการทหาร โดย รอง นรม./รมว.กต. ยินดีที่ฝ่ายสิงคโปร์เชื่อมั่นในศักยภาพทางเศรษฐกิจไทยและเชิญชวนให้สิงคโปร์ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษและโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและคมนาคมของประเทศ รวมถึงยินดีกับจำนวนนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการข่าวเพื่อต่อต้านภัยจากแนวคิดสุดโต่งและการก่อการร้ายระหว่างประเทศ
          (๔) ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับประเด็นในภูมิภาค โดยฝ่ายไทยขอบคุณสิงคโปร์ที่สนับสนุนไทยในการทำหน้าที่ประเทศ
    ผู้ประสานงานอาเซียน-จีน และไทยพร้อมสนับสนุนสิงคโปร์ในการรับหน้าที่ดังกล่าวต่อจากไทยในเดือน ก.ค. ๕๘ นอกจากนี้ สิงคโปร์ได้ชื่นชมบทบาทและความสำเร็จของไทยในการจัดการประชุมการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียเมื่อ ๒๙ พ.ค. ๒๕๕๘ และเห็นว่าอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐผ่านอาเซียน เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

 

  1. เมื่อ ๓ - ๔ มิ.ย. ๕๘ รองปลัด กต. (นายวิทวัส ศรีวิหค) เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสไทย-แอฟริกาใต้ ครั้งที่ ๔ ณ กรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-แอฟริกาใต้ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีในทุกระดับ และต่างเห็นพ้องให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงเพิ่มขึ้น เพื่อกระชับความสัมพันธ์ โดยฝ่ายแอฟริกาใต้แจ้งว่ายินดีต้อนรับการเยือนแอฟริกาใต้ของ รอง นรม./รมว.กต. ในช่วง
    ครึ่งหลังของปี ๒๕๕๘
          (๒) ทั้งสองฝ่ายหารือถึงสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจของไทย การเพิ่มพูนการค้าและการลงทุนระหว่างกัน รวมทั้งติดตามประเด็นความสัมพันธ์ทวิภาคีที่คั่งค้าง เพื่อให้สามารถลงนามในร่างความตกลงและบันทึกความเข้าใจต่าง ๆ ได้โดยเร็ว
          (๓) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือทางวิชาการ ในลักษณะความร่วมมือไตรภาคี นอกจากนี้ยังได้หารือถึงความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศและสถานการณ์ในระดับภูมิภาคด้วย

 

  1. เมื่อ ๖ มิ.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. ในฐานะผู้แทนรัฐบาล เข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ ๒๘ ณ สนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) ในช่วงพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ รอง นรม./รมว.กต. ได้พบปะและสนทนากับนาย Tony Tan ปธน. สิงคโปร์ นาย Lee Hsien Loong นรม. และคณะ รมต. สิงคโปร์ รวมทั้งประมุขและผู้แทนระดับสูงของประเทศอาเซียน อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดี Hassanal Bolkiah แห่งบรูไนดารุสซาลาม
          (๒) รอง นรม./รมว.กต. ได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจแก่คณะนักกีฬาไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ ๒๘ และได้นำส่งผ่านสารอวยพรและความปรารถนาดีจาก นรม. ถึงนักกีฬาไทยให้ประสบความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ รวมทั้งเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ของสิงคโปร์ในเช้าวันเดียวกันด้วย

 

  1. เมื่อ ๘ - ๑๖ มิ.ย. ๕๘ รองปลัด กต. (นายวิทวัส ศรีวิหค) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม Political Consultation on Matters of Common Interest ไทย-บราซิล ครั้งที่ ๑ ณ กรุงบราซิเลีย สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความสัมพันธ์
    ทวิภาคี การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-บราซิล ครั้งที่ ๓
    ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ อาทิ การประชุมคณะทำงานด้านการค้าและการลงทุน (Working Group on Trade and Investment) และความร่วมมือทางด้านวิชาการ นอกจากนี้ยังได้หารือถึงความร่วมมือ
    พหุภาคี อาทิ วาระการพัฒนาภายหลัง ค.ศ. ๒๐๑๕ การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การต่อต้านการก่อการร้าย และการสมัครเข้ารับการเลือกตั้งในเวทีระหว่างประเทศ

 

  1. เมื่อ ๙ มิ.ย. ๕๘ รองปลัด กต. (นายนภดล เทพพิทักษ์) เข้าร่วม
    การหารือกับเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย เรื่องความสัมพันธ์ ไทย-รัสเซีย ในกรอบพหุภาคี โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงการปฏิรูป UNSC การแลกเปลี่ยนการสนับสนุนในเวทีระหว่างประเทศ อาทิ การสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกไม่ถาวรของ UNSC วาระปี
    ๒๐๑๗ – ๒๐๑๘ ของไทย การประสานท่าทีในเวทีระหว่างประเทศ และแผนการหารือ (Plan of Consultations) ฉบับใหม่ (๒๐๑๖ – ๒๐๑๘) ที่รัสเซียประสงค์จะจัดทำขึ้น

 

  1. เมื่อ ๑๐ มิ.ย. ๕๘ นาย Alexander Feldman ประธาน
    US – ASEAN Business Council หรือ USABC เข้าพบหารือกับ
    รอง นรม./รมว.กต. โดยประธาน USABC แจ้งว่า USABC ยินดีจัดให้ นรม. พบผู้แทนคณะนักธุรกิจ USABC ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
    ช่วงการประชุม UNGA 70 และแจ้งว่า USABC อยู่ระหว่างเตรียม
    คณะนักธุรกิจ USABC เยือนไทย วันที่ ๖ - ๗ ก.ค. ๕๘ โดยขอ
    ความอนุเคราะห์การประสานกำหนดการพบหารือระหว่างนักธุรกิจ
    กับ นรม. และการพบหารือกับ รมต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตาม
    สาขาธุรกิจ

 

  1. เมื่อ ๑๐ มิ.ย. ๕๘ ผช.รมว.กต./เอกอัครราชทูตนิการากัวประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รมช.กต.  สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) ทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีและเห็นพ้องว่าจะร่วมมือกันส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกัน โดยฝ่ายนิการากัวให้ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพและนโยบายทางเศรษฐกิจของนิการากัวและการบูรณาการภายในภูมิภาคลาตินอเมริกาผ่านกรอบความร่วมมือ
    ต่าง ๆ
          (๒) เอกอัครราชทูตฯ แจ้งว่า กงสุลกิตติมศักดิ์นิการากัวประจำกรุงเทพฯ จะนำคณะนักธุรกิจไทยเดินทางเยือนนิการากัวเพื่อศึกษาลู่ทางทางธุรกิจ ขณะที่ เอกอัครราชทูตฯ จะหารือกับ ProNicaragua ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการค้าการลงทุนของนิการากัวในการส่งเสริมความร่วมมือกับภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ยังมีความสนใจที่จะเรียนรู้วิธีการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรของไทย เพื่อนำไปปรับใช้กับผลผลิตของนิการากัวซึ่งมีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการเกษตรเป็นหลัก ด้านฝ่ายไทยยินดีที่จะให้ความร่วมมือ และหวังว่าสินค้าข้าวของไทยจะสามารถเข้าสู่ตลาดนิการากัวได้อีกครั้งในเร็ว ๆ นี้
          (๓) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของเวทีความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกกับลาตินอเมริกา (Forum for East Asia - Latin America Cooperation หรือ FEALAC) ซึ่งไทยจะเป็นประธานร่วมของการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ FEALAC ครั้งที่ ๗ ที่คอสตาริกาจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในเดือน ส.ค. ๕๘
  2. เมื่อ ๑๑ มิ.ย. ๕๘ การประชุมความร่วมมือด้านกงสุล ไทย – เวียดนาม ครั้งที่ ๑ ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) กรณี Visa runners ชาวเวียดนาม
                กรณี visa runners ที่ใช้ประโยชน์จากสิทธิความตกลงยกเว้นการตรวจลงตรา/ สิทธิยกเว้นการตรวจลงตราฝ่ายเดียวที่ไทยให้แก่เวียดนามเป็นระยะเวลา ๓๐ วัน เพื่อลักลอบเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายนั้น ปัจจุบันสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอนุโลมให้ทุกชาติสามารถเข้า-ออกตามบริเวณชายแดนได้สูงสุด ๓ ครั้ง (รวมระยะเวลาการพำนักในไทย ๙๐ วัน) โดยจะจับกุม/ผลักดันออกนอกประเทศในครั้งที่ ๔ ที่ตรวจพบ ซึ่งจากสถิติ ๕ เดือนแรกของปี ๒๕๕๘ พบว่ามีร้อยละ ๒๕ ของคนเวียดนามทั้งหมดที่เข้าข่ายเป็น visa runners และถูกผลักดันออกนอกประเทศ ทั้งนี้ ขอให้ฝ่ายเวียดนามประชาสัมพันธ์ให้พลเมืองของตนทราบ รวมถึงแนะนำให้ไปขอรับการตรวจลงตราที่ถูกประเภทจากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ หากมิได้เข้ามาไทยเพื่อการท่องเที่ยว
          (๒) การจดทะเบียนแรงงานเวียดนามในไทย
                ฝ่ายเวียดนามยินดีที่จะมีการลงนาม MOU ความร่วมมือด้านแรงงานไทย-เวียดนาม โดยนอกจาก ๔ สาขาอาชีพที่ ครม. ไทยได้อนุมัติแล้ว (ก่อสร้าง/ แม่บ้าน/ ประมง/ ร้านอาหาร) ฝ่ายเวียดนามขอให้ฝ่ายไทยพิจารณาเพิ่มอีก ๓ สาขาอาชีพ ได้แก่ คนชำแหละเนื้อสัตว์ พนักงานอำนวยความสะดวกการจอดรถ และพนักงานขนกระเป๋า ซึ่งฝ่ายไทยแจ้งว่าจะรับไปพิจารณา
          (๓) ปัญหาการลักลอบทำประมงในน่านน้ำของแต่ละฝ่าย
                ฝ่ายเวียดนามแจ้งว่า ตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค. ๕๗ ได้เกิดกรณีเรือไทยยิงเรือประมงเวียดนามถึง ๒ ครั้ง ในขณะที่ฝ่ายไทยก็ได้แจ้งกรณีเรือเวียดนามลักลอบทำประมงในน่านน้ำไทยอย่างผิดกฎหมาย สองฝ่ายจึงเห็นควรจัดตั้งกลไกความร่วมมือ หรือ joint venture การทำประมงร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป
          (๔) การช่วยเหลือคนของกันและกันในช่วงวิกฤต/ เหตุภัยพิบัติในประเทศที่สาม
                ทั้งสองฝ่ายตกลงในหลักการที่จะช่วยอพยพคนชาติ
    ของกันและกันในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในประเทศที่สาม เมื่อมีการร้องขอ ตลอดจนได้จัดตั้ง hotline ระหว่างกรมการกงสุลของทั้งสองฝ่ายเพื่อประสานในเรื่องดังกล่าวเป็นการเฉพาะ
          (๕) ปัญหาคนเวียดนามที่เคลื่อนไหว/ ต่อต้านรัฐบาลเวียดนามในไทย
                ฝ่ายเวียดนามขอความร่วมมือฝ่ายไทยมิให้บุคคลหรือกลุ่มใดใช้ไทยเป็นฐานในการเคลื่อนไหว/ ต่อต้านรัฐบาลเวียดนาม โดยฝ่ายไทยแจ้งว่า ไทยไม่มีนโยบายสนับสนุนเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว นอกจากนี้ ฝ่ายเวียดนามแจ้งว่า มีชนกลุ่มน้อยชาวเขา “Montagnard” หลบหนีเข้าไทย จึงขอความร่วมมือแจ้งรายชื่อและติดตามความเคลื่อนไหว ซึ่งฝ่ายไทยขอให้ฝ่ายเวียดนามแจ้งรายละเอียดเพื่อจะได้ดำเนินการตรวจสอบต่อไป
          (๖) การดูแลนักโทษและการจัดทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้าย
    ข้ามแดนไทย-เวียดนาม

                - ฝ่ายเวียดนามขอให้ไทยช่วยดูแลนักโทษเวียดนามในไทย
    โดยในส่วนของเวียดนามได้สั่งการให้เรือนจำอำนวยความสะดวกแก่
    สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ ในการเข้าเยี่ยมนักโทษไทยรวมทั้งรับจะดูแลนักโทษไทยด้วยดี
                - ฝ่ายเวียดนามเสนอให้จัดทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน
    ไทย-เวียดนาม โดยขอให้ฝ่ายไทยจัดส่งร่างความตกลงให้ฝ่ายเวียดนามพิจารณา
          (๗) เรื่องอื่น ๆ
                ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่อง e-passport (ฝ่ายไทย) e-visa (ฝ่ายเวียดนาม) การจัดตั้ง call center ด้านการกงสุล  รวมถึงมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยการยกเว้นการตรวจลงตรา/ยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา

 

  1. เมื่อ ๑๑ - ๑๒ มิ.ย. ๕๘ นรม. เยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ โดย รอง นรม./รมว.กต. และ ปลัด กต. ร่วมคณะด้วย สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) นรม. เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบ ปธน. สิงคโปร์ (Istana) และเข้าเยี่ยมคารวะนาย Tony Tan ปธน. สิงคโปร์ และเข้าร่วมการประชุม Leader’s Retreat กับนาย Lee Hsien Loong นรม. สิงคโปร์ โดยมี รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมด้วย
          (๒) นรม. แสดงความขอบคุณ นรม. และรัฐบาลสิงคโปร์ที่เชิญเยือนอย่างเป็นทางการ และให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งนี้รู้สึกยินดีที่ได้มาสิงคโปร์ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นปีที่มีความสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ในโอกาสครบรอบ ๕๐ ปี การสถาปนาประเทศสิงคโปร์และการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-สิงคโปร์ อีกทั้งยังอยู่ในระหว่างที่สิงคโปร์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน SEA Games ครั้งที่ ๒๘ ซึ่ง นรม. ยินดีกับความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญของภูมิภาคครั้งนี้
          (๓) ทั้งสองประเทศเห็นพ้องว่า ในโอกาสที่ความสัมพันธ์ทวิภาคีกำลังย่างเข้าสู่ทศวรรษที่ ๖ และการเป็นประชาคมอาเซียนในปีนี้ ทั้งสองประเทศจะต้องร่วมมือกันเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และให้กับประชาคมอาเซียน จากความสามารถและภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์จะทำให้อาเซียนประสบความสำเร็จ
          (๔) นรม. ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า ไทยและสิงคโปร์มีศักยภาพที่จะส่งเสริมการค้าการลงทุนในระดับทวิภาคี และสนับสนุนการเป็นประชาคมอาเซียนและความเชื่อมโยงในภูมิภาค ซึ่ง นรม. ได้กล่าวเชิญภาคเอกชนสิงคโปร์ให้เข้ามาร่วมลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ บริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของไทย
          (๕) ทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค โดยเฉพาะระหว่างอาเซียนกับจีนในสถานการณ์ทะเลจีนใต้ ซึ่ง นรม. แจ้งความพร้อมของไทยที่จะสนับสนุนสิงคโปร์อย่างเต็มที่ในการรับหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานอาเซียน-จีน ต่อจากไทย

 

  1. เมื่อ ๑๒ มิ.ย. ๕๘ รมช.กต. พบหารือกับเอกอัครราชทูตโคลอมเบียประจำประเทศไทยเรื่องความร่วมมือทางวิชาการ โดย รมช.กต. กล่าวถึงการประชุมเรื่องความร่วมมือทางวิชาการซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    จัดขึ้นในวันที่ ๒๙ มิ.ย. ๕๘ โดยเน้นเรื่องความช่วยเหลือแก่เยาวชน
    ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยตามโครงการของสมเด็จพระเทพ-รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเอกอัครราชทูตฯ สนใจและได้เข้าร่วมการประชุมด้วย โดยกล่าวด้วยว่าโคลอมเบียมีโครงการกับประเทศเพื่อนบ้านที่คล้ายคลึงกัน

 

  1. เมื่อ ๑๕ มิ.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นาย Rolf Schulze เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ในโอกาสพ้นหน้าที่ โดย
    รอง นรม./รมว.กต. ได้กล่าวชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของเอกอัครราชทูตฯ ในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือทวิภาคี และทั้งสองฝ่ายพอใจต่อความคืบหน้าของความร่วมมือต่าง ๆ อาทิ การเข้าร่วมโครงการพัฒนาการอาชีวศึกษาทวิภาคีของภาคเอกชนไทย โดยฝ่ายเยอรมนีแจ้งว่า ภาคเอกชนเยอรมันเชื่อมั่นในศักยภาพด้านการลงทุนของประเทศไทย ซึ่ง รอง นรม./รมว.กต. ย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และส่งเสริมนโยบาย Thailand-Plus-One เพื่อแสดงความสำคัญของการเป็นศูนย์กลางด้านความเชื่อมโยงด้านคมนาคมและการเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำความเป็นมิตรแท้ ซึ่งเอกอัครราชทูตฯ ยืนยันว่า จะสนับสนุนความร่วมมือกับไทยในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป

 

  1. เมื่อ ๑๕ มิ.ย. ๕๘ นาย Chimeddorj Battumur เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ รอง นรม./รมว.กต. ได้กล่าวชื่นชมและแสดงความขอบคุณเอกอัครราชทูตฯ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง และการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งกลไกหารือว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี การจัดกิจกรรม
    เฉลิมฉลองการครบรอบ ๔๐ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-มองโกเลียในปี ๒๕๕๗ รวมทั้งการส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับมองโกเลียในไทยมากขึ้น
          ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะความร่วมมือทางวิชาการ และการส่งเสริมความร่วมมือ
    ในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ ความร่วมมือเพื่อพัฒนาการลงทุน
    ด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่และพลังงาน การบริการทางการแพทย์
    การก่อสร้างที่อยู่อาศัย การท่องเที่ยว สิ่งทอ การเกษตรและวิชาการ รวมทั้งความร่วมมือระหว่างกันในระดับภูมิภาคและกรอบพหุภาคีระหว่างประเทศ

 

  1. เมื่อ ๑๙ มิ.ย. ๕๘ นาย Ismail Ahmed Khairat เอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รมช.กต. ณ กต. สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) อียิปต์ประสงค์เข้าเป็นภาคีสนธิสัญญามิตรภาพและ
    ความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia หรือ TAC) และขอรับการสนับสนุนจากฝ่ายไทย ซึ่ง รมช.กต. พร้อมให้การสนับสนุน
          (๒) อียิปต์ประสงค์เข้าเป็นสมาชิกธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asia Infrastructure Investment Bank หรือ AIIB) ประเภท Intra-Regional Member เช่นเดียวกับในกรณีของรัสเซีย เนื่องจากอียิปต์มีพื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ในเอเชีย (คาบสมุทรไซนาย) เช่นเดียวกัน ซึ่ง รมช.กต. เห็นว่า อียิปต์อาจหารือกับจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ และไทยก็พร้อมช่วยมิตรประเทศในเวทีนี้
          (๓) อียิปต์ได้จัดการประชุมแอฟริกา ๒๖ ประเทศ เมื่อ ๑๐ มิ.ย. ๕๘ และได้ลงนามความตกลงตั้งเขตการค้าเสรีของสามอนุภูมิภาคในแอฟริกา (แอฟริกาตะวันตก แอฟริกาใต้ และแอฟริกาตะวันออก) ซึ่งจะเป็นตลาดขนาด ๖๒๕ ล้านคน อียิปต์จึงสามารถเป็นประตูสู่แอฟริกาให้ไทย ซึ่ง รมช.กต. เห็นพ้อง และกล่าวว่าไทยสามารถเป็นประตูสู่อาเซียนแก่อียิปต์ได้เช่นกัน โดยเฉพาะหลังการเป็นประชาคมอาเซียน
          (๔) รมช.กต. สอบถามเรื่องการจัดการน้ำของอียิปต์ ซึ่งเอกอัครราชทูตฯ แจ้งว่า อียิปต์พึ่งพาน้ำกว่าร้อยละ ๙๙ จากแม่น้ำไนล์ และขณะนี้ประสบปัญหากับประเทศต้นน้ำ จากการที่เอธิโอเปียสร้างเขื่อน Grand Ethiopian Renaissance Dam ในช่วงที่อียิปต์ประสบปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง อย่างไรก็ดี รัฐบาลอียิปต์ชุดปัจจุบันได้พยายามแก้ไขปัญหาโดยการเจรจา และจัดทำความตกลงสามฝ่ายกับเอธิโอเปีย และซูดาน เพื่อบริหารจัดการแม่น้ำไนล์ร่วมกัน ด้าน รมช.กต. หวังว่า ทั้งสามประเทศจะสามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ต่อไป

 

  1. เมื่อ ๒๔ มิ.ย. ๕๘ นาย Ismail Ahmed Khairat เอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. โดย
    ทั้งสองฝ่ายหารือถึงความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี โดยเห็นควรเพิ่มพูน
    ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกันผ่านความตกลงทางการค้าซึ่งลงนามมานานกว่า ๓๐ ปี
          เอกอัครราชทูตอียิปต์ขอรับการสนับสนุนจากไทยในการเข้าเป็นสมาชิกธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank หรือ AIIB) ประเภทสมาชิกในภูมิภาค โดย รอง นรม./รมว.กต. แจ้งว่ายินดีให้การสนับสนุนและจะหยิบยกเรื่องดังกล่าวกับฝ่ายจีนให้ต่อไป และแจ้งความประสงค์ของอียิปต์ในการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia หรือ TAC) โดย รอง นรม./รมว.กต. พร้อมที่จะสนับสนุน
          นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นความร่วมมืออื่น ๆ อาทิ การศึกษา การจัดกิจกรรมร่วมกับกลุ่มประเทศแอฟริกา การท่องเที่ยวและการตรวจลงตราแก่นักท่องเที่ยวชาวอียิปต์ เป็นต้น

 

  1. เมื่อ ๒๔ - ๒๕ มิ.ย. ๕๘ ปลัด กต. เป็นประธานร่วมในการประชุมหารือทวิภาคี (Bilateral Consultations) ไทย-บังกลาเทศ ครั้งที่ ๑
    ณ กรุงธากา สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
    ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
          (๑) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยฝ่ายบังกลาเทศขอบคุณฝ่ายไทยที่ให้สิทธิพิเศษทางการค้า (Duty Free Quota Free) แก่สินค้าบังกลาเทศ ๑๐ รายการ เมื่อ เม.ย. ๒๕๕๘ โดยมีสินค้าที่สำคัญ คือ ปอกระเจา เสื้อผ้าทำจากผ้าฝ้ายและเส้นใยประดิษฐ์ กระสอบ/ถุงทำจากผ้าไม่ทอ ยารักษาโรค และสมุนไพร และขอให้ไทยเพิ่มรายการสินค้าเป็น ๒๕ รายการ เมื่อมีการพิจารณาทบทวนรายการสินค้าในอีก ๒ ปีข้างหน้า
          (๒) ไทยเสนอให้บังกลาเทศนำเข้าข้าวนึ่งจากไทยตามที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายได้ลงนามใน MoU ระหว่างกันเมื่อปี ๒๕๕๕ ซึ่งระบุว่า บังกลาเทศตกลงจะซื้อข้าวนึ่งจากไทยปริมาณ ๑ ล้านตันต่อไป
    ความร่วมมือด้านความมั่นคง
          (๑) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง อาทิ การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาความมั่นคงทางทะเล ปัญหาการค้ามนุษย์ และการหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยเห็นควรให้หน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองฝ่ายประสานงานกัน โดยใช้ประโยชน์จากความร่วมมือในกรอบ BIMSTEC Joint Working Group on Combating Terrorism and Transnational Crime นอกจากนี้ บังกลาเทศยินดีที่จะพิจารณาข้อเสนอของกรมสอบสวนคดีพิเศษในการจัดทำ MoU ว่าด้วยความมั่นคงร่วมกัน
          (๒) ไทยชื่นชมบังกลาเทศที่สนับสนุนภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ โดยในปี ๒๕๕๗ บังกลาเทศส่งกำลังทหาร/ตำรวจเข้าร่วมมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก  และเห็นควรให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพระหว่างศูนย์ปฏิบัติการเพื่อสันติภาพของไทยกับบังกลาเทศ
    ความร่วมมือด้านความเชื่อมโยง
          (๑) ทั้งสองฝ่ายเห็นควรขยายความร่วมมือด้านความเชื่อมโยงทางคมนาคมในภูมิภาคโดยพิจารณาผ่านกรอบระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ รวมทั้งโครงการถนน ๓ ฝ่าย ไทย–เมียนมาร์–อินเดีย กับโครงการ BCIM เชื่อมโยงทางถนนระหว่างบังกลาเทศ–จีน–อินเดีย–เมียนมาร์
          (๒) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการขนส่งสินค้าตามเส้นทางชายฝั่งทะเล โดยเชื่อมท่าเรือระนองกับท่าเรือจิตตะกองหรือมองกลาของบังกลาเทศ
          (๓) ไทยยินดีพิจารณาข้อเสนอของบังกลาเทศในการจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายความเชื่อมโยงจากกรอบความร่วมมือที่มีอยู่
    ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม
          ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดทำ MoU ว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวบังกลาเทศที่เดินทางมารับการรักษาพยาบาลในไทย และจะศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน
    ความร่วมมือด้านการกงสุล
          (๑) สองฝ่ายเห็นพ้องที่จะลงนามความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับหนังสือเดินทางทูตซึ่งผลิตด้วยเครื่องเท่านั้น และมีระยะเวลาพำนักในไทยไม่เกิน ๓๐ วัน โดยถือเป็นโครงการนำร่องก่อนที่จะพิจารณาทำความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับหนังสือเดินทางประเภทอื่นต่อไป
          (๒) ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะอำนวยความสะดวกด้านการตรวจลงตราให้แก่บุคคลประเภทต่าง ๆ ระหว่างกัน ทั้งนี้ ฝ่ายบังกลาเทศรับที่จะพิจารณาคำขอของฝ่ายไทยให้บังกลาเทศพิจารณาขยายอายุการตรวจ
    ลงตราสำหรับผู้ประกอบการไทยในบังกลาเทศ และเร่งรัดกระบวนการออกใบอนุญาตทำงาน
    ความร่วมมือทางวิชาการ
          (๑) ไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่บังกลาเทศ โดยเฉพาะการมอบทุนฝึกอบรมภายใต้กรอบแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ๕ ปี จำนวน ๔๐ ทุน
          (๒) บังกลาเทศขอบคุณไทยสำหรับความช่วยเหลือออกหน่วย
    ขาเทียมให้แก่ผู้ประสบเหตุตึกถล่มเมื่อปี ๒๕๕๖ ด้านไทยพร้อมที่จะสนับสนุนการปรับปรุงและพัฒนาศูนย์ขาเทียมต่อไป
    ความร่วมมือในระดับภูมิภาค
          ทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาคภายใต้กรอบ BIMSTEC ACD ARF และ IORA นอกจากนี้ ฝ่ายบังกลาเทศยืนยันความประสงค์ในการสมัครเข้าเป็นประเทศคู่เจรจาของอาเซียน ซึ่งไทยชี้แจงว่า ยินดีให้การสนับสนุน แต่ขณะนี้อาเซียนยังอยู่ระหว่างการระงับการรับประเทศคู่เจรจาชั่วคราว
    ความร่วมมือในเวทีพหุภาคี
          ไทยขอให้บังกลาเทศพิจารณาสนับสนุนการเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) วาระปี ค.ศ. ๒๐๑๗ – ๒๐๑๘ และขอให้พิจารณาสนับสนุนผู้แทนไทยที่สมัครตำแหน่งผู้พิพากษากฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) วาระปี ค.ศ. ๒๐๑๗ – ๒๐๒๖ ซึ่งฝ่ายบังกลาเทศแจ้งว่า ยินดีสนับสนุนไทยในการเลือกตั้ง UNSC และขอให้ไทยแจ้งบังกลาเทศขอรับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการในการเลือกตั้ง ITLOS ต่อไป
    การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย
          ทั้งสองฝ่ายเห็นประโยชน์ของการจัดประชุมพิเศษว่าด้วย
    การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อ ๒๙ พ.ค.๕๘ และไทยชื่นชมความร่วมมือของบังกลาเทศในการรับผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติแล้วว่าเป็นชาวบังกลาเทศกลับประเทศ และไทยสนับสนุนให้ประเทศที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาร่วมกันในระยะต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ตั้งแต่ประเทศต้นทาง ทางผ่าน และปลายทาง เพื่อให้เกิดผลที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของการแบ่งเบาภาระระหว่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการต่อยอดการดำเนินการในกรอบที่เกี่ยวข้องในภูมิภาค อาทิ อาเซียนและกระบวนการบาหลี

 

  1. เมื่อ ๒๖ มิ.ย. ๕๘ นายหลี บุญค้ำ เอกอัครราชทูต สปป.ลาว
    ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะรองปลัด กต. (นายวิทวัส ศรีวิหค) โดยทั้งสองฝ่ายหารือถึงภาพรวมความสัมพันธ์ กิจกรรมสำคัญที่จะจัดขึ้นในปี ๒๕๕๘ อาทิ การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย – ลาว ครั้งที่ ๒๐ ในช่วงเดือน พ.ย. ๕๘ และความร่วมมือระหว่างกัน อาทิ การเชื่อมโยงในเขตเศรษฐกิจพิเศษ แผนการสร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมระหว่างไทย-สปป.ลาว-จีน การอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามแดน เป็นต้น

 

  1. เมื่อ ๒๖ มิ.ย. ๕๘ นาย Javier Becker Marshall เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐชิลีประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม./รมว.กต. โดย รอง นรม./รมว.กต. ได้กล่าวชื่นชมเอกอัครราชทูตฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และหวังว่ารัฐสภาชิลีจะให้ความเห็นชอบความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับชิลีโดยเร็ว เพื่อส่งเสริมให้การค้าระหว่างกันขยายตัวมากยิ่งขึ้น ในโอกาสนี้ รอง นรม./รมว.กต. ได้กล่าวเชิญ รมว.กต. ชิลีเยือนไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และขอบคุณชิลีที่สนับสนุนไทยในการสมัครสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ วาระปี ค.ศ. ๒๐๑๗ – ๒๐๑๘
          ฝ่ายเอกอัครราชทูตฯ กล่าวว่าพร้อมที่จะส่งเสริมการค้า การลงทุนกับไทยให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งมีความร่วมมือกับไทยในสาขาต่าง ๆ ที่
    แต่ละฝ่ายมีความเชี่ยวชาญ โดยชิลีประสงค์จะเรียนรู้จากไทยเรื่องการให้ความช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดในบริเวณพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ ปลัด กต. ชิลีพร้อมที่จะมาเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม Political Consultation ไทย-ชิลี ครั้งที่ ๔ ในเดือน พ.ย. ๕๘

 

  1. เมื่อ ๒๖ มิ.ย. ๕๘ รองปลัด กต. (นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์) ในฐานะผู้แทนของ รอง นรม./รมว.กต. ร่วมเป็นประธานในงานเลี้ยงละศีลอด
    ที่มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย โดยที่ กต. ร่วมกับมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทยจัดงานเลี้ยงละศีลอดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับคณะทูตานุทูตจากประเทศมุสลิม ผู้นำศาสนาอิสลามและบุคคลสำคัญของชุมชนไทยมุสลิม โดยร่วมละศีลอดและร่วมละหมาดมักริบ ทั้งนี้ Dato Nazirah Hussain เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทยเป็นผู้แทนคณะทูตานุทูตจากประเทศมุสลิม และ ศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากรณ์ เป็นผู้แทนจุฬาราชมนตรีเข้าร่วมงาน นอกจากนี้ มีคณะทูตานุทูตจากประเทศมุสลิมประจำประเทศไทยจำนวน ๒๐ ประเทศ และผู้นำศาสนาของชุมชนไทยมุสลิมจำนวน ๒๕๐ คน เข้าร่วมในงานด้วย

 

  1. เมื่อ ๒๗ - ๒๙ มิ.ย. ๕๘ นาง Sushma Swaraj รมว.กต.อินเดีย เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของ กต. โดย รมว.กต. อินเดียได้เข้าร่วมการประชุม World Sanskrit Conference โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานการประชุม ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ รมว.กต.อินเดีย เข้าเฝ้าฯ ด้วย และได้เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ณ ทำเนียบองคมนตรี ก่อนที่จะเดินทางมาเป็นประธานร่วมในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคีไทย-อินเดีย ครั้งที่ ๗ ร่วมกับ รอง นรม./รมว.กต.

 

  1. เมื่อ ๒๗ - ๓๐ มิ.ย. ๕๘ ปลัด กต. เข้าร่วมการประชุม Political Consultation Group ครั้งที่ ๕ ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือความสัมพันธ์ทวิภาคี อาทิ การเฉลิมฉลองครบรอบ ๔๐ ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม การเตรียมการเยือนไทยของ นรม.เวียดนาม ความร่วมมือด้านความมั่นคง การเพิ่มมูลค้าการค้าและการลงทุน การพัฒนาด้านคมนาคมและความเชื่อมโยง การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และการส่งเสริมแรงงานให้เดินทางเข้าประเทศอย่างถูกกฎหมาย นอกจากนี้ ยังได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค เช่น ความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และบทบาทของสหรัฐฯ และจีนในภูมิภาค เป็นต้น

 

  1. เมื่อ ๒๖ - ๒๙ มิ.ย. ๕๘ การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคีไทย-อินเดีย (Thailand-India Joint Commission for Bilateral Cooperatino) ครั้งที่ ๗ สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ  ที่ประชุมฯ เห็นพ้องที่จะเร่งรัดการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดียให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว รวมถึงจะส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนให้กับภาคเอกชน การลดอุปสรรคทางการค้าต่าง ๆ และตกลงที่จะจัดการประชุม Thailand-India Business Forum ครั้งที่ ๑ ก่อนการเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการของ นรม.
          (๒) ความร่วมมือด้านความเชื่อมโยง ที่ประชุมฯ เห็นพ้องที่จะศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกของไทยเข้ากับชายฝั่งด้านตะวันออกของอินเดีย และย้ำถึงความสำคัญของโครงการถนนสามฝ่าย ไทย-เมียนมาร์-อินเดีย ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย
          (๓) ความร่วมมือด้านความความมั่นคง ที่ประชุมฯ พอใจกับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงในช่วงที่ผ่านมา และเห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรเพิ่มระดับความร่วมมือเพื่อให้สอดคล้องกับภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น
          (๔) ความร่วมมือด้านวัฒนธรรม ที่ประชุมฯ เห็นพ้องที่จะสานต่อโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-อินเดีย
          (๕) ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและการบิน ที่ประชุมฯ พอใจที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นระหว่างกัน และพร้อมเปิดการเจรจาความตกลงการบินฉบับใหม่ นอกจากนี้ ฝ่ายอินเดียแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการว่า นักท่องเที่ยวไทยสามารถขอรับการตรวจลงตราแบบอิเล็กทรอนิกส์ก่อนเดินทางเข้าไปยังอินเดียได้ โดยระบบนี้เริ่มใช้ตั้งแต่เดือน พ.ย. ๕๗
          (๖) ความร่วมมือด้านกฎหมายและกงสุล ที่ประชุมฯ เห็นพ้องให้ทั้งสองฝ่ายจัดการประชุมคณะทำงานด้านการกงสุลครั้งที่ ๕ ในโอกาสแรก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการกงสุล อาทิ การอำนวยความสะดวกด้านการตรวจลงตราระหว่างกัน
          (๗) ความร่วมมือในระดับภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศ
    ที่ประชุมฯ แสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนซึ่งกันทั้งในระดับภูมิภาค
    และในระดับพหุภาคี โดยทั้งสองประเทศมีจุดยืนร่วมกันในประเด็น
    สิทธิมนุษยชน และมุ่งมั่นที่จะร่วมกันทำงานภายใต้คณะมนตรี
    สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติด้วย
          รอง นรม./รมว.กต. และ รมว.กต.อินเดีย ได้ลงนามในความตกลง
    ที่สำคัญ ได้แก่ (๑) เอกสารผลลัพธ์ของการประชุมฯ (Agreed Minutes) (๒) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาลันทา
    (๓) ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับอินเดีย
    ฉบับแก้ไข และ (๔) การแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารสนธิสัญญาว่าด้วย
    การส่งผู้ร้ายข้ามแดน

 

กรอบพหุภาคี

  1. เมื่อ ๒๓ - ๓๐ พ.ค. ๕๘ กต. ได้เชิญคณะเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก และผู้แทนระดับสูงของประเทศต่างๆ จำนวน ๑๒ ประเทศ (ประกอบด้วย นาอูรู แคเมอรูน
    คิริบาส วานูอาตู บุรุนดี สาธารณรัฐแอฟริกากลาง คอโมโรส แอนติกาและบาร์บูดา ฮังการี กาบอง สาธารณรัฐโดมินิกัน และกานา) เดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของ กต. ภายใต้โคงการ “Special Visit” ครั้งที่ ๒ ซึ่งประกอบด้วย (๑) การแสดงบทบาทด้านการทูตพหุภาคีอย่างรอบด้านของไทย รวมถึงความเชื่อมโยงกับงานของสหประชาชาติ อาทิ การเยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายสรุปที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการเยี่ยมชมทัณฑสถานหญิงกลาง ตามโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็นต้น (๒) การเข้าเยี่ยมคารวะ/ หารือข้อราชการกับ นรม. และ รอง นรม./รมว.กต. (๓) การหารือและเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมบทบาทของสตรีอย่างเป็นรูปธรรม ในงานด้านสันติภาพและความมั่นคงของสหประชาชาติ และ (๔) การเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม กิจกรรมนันทนาการ และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและความประทับใจที่ดีเกี่ยวกับประเทศไทย

 

  1. เมื่อ ๒๘ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. ได้ต้อนรับและหารือกับนาย William Lacy Swing ผู้อำนวยการใหญ่องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration: IOM) นาย Andrew Bruce ผู้อำนวยการ IOM ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และนาย Jeffrey Labovitz หัวหน้าสำนักงาน IOM ประจำประเทศไทย ที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะเพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อ ๒๙ พ.ค.๕๘ โดย รอง นรม./รมว.กต. กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติและมิตรประเทศอื่นๆ ที่แสดงความสนใจ ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติอย่างยั่งยืนและครอบคลุม โดยไทยให้ความสำคัญกับการช่วยชีวิตและการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ตลอดจนการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในระยะยาว รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ต้นทางเพื่อเป็นการแก้ไขต้นเหตุของปัญหา
          นาย Swing แสดงความชื่นชมและสนับสนุนความพยายามของไทย รวมทั้งเสนอให้ทุกประเทศที่ได้รับผลกระทบ และองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดย IOM พร้อมจะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าการประชุมใน ๒๙ พ.ค. ๕๘ จะนำมาซึ่งทางออกที่สร้างสรรค์และเป็นรูปธรรม
  2. เมื่อ ๒๘ พ.ค. ๕๘  นรม. กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก
    (เอสแคป) สมัยที่ ๗๑ ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนประเทศสมาชิก ๕๐ ประเทศ ๔ ดินแดน/เขตการปกครอง เข้าร่วม มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ ๕๕๐ คน โดยผู้แทนระดับประมุขของรัฐหรือหัวหน้ารัฐบาล ได้แก่ ปธน.จากประเทศคิริบาส และนาอูรู นรม.จากฟิจิ ตูวาลู และหมู่เกาะคุก รอง นรม. จากหมู่เกาะโซโลมอน และมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีจาก ๑๖ ประเทศ เข้าร่วม ทั้งนี้ หัวข้อหลักของการประชุมปีนี้ คือ “การสร้างสมดุลของมิติทั้งสามของการพัฒนาที่ยั่งยืน: จากบูรณาการสู่การนำไปปฏิบัติ” (Balancing the three dimensions of sustainable development: from integration to implementation)
          ในโอกาสนี้ นรม. ได้กล่าวถึงความสำคัญของปี ๒๕๕๘ ที่จะมีการประชุมด้านการพัฒนาหลายการประชุม และแสดงความพร้อมของรัฐบาลไทยในการสนับสนุนการดำเนินงานของเอสแคปในการดำเนินงานด้านการพัฒนาในภูมิภาค และย้ำเจตนารมณ์ของประเทศเพื่อมุ่งพัฒนาสู่ประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมืองและมีธรรมาภิบาลที่ดี มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และยั่งยืนโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับการใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการพัฒนาที่มีคนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะการส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคการเกษตร การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชน และการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

  1. เมื่อ ๒๘ พ.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. ได้กล่าวถ้อยแถลงในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) สมัยที่ ๗๑ ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ เกี่ยวกับการดำเนินงานของไทยในปัจจุบันในการสร้างสมดุลของสามเสาหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะด้าน
    การพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
    การบริหารจัดการน้ำ การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและบริการ การลดความไม่เท่าเทียมทางรายได้ระหว่างเมืองและชนบท การส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคเกษตรกรรม การพัฒนาประชากรตลอด ช่วงชีวิต และการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีคุณภาพ

 

  1. เมื่อ ๒๙ พ.ค. ๕๘ กต. ได้จัดการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย (Special Meeting on Irregular Migration in the Indian Ocean) เพื่อให้ประเทศและองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและกำหนดแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาร่วมกันในระยะต่าง ๆ อย่างครอบคลุมตั้งแต่ประเทศต้นทาง ทางผ่าน และปลายทาง เพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของการแบ่งเบาภาระระหว่างประเทศ โดยได้พิจารณาข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมเพื่อดำเนินการในระยะต่าง ๆ ได้แก่ มาตรการเร่งด่วนเพื่อคุ้มครอง
    ผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่ตกค้างอยู่ในทะเล การป้องกันการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ และการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ รวมทั้งพิจารณาที่จะต่อยอดการดำเนินการในกรอบที่เกี่ยวข้องในภูมิภาค อาทิ อาเซียน และกระบวนการบาหลี
          ผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากประเทศในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวและประเทศผู้สัเกตการณ์ที่สนใจ รวม ๒๐ ประเทศ รวมทั้งผู้อำนวยการใหญ่ IOM ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ UNHCR และผู้แทนระดับภูมิภาคของ UNODC โดยมี ปลัด กต. เป็นประธานในการประชุม และ รอง นรม./รมว.กต. ให้เกียรติกล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุม

 

  1. เมื่อ ๑๕ - ๑๗ มิ.ย. ๕๘ ปลัด กต. เป็นประธานเปิดการประชุมนานาชาติ The Bangkok Symposium on Landmine Victim Assistance: Enhancing a Comprehensive and Sustainable Mine Action โดยประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ โดยมีแนวปฏิบัติที่ดีเชื่อมโยงระหว่างการให้
    ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดเข้ากับการส่งเสริมสิทธิของ
    ผู้พิการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities) ส่งผลให้ประเทศไทยดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การให้
    ความช่วยเหลือทางการแพทย์ในระยะฉุกเฉินไปจนถึงการฟื้นฟู
    สภาพร่างกายและจิตใจในระยะยาว

 

  1. เมื่อ ๒๒-๒๓ มิ.ย. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. ร่วมคณะ นรม. เข้าร่วมในการประชุมยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Chao Phraya -Mekong Economic Cooperation Strategy Summit หรือ ACMECS) ครั้งที่ ๖ และการประชุมที่เกี่ยวข้อง
    ณ เนปิดอว์ เมียนมาร์ โดย รอง นรม./รมว.กต. ได้กล่าวต่อที่ประชุมเกี่ยวกับประเด็นหลักที่ประเทศไทยต้องการขับเคลื่อนภายใต้กรอบ
    ความร่วมมือ ACMECS ดังนี้
          (๑) การเชื่อมโยงคมนาคม รอง นรม./รมว.กต. เน้นย้ำถึงความสำคัญในการเร่งรัดการพัฒนาความเชื่อมโยงในภูมิภาค ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาค อาทิ สะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ ๒ เชื่อมระหว่างแม่สอด-เมียวดี สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ ๔ การสร้างถนนเชื่อมระหว่างเชิงเขาตะนาวศรี ถึงกอกะเร็ก โดยไทยพร้อมสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ต่อไป โดยมุ่งผลักดันการอำนวยความสะดวกการขนส่งข้ามพรมแดนควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
          (๒) การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน ไทยสนับสนุนให้มีการผ่อนคลายกฎระเบียบ การใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าขาย และการยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสในการทำธุรกิจ
          (๓) การท่องเที่ยว ไทยส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศ ACMECS ภายใต้แนวคิด “๕ ประเทศ ๑ จุดหมาย” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมายังอนุภูมิภาคอย่างน้อย ๕๐ ล้านคนภายในปี ๒๕๕๘
          (๔) การพัฒนาอย่างยั่งยืน ไทยสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนใน ๔ ประเด็น ได้แก่ การแก้ปัญหาโรคระบาด เช่น MERS ไข้หวัดนก เป็นต้น การเข้าถึงบริการสาธารณสุข ความมั่นคงทางด้านอาหาร และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการให้การสนับสนุนทางด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนา อาทิ การสร้างและปรับปรุงโรงพยาบาลใน สปป.ลาว การให้ความร่วมมือด้านการฝึกอบรมบุคลากร ตลอดจนการให้ทุนการศึกษากับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยยังมุ่งเน้นที่จะใช้กรอบความร่วมมือของ ACMECS ในการเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษกับประเทศเพื่อนบ้านภายใต้แนวคิด “ไทยบวกหนึ่ง” (Thailand Plus One) ซึ่งไทยส่งเสริมโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจทวาย โดยจะมีการลงนาม MOU ๒ ฉบับ ระหว่างไทย-เมียนมาร์-ญี่ปุ่น และการสถาปนาเมืองคู่แฝด อาทิ การลงนามข้อตกลงระหว่างแม่สอด-เมียวดี เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการเป็นฐานการผลิตของภูมิภาค ซึ่งเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน
          (๕) การประชุมรัฐมนตรี ACMECS ครั้งนี้ ได้ผลักดันแนวคิดการพัฒนาที่คำนึงถึงประชาชนเป็นหัวใจหลัก และเน้น ๘ สาขาความร่วมมือ อันได้แก่ การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน การเกษตร อุตสาหกรรมและพลังงาน การเชื่อมโยงคมนาคม การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม โดยเห็นชอบที่จะเสนอร่างปฏิญญากรุงเนปิดอว์การประชุมผู้นำ ACMECS ครั้งที่ ๖ และแผนปฏิบัติการ ACMECS ปี ๒๕๕๙ – ๒๕๖๑ ต่อที่ประชุมระดับผู้นำเพื่อพิจารณารับรองต่อไป

 

กิจกรรมสำคัญอื่น ๆ

  1. กรณีนักศึกษาไทยถูกควบคุมตัวที่ท่าอากาศยานเมืองละฮอร์ สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน
          - กต. ได้ประสานงานกับหน่วยงานปากีสถานและส่งเจ้าหน้าที่กงสุลไปประจำอยู่ที่เมืองละฮอร์เพื่อให้การประสานงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความละเอียดอ่อนของกฎหมายภายในของปากีสถาน
          - นักศึกษาทั้ง ๕ คนเดินทางถึงประเทศไทยเมื่อ ๒๕ มิ.ย. ๕๘ และกลับสู่ภูมิลำเนาเรียบร้อยแล้ว อนึ่ง สถานเอกอัครราชทูต
    ณ กรุงอิสลามาบัด จะประสานงานเรื่องคดีความและดำเนินการจนกว่าคดีจะสิ้นสุดต่อไป

 

  1. การแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS)
          ตามที่ สธ. ได้ประกาศมาตรการเข้มงวดในการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนั้น กต. ได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทำความเข้าใจกับนานาประเทศตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณีถึงมาตรการของรัฐบาลไทยในการเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ทั้งนี้ เพื่อให้นานาประเทศมีความมั่นใจในการดำเนินการของรัฐบาลไทยในการควบคุมสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมากับโรคระบาดอื่น ๆ โดยรัฐบาลไทยปฏิบัติการอย่างครอบคลุมและครบถ้วนตามมาตรฐานสากล

 

กต./
ทุกกรม/
ทุกสำนัก

 

  1. การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน

ข้อ ๗.๑

เร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในภูมิภาคอาเซียนและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

นโยบายที่ ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๓ การสร้างความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

 

 

  1. เมื่อ ๓ - ๔ มิ.ย. ๕๘ รองปลัด กต. (นายนภดล เทพพิทักษ์) เข้าร่วมประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน-จีน ครั้งที่ ๒๑ ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) ทั้งสองฝ่ายย้ำความสำคัญของความสัมพันธ์อาเซียน-จีน โดยฝ่ายอาเซียนชื่นชมจีนที่ริเริ่มความร่วมมือในหลายเรื่อง รวมถึงข้อเสนอให้จัดทำสนธิสัญญาว่าด้วยความเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมือ (Treaty on Good Neighbourliness, Friendship and Cooperation) และเห็นพ้องให้ศึกษาเรื่องนี้ในรายละเอียดต่อไป และได้หารือเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมเพื่อร่วมฉลองปีแห่งความร่วมมือทางทะเลอาเซียน-จีนในปีนี้ด้วย
          (๒) ทั้งสองฝ่ายปรารถนาที่จะผลักดันเรื่องการเจรจาเพื่อยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน และการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้มีความคืบหน้า และจะร่วมมือกันในการบรรลุเป้าหมายทางการค้า ๑ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ๒๕๖๓ รวมทั้งการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค
          (๓) ฝ่ายอาเซียนยินดีต่อข้อเสนอของจีนที่กำหนดให้ปี ๒๕๕๙ เป็นปีแห่งการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาระหว่างอาเซียนและจีน และจะร่วมกันกำหนดกิจกรรมร่วมฉลองต่อไป และหารือเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว
          (๔) ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับปัญหาในทะเลจีนใต้ โดยย้ำความสำคัญของการปฏิบัติตามปฏิญญา
    ว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ
    ในทุกข้อบท เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นและความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมทั้งสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องโดยสันติวิธี บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ รวมทั้งย้ำถึงความจำเป็นในการใช้ความยับยั้งชั่งใจหลีกเลี่ยงการดำเนินการใด ๆ ที่จะทำให้สถานการณ์ทวีความยุ่งยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

 

  1. เมื่อ ๘ - ๑๑ มิ.ย. ๕๘ ปลัด กต. เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน+๓ และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) ณ เมืองกูชิง สหพันธรัฐมาเลเซีย สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
    การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน+๓
          ที่ประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อทิศทางความร่วมมือในกรอบอาเซียน+๓ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะก้าวไปสู่การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกในอนาคต โดยเฉพาะความร่วมมือ (๑) ด้านการเงิน ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของ Chiang Mai Initiative Multilateralisation (CMIM) การเร่งรัดการจัดตั้ง ASEAN+3 Macroeconomic Research Office (AMRO) ให้เป็นองค์กรระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังวิกฤตเศรษฐกิจและการเพิ่มการลงทุนภายในภูมิภาคผ่าน Asian Bond Markets Initiative (ABMI) (๒) ด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทของโครงการระบบสำรองและการนำข้าวออกมาใช้ในกรณีภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน (๓) ด้านสาธารณสุข โดยชื่นชมบทบาทของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัด APT Special Health Ministers’ Meeting on Ebola
    (๔) ด้านเศรษฐกิจ ที่ประชุมสนับสนุนการเร่งเจรจา Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) ให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย การส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาและการลดความยากจน ความเชื่อมโยงและ SMEs
    การประชุมสุดยอดอาเซียตะวันออก
          (๑) ที่ประชุมสนับสนุน Non-Paper on Strengthening of the EAS และการออกแถลงการณ์ในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของ EAS      (๒) ที่ประชุมหารือภาพรวมทิศทางในอนาคตของ EAS โดยสนับสนุนให้ EAS คงความเป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ระดับผู้นำที่ส่งเสริมการหารือและความร่วมมือรอบด้าน และสนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียน ในการประชุมครั้งนี้มีประเด็นในภูมิภาคและประเด็นระหว่างประเทศที่ได้รับการหยิบยก ได้แก่ ประเด็นทะเลจีนใต้ การก่อการร้ายและลัทธิสุดโต่ง สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลี และการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ
    การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum หรือ ARF)
          (๑) ที่ประชุมได้ติดตามผลการดำเนินการรายสาขาต่าง ๆ โดยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไทย ได้แก่ (๑) จีนบรรยายสรุปผลการประชุม ARF ISM on Counter-Terrorism and Transnational Crime ที่เมืองหนานหนิง เมื่อวันที่ ๑๔-๑๕ พ.ค. ๕๘ ซึ่งไทยเป็นประธานร่วมกับจีน และ (๒) ไทยแจ้งที่ประชุมเรื่องการจัด ARF Track 1.5 Preventive Diplomacy Symposium ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพร่วมกับนิวซีแลนด์และสหรัฐฯ ในวันที่ ๑ - ๒ ก.ค. ๕๘
          (๒) ที่ประชุมได้หารือเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับ ARF Process และทิศทางของ ARF ในอนาคต โดยที่ประชุมมีมติให้ทดลองลดจำนวนการประชุม ARF ISG on CBMs and PD จาก ๒ ครั้งต่อปีเหลือ ๑ ครั้งต่อปี ในปี ๒๕๕๙ ก่อนที่จะประเมินผลเพื่อตัดสินใจอีกครั้ง
          (๓) ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับประเด็นภูมิภาค โดย
    ในภาพรวม ที่ประชุมให้ความสำคัญกับประเด็น (๑) ทะเลจีนใต้
    (๒) คาบสมุทรเกาหลี (๓) ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและแนวคิดสุดโต่ง และ (๔) การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ

 

  1. เมื่อ ๒๑ - ๒๒ มิ.ย. ๕๘ รองปลัด กต. (นายนภดล เทพพิทักษ์) เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยเข้าร่วมการประชุม ASEAN-Japan Forum ครั้งที่ ๓๐ ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) ทั้งสองฝ่ายพร้อมผลักดันผลการดำเนินงานตามแถลงการณ์ร่วมในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-ญี่ปุ่น ให้เป็นรูปธรรม
          (๒) ฝ่ายญี่ปุ่นคัดค้านการถมทะเลและการสร้าง outpost ของจีนในทะเลจีนใต้ และขอให้ระบุปัญหาดังกล่าวไว้ในถ้อยแถลงของประธานในการประชุม Post Ministerial Conference กับญี่ปุ่นด้วย
          (๓) ทั้งสองฝ่ายหารือประเด็นสำคัญในภูมิภาคและประเด็นระหว่างประเทศ โดยฝ่ายไทยสนับสนุนนโยบาย Proactive Contribution to Peace ของญี่ปุ่นที่สร้างสรรค์และสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ดังเช่นกรณีที่ญี่ปุ่นร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยในฟิลิปปินส์เมื่อเกิดพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน

 

  1. เมื่อ ๒๘ - ๒๙ มิ.ย. ๕๘ กรมสารนิเทศจัดโครงการบัวแก้วสัญจร
    ณ จ.เชียงราย โดยได้จัดการบรรยายพิเศษที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยบรรยายในหัวข้อประชาคมอาเซียน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค และบทบาทของไทยในสหประชาชาติ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการต่างประเทศ ประชาสัมพันธ์ภารกิจในภาพรวมของกระทรวงฯ และรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากหน่วยงานราชการของจังหวัด
  2. เมื่อ ๓๐ มิ.ย. ๕๘ กรมสารนิเทศได้จัดโครงการบัวแก้วสัญจรและเยี่ยมโรงเรียนอนุบาลเชียงคำ ณ จ. พะเยา ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิยุวทูตความดี โดยมอบเงินสนับสนุนกิจกรรม จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท และเปิดนิทรรศการประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับการต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมด้านวิชาการ เปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนไทยในมิติการต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมด้านคุณธรรมและจริยธรรม นอกจากนี้ ได้จัดการบรรยายพิเศษเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการต่างประเทศ ประชาสัมพันธ์ภารกิจในภาพรวมของ กต. และรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากหน่วยงานราชการของจังหวัด โดยมีหัวข้อการบรรยาย ได้แก่ ประชาคมอาเซียน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค และบทบาทของไทยในสหประชาชาติ

 

กรมอาเซียน

 



[๑] เนื่องจากการดำเนินงานของ กต. บางกิจกรรมได้รับรายงานผลในช่วงต้นเดือน มิ.ย. ๕๘ ตารางรายงานผลการดำเนินงานฯ นี้ จึงรวบรวมกิจกรรมซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน พ.ค. ๕๘ บางกิจกรรมไว้ด้วย