นโยบายการต่างประเทศ

ผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและกลไกประชารัฐ : รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ ๑ – ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘

สถานะ ณ วันที่ ๔ ส.ค. ๕๘

รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กระทรวงการต่างประเทศ
ระหว่างวันที่ ๑
๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘

ลำดับ

นโยบายรัฐบาล/
การสั่งการของนายกรัฐมนตรี

ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑

มติคณะรัฐมนตรี

การดำเนินการ

การใช้จ่ายงบ
ประมาณ

ผู้รับผิด
ชอบ

วันที่

สาระสำคัญ

แผนงาน/ โครงการ/ ผลการดำเนินการ รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานที่สำคัญ

๒. การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ

ข้อ ๒.๔

  1. การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
  2. ชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่น
  3. นำกลไกทางการทูตแบบบูรณาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น

   ๓.๑ การคุ้มครองดูแลคนไทยและผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน

   ๓.๒ การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา วัฒนธรรม การค้า

   ๓.๓ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเปิดโลกทัศน์ให้มีลักษณะสากล

นโยบายที่ ๕.๔ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
 

นโยบาย ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อ
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๔ การเข้าร่วมเป็นภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาคภายใต้บทบาทที่สร้างสรรค์ เป็นทางเลือกในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศในเวทีโลก
ข้อ ๕.๕.๕ การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการส่งเสริมแรงงานไทยในต่างประเทศ
ข้อ ๕.๕.๖ การมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการสร้างสังคมนานาชาติที่มีคุณภาพชีวิต ป้องกันภัยจากการก่อการร้ายและอาชญากรรม ยาเสพติด ภัยพิบัติ และการแพร่ระบาดของโรคภัย
 

นโยบายที่ ๕.๖ ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่นยืน
ข้อ ๕.๖.๖ การเพิ่มบทบาทประเทศไทยในเวทีประชาคมโลกที่เกี่ยวข้องกับกรอบความตกลงและพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

 

 

กรอบทวิภาคี

  1. เมื่อ ๒ – ๔ ก.ค. ๒๕๕๘ รอง นรม./รมว.กต. ร่วมคณะ นรม. เข้าร่วมการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ ๗ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
          (๑) รอง นรม./รมว.กต. กล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่นว่าเป็นทั้งมิตรแท้และหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และกล่าวชื่นชมความสำเร็จของรัฐบาลญี่ปุ่นในการจัดการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลไกความร่วมมือที่สำคัญระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศลุ่มน้ำโขงได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม และไทย และยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในฐานะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา
          (๒) รอง นรม./รมว.กต. เชิญ รมว.กต. ญี่ปุ่น เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นประธานร่วมในการประชุม “คณะกรรมการร่วม
    ว่าด้วยความตกลงสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น” (Japan–Thailand Joint Committee on Economic Partnership) ซึ่งมีวาระที่จะขับเคลื่อนประเด็นความร่วมมือต่าง ๆ อาทิ การค้าสินค้าเกษตร การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ การส่งเสริม SMEs และการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ไทยมุ่งผลักดันให้ญี่ปุ่นเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากภาคการเกษตรของไทย ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือด้านการฝึกอบรมบุคลากรในหลายสาขา อันเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ระหว่างกัน
          (๓) รอง นรม./รมว.กต. ขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นที่ให้ความช่วยเหลือธุรกิจการบินของไทยที่ประสบปัญหาข้อบกพร่องตามการตรวจสอบขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization หรือ ICAO) โดยนอกจากได้ต่อใบอนุญาตให้สายการบินของไทยแล้ว ฝ่ายญี่ปุ่นยังตกลงที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการบินมาให้
    ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคแก่กรมการบินพลเรือนด้วย
          (๔) รมว.กต. ญี่ปุ่น แสดงความเชื่อมั่นต่อพัฒนาการภายในประเทศของไทย และยืนยันที่จะส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยไทยจะเป็นเป้าหมายการลงทุนของภาคเอกชนญี่ปุ่นในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ยังชื่นชมบทบาทของไทยในการแก้ไขปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ และยืนยันที่จะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

 

  1. เมื่อ ๙ – ๒๐ ก.ค. ๕๘ รองปลัด กต. (นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์)
    เป็นหัวหน้าคณะในการดำเนินโครงการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย
    ณ สหรัฐเม็กซิโกและสาธารณรัฐเปรู โดยสถานเอกอัครราชทูต
    ณ กรุงเม็กซิโก ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมนำคณะนาฏศิลป์
    จากกรมศิลปากร และคณะสาธิตทางวัฒนธรรม ได้แก่ การแกะสลักเครื่องสด การวาดร่ม การปั้นเซรามิก และการทำหุ่นกระบอกไปจัดแสดงให้แก่แขกผู้มีเกียรติ อาทิ ผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศเม็กซิโก เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรครัฐบาล เอกอัครราชทูตประเทศต่าง ๆ บุคคลสำคัญในวงการสื่อสารมวลชน และประชาชนผู้สนใจ โดยมีผู้เข้าชมตลอดช่วงการแสดง รวมประมาณ ๓,๐๐๐ คน นอกจากนี้ ได้เชิญชุมชนไทยในเม็กซิโกมาออกร้านขายอาหารไทย ของที่ระลึกไทย และบริการนวดไทย
          กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในโครงการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างกระแสนิยมไทยและภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในสายตาชาวต่างชาติ ตลอดจนประชาสัมพันธ์ประเทศไทย ตามนโยบายการทูตวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นวาระโอกาสครบรอบ ๔๐ ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-เม็กซิโก ในปี ๒๕๕๘ ด้วย

 

  1. เมื่อ ๑๐ – ๑๒ ก.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. หารือทวิภาคีกับ
    นายฮอร์ นัมฮง รอง นรม./รมว.กต. กัมพูชา ระหว่างเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
  1. ประเด็นสำคัญของการหารือเพื่อขยายความร่วมมือของทั้งสองประเทศ ได้แก่ การร่วมมือเพื่อจัดระบบแรงงานชาวกัมพูชาในประเทศไทย การร่วมมือพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณจังหวัดสระแก้วและจังหวัดตราดเพื่อส่งเสริมการค้าและการพัฒนาชายแดนร่วมกัน
    การยกระดับจุดผ่านแดนถาวรต่าง ๆ อาทิ บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท รวมถึงประกาศเจตนารมณ์ร่วมเพื่อเปิดจุดผ่านแดนถาวรที่บริเวณช่องอานม้า-อานเซะ และการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างกัน
  2. รอง นรม./รมว.กต. ได้กล่าวเชิญ รอง นรม./รมว.กต. กัมพูชาเดินทางมาไทยเพื่อเข้าร่วม Foreign Minister’s Retreat รวมทั้งได้หารือกันเกี่ยวกับการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-กัมพูชาที่ประเทศไทย
  3. ทั้งสองฝ่ายร่วมลงนามในความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการข้ามแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งจะเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวตามแนวชายแดนซึ่งอาศัยอยู่บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศสามารถเข้ามาทำงานในลักษณะไป-กลับและตามฤดูกาลในบริเวณชายแดนของอีกประเทศได้
    อันจะเอื้อต่อการแก้ไขปัญหาแรงงานลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน
  4. รอง นรม./รมว.กต. ทั้งสองได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบโบราณวัตถุจำนวน ๑๖ รายการคืนแก่กัมพูชา ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันในการต่อต้านการเคลื่อนย้ายผิดกฎหมายและลักลอบข้ามแดนของศิลปวัตถุและแสดงถึงไมตรีจิตที่สองประเทศมีต่อกัน
  5. การเยือนครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการเน้นย้ำสายสัมพันธ์ที่เป็นไปอย่างใกล้ชิดและแน่นแฟ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสที่ปี ๒๕๕๘ เป็นปีครบรอบ ๖๕ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต
    ไทย-กัมพูชา ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องตลอดปี

 

  1. เมื่อ ๑๒ – ๑๗ ก.ค. ๕๘ รมช.กต. เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศครั้งที่ ๓ ว่าด้วยการระดมทุนเพื่อการพัฒนา (3rd Conference on Financing for Development หรือ FFD) ณ กรุงแอดดิสอาบาบา และเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปียอย่างเป็นทางการ สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
  1. การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดหาและการใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษขององค์การสหประชาชาติ
    ในปี ๒๕๕๘ นี้ โดยเป็นโอกาสอันดีที่ไทยได้ถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนา โดยเฉพาะการลดความหิวโหยและการขาดสารอาหาร ซึ่งไทยสามารถบรรลุเป้าหมายได้ก่อนกรอบเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ ไทยยังได้แสดงบทบาทในฐานะผู้ให้รายใหม่ (Emerging Donor) ผ่านกรอบทวิภาคี ไตรภาคี และพหุภาคี ด้วย
  2. ที่ประชุมเห็นพ้องว่า แม้ปัจจุบันจะมีความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุนที่เพิ่มขึ้นมาก และความสำเร็จในการระดมทุนเพื่อการพัฒนา แต่โจทย์ของการพัฒนาภายหลังปี ๒๕๕๘ ได้เปลี่ยนไปจากเดิม โดยต้องคำนึงถึงมิติด้านความยั่งยืน ซึ่งรวมถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (inclusiveness) ด้วย ดังนั้น แนวทางการระดมทุนเพื่อการพัฒนาจึงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของนโยบายภาครัฐ การจัดเก็บภาษี การต่อต้านการทุจริต และการปรับกระบวนการผลิตและพฤติกรรมการบริโภค เป็นต้น ซึ่งแสดงถึงความสามารถของประเทศ
    ต่าง ๆ ในการพัฒนาด้วยตนเอง นอกจากนี้ ความเป็นหุ้นส่วนระดับระหว่างประเทศ (Global Partnership) ของทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม
  3. ในโอกาสนี้ รมช.กต. ได้พบหารือทวิภาคีกับนาย Berhane Gebre-Christos ผู้ช่วย รมว.กต. สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปีย โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน การเปิดสถานเอกอัครราชทูตระหว่างกัน รวมทั้งการแลกเสียงในเวทีระหว่างประเทศ

 

  1. เมื่อ ๑๕ ก.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการ โดยได้พบหารือทวิภาคีกับนายเดนิส แมนทูรอฟ รมว.อุตสาหกรรมและการค้าของรัสเซีย โดยหารือถึงแนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัน เพื่อต่อยอดผลการหารือจากการเยือนไทยของนายแมนทูรอฟฯ ในเดือน ม.ค. ๕๘ และการเยือนไทยของ นรม. รัสเซียในเดือน เม.ย. ๕๘

ในการนี้ รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย ครั้งที่ ๖ สรุปผลได้ดังนี้

  1. ด้านสินค้าเกษตร ฝ่ายไทยเสนอให้ฝ่ายรัสเซียพิจารณา
    ผ่อนคลายกฎระเบียบและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวก
    ในการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ และส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยน
    องค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตรและขยายการลงทุนด้านการเกษตรระหว่างกัน
  2. การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน ฝ่ายไทยเชิญชวนให้ฝ่ายรัสเซียลงทุนในโครงการ Rubber Cities ในไทย และ
    เข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางซึ่งบริษัทของรัสเซียมีขีดความสามารถสูง โดยจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ โดยในระหว่างนี้ กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นหน่วยงานประสาน รวมถึงร่วมลงทุนในสาขาที่รัสเซียมีความชำนาญในเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ๔ ประเทศ ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย Thailand+1 ของรัฐบาล นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะหาแนวทางอำนวยความสะดวกด้านธุรกิจการเงินเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกัน โดยตกลงที่จะจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านความร่วมมือระหว่างธนาคารและการเงิน เพื่อให้กลุ่มธุรกิจรายย่อยมีโอกาสมากยิ่งขึ้น โดยฝ่ายไทยขอเชิญชวน
    ฝ่ายรัสเซียให้มาจัดตั้ง International Headquarter และ International Trading Center ในไทย และขอให้สภาธุรกิจไทย-รัสเซีย และสภาธุรกิจรัสเซีย-ไทยเพิ่มการประสานงานระหว่างกัน เพื่อให้คณะกรรมาธิการร่วมฯ ทำงานได้สะดวกขึ้น ทั้งนี้ รัสเซียจะจัดงาน “Thailand Industrial Fair” ในปี ๒๕๖๐ เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกันด้วย
  3. ฝ่ายไทยพร้อมที่จะขับเคลื่อนประเด็นที่ยังอยู่ระหว่าง
    การหารือ อาทิ ความตกลงต่าง ๆ ให้มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันดำเนินการให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว และเน้นย้ำความพร้อมของไทยที่จะเป็นเจ้าภาพ
    จัดประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยความร่วมมือไทย-รัสเซีย ครั้งที่ ๗
    ในปี ๒๕๕๙ และครั้งที่ ๘ ในปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นปีครบรอบ ๑๒๐ ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซีย เพื่อเป็นการยืนยันความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของทั้งสองฝ่าย
  4. ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือแนวทางความร่วมมือในทุกมิติ อาทิ การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษา การแลกเปลี่ยนด้านการวิจัยวิทยาศาสตร์ การส่งเสริมวัฒนธรรม และการขยายการท่องเที่ยว
  5. ฝ่ายรัสเซียตระหนักถึงความสำคัญของไทยในภูมิภาคและในเวทีระหว่างประเทศ และปรารถนาที่จะเสริมสร้างความร่วมมือกับไทยอย่างสร้างสรรค์ ทั้งในกรอบความร่วมมืออาเซียน และองค์การสหประชาชาติ ให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

  1. รอง นรม./รมว.กต. เข้าพบหารือกับนาย Sergey Lavrov รมว.กต. รัสเซีย ในระหว่างการเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่าง ๑๔ – ๑๙ ก.ค. ๕๘ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
  1. รอง นรม./รมว.กต. ชื่นชมความสัมพันธ์ไทย-รัสเซียที่มีความใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแลกเปลี่ยนระดับสูง ซึ่งช่วยเสริมสร้างพลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยย้ำความมุ่งมั่นของไทยที่จะบรรลุเจตนารมณ์ของผู้นำของทั้งสองฝ่าย รวมถึงการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ ๑๒๐ ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซีย ในปี ๒๕๖๐ โดยเห็นพ้องในหลักการให้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการจัดกิจกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ได้กล่าวย้ำคำเชิญของ นรม. ให้ประธานาธิบดีรัสเซียเยือนไทย และได้กล่าวเชิญ รมว.กต. รัสเซียเดินทางเยือนไทยในโอกาสแรก
  2. ด้านการเมืองความมั่นคง ไทยพร้อมที่จะร่วมมือในลักษณะหุ้นส่วนกับรัสเซียและพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมว่าด้วยความมั่นคง ครั้งที่ ๒ รวมถึงจัดให้มีการปรึกษาหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
  3. ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายยินดีที่การประชุม
    คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-รัสเซีย ครั้งที่ ๖ ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง และจะช่วยลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกในด้านการค้า ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในทุกมิติ อาทิ การเกษตร พลังงาน วิทยาศาสตร์ ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
  4. ด้านวัฒนธรรม ทั้งสองฝ่ายชื่นชมความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรมที่คืบหน้าไปมาก โดยรัสเซียได้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่ไทยอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนภาษาไทย ตลอดจนวางแผนที่จะเปิดศูนย์วัฒนธรรมรัสเซียในประเทศไทย โดยไทยได้เสนอให้มีการแลกเปลี่ยนด้านวิชาการอย่างต่อเนื่อง
  5. ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคต่าง ๆ และประเด็นท้าทายระหว่างประเทศ อาทิ อาชญากรรมข้ามชาติ ภัยพิบัติ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

  1. เมื่อ ๒๒ ก.ค. ๕๘ นาย Haji Ismail bin Haji Abdul Manapเอกอัครราชทูตบรูไนดารุสซาลามประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ
    รอง นรม./รมว.กต. สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
  1. รอง นรม./รมว.กต. แสดงความยินดีกับเอกอัครราชทูตฯ ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตบรูไนฯ ประจำประเทศไทย และแสดงความพร้อมให้การสนับสนุนเอกอัครราชทูตฯ เพื่อให้การทำงานของเอกอัครราชทูตฯ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยเห็นพ้องว่า ไทยและบรูไนฯ มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและมีการแลกเปลี่ยนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
  2. รอง นรม./รมว.กต. แสดงความขอบคุณรัฐบาลบรูไนฯ
    ที่ให้การต้อนรับระหว่างการเยือนบรูไนฯ อย่างเป็นทางการของ นรม. เมื่อ ๒๕ – ๒๖ ม.ค. ๕๘ เป็นอย่างดี และแจ้งความพร้อมของฝ่ายไทยในการรับเสด็จสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ ในการเสด็จฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตามที่ นรม. ได้กราบบังคมทูลเชิญระหว่างการเยือนบรูไนฯ
  3. เอกอัครราชทูตฯ แสดงความพร้อมที่จะทำงานเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ใกล้ชิดของทั้งสองฝ่ายให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการทหารและความมั่นคง โดยบรูไนฯ
    จะเปิดสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำประเทศไทยในช่วงปลายเดือน ก.ค. ๕๘ ในขณะที่ไทยได้เปิดสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำ
    สถานเอกอัครราชทูต ณ บันดาร์เสรีเบกาวันไปแล้ว เมื่อเดือน ส.ค. ๕๗

 

  1. เมื่อ ๒๓ ก.ค. ๕๘ นาย Nguyễn Tấn Dũng นรม. สาธารณรัฐ
    สังคมนิยมเวียดนามเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วม
    การประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมอย่างไม่เป็นทางการไทย-เวียดนาม (Joint Cabinet Retreat – JCR)  ครั้งที่ ๓ ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยการประชุม JCR ครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรกหลังจากที่ไทยกับเวียดนามได้ยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันเมื่อปี ๒๕๕๖ โดยมี นรม. รอง นรม. และรัฐมนตรีของกระทรวงที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศเข้าร่วม นอกจากนี้ ฝ่ายเวียดนามได้นำประธานคณะกรรมการประชาชน
    ๖ จังหวัด (บิ่งห์ดิ่งห์ กว่างจิ กว่างนิงห์ บาเหรี่ย - หวุงเต่า คอนตูม และลองอาน) มาร่วมหารือถึงแนวทางความร่วมมือในทุกมิติด้วย เพื่อวางพื้นฐานและเสริมสร้างความเข้มแข็งของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันต่อไป โดยทั้งสองประเทศตกลงที่จะร่วมมือในประเด็นสำคัญ ๆ ดังนี้
  1. ด้านการเมืองและความมั่นคง กำหนดให้จัดตั้งกลไกหารือระดับนโยบายระหว่างกระทรวงกลาโหม และเตรียมการจัดกิจกรรมร่วมเพื่อฉลองครบรอบ ๔๐ ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม
  2. ด้านเศรษฐกิจ เพิ่มเป้าหมายมูลค่าการค้าเป็น ๒๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐภายในปี ๒๕๖๓ ส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันเพื่อนำไปสู่การพัฒนาห่วงโซ่มูลค่า (value chain) ในภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม และจัดตั้งกลไกการหารืออย่างไม่เป็นทางการเพื่อส่งเสริมและแก้ไขปัญหาทางธุรกิจในแต่ละประเทศ ส่งเสริมความร่วมมือพัฒนามูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรและยกระดับราคาสินค้าเกษตร รวมทั้งสนับสนุนส่งออกผลไม้ระหว่างกัน
  3. ด้านการคมนาคมและความเชื่อมโยง ผลักดันการเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ โดยให้เพิ่มความถี่ของเที่ยวบินและเส้นทางการบินใหม่ระหว่างกัน
  4. ด้านการศึกษา ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาและวัฒนธรรมระหว่างกัน และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางวิชาการ
  5. ด้านการประมง ส่งเสริมความร่วมมือแก้ไขปัญหาประมงอย่างยั่งยืน โดยเวียดนามรับจะประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายประมงของไทย โดยไทยเสนอให้มีความร่วมมือทางวิชาการในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ  นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมืออื่น ๆ เช่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การท่องเที่ยว การกีฬา ความร่วมมือระดับจังหวัด และความร่วมมือในภูมิภาค ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะสานต่อผลการเยือนและการประชุม JCR ครั้งที่ ๓ เพื่อเกิดผลเป็นรูปธรรมและประโยชน์ของประชาชนสองประเทศต่อไป
  6. ในการเยือนครั้งนี้ นรม. ของทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอกสารเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างไทย – เวียดนาม ๕ ฉบับ ได้แก่ (๑) แถลงการณ์ร่วมสำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมอย่างไม่เป็นทางการไทย – เวียดนาม ครั้งที่ ๓ (๒) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (๓) บันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงาน
    (๔) บันทึกความเข้าใจเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์เมืองคู่มิตรระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับจังหวัดคอนตูม และ (๕) บันทึกความเข้าใจเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์เมืองคู่มิตรระหว่างจังหวัดตราดกับจังหวัดลองอาน
  7. ระหว่างการเยือนฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม-ราชกุมารีทรงพระราชทานพระราชวโรกาสให้ นรม.เวียดนามและภริยาเข้าเฝ้าฯ โดย นรม.เวียดนามได้กราบบังคมทูลความก้าวหน้าของ
    ความร่วมมือการเรียนการสอนภาษาไทยในเวียดนามและโครงการพระราชดำริที่โรงเรียนนิงห์หมี จังหวัดนิงห์บิ่งห์
  8. ระหว่างการเยือนฯ นรม.เวียดนามได้กล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามและความร่วมมือด้านการค้า
    การลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนาม ในงานสัมมนาการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนาม “Thailand – Vietnam Business Dialogue” จัดโดยสมาคมมิตรภาพไทย – เวียดนาม ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยมีคณะผู้แทนภาคเอกชนไทยและเวียดนามเข้าร่วมกว่า ๗๐ บริษัท พร้อมทั้งได้จัดให้มีกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจด้วย ทั้งนี้ นายประจวบ ไชยสาส์น นายกสมาคมมิตรภาพไทย – เวียดนามได้เชิญชวนให้ภาคเอกชนไทยสนใจไปลงทุนประกอบธุรกิจในเวียดนาม ซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศร่วมกันของไทยและเวียดนามต่อไป

 

  1. เมื่อ ๒๔ ก.ค. ๕๘ ๔. เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน
    (นางนงนุช เพ็ชรรัตน์) นำนาย Jürgen Koppelin ส.ส. เยอรมนี
    พรรค Free Democratic Party (FDP) และนาย Thomas Stritzl
    ส.ส. เยอรมนี พรรค Christian Democratic Union (CDU) พร้อมด้วยผู้แทน สอท. เยอรมนีประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ รอง นรม./รมว.กต.

 

  1. เมื่อ ๒๗ ก.ค. ๕๘ รมช.กต. เป็นผู้แทน รอง นรม./รมว.กต.
    ให้การต้อนรับและพบหารือกับนาย Luo Baoming เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มณฑลไห่หนาน ซึ่งเดินทางเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ณ กระทรวงการต่างประเทศ
           นาย Luo Baoming กล่าวว่า ตนได้นำคณะผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ของมณฑลไห่หนาน เยือนประเทศไทย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนนโยบายเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ ๒๑ ของ ปธน.จีน โดยฝ่ายไห่หนานต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาพุทธศาสนากับไทย เนื่องจากทางมณฑลฯ ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลกลางให้จัดตั้งวิทยาลัยพุทธศาสนาขึ้นที่วัดหนานซานในมณฑลไห่หนาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านพุทธศาสนาระหว่างจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสอดคล้องกับความร่วมมือในกรอบ “หนึ่งแถบ หนึ่งทาง” (One Belt One Road) ของจีนด้วย นอกจากนี้ ยังต้องการส่งเสริมการลงทุนจากภาคธุรกิจไทยในไห่หนานและส่งเสริมความร่วมมือในระดับประชาชน โดยเฉพาะภายใต้กรอบเมืองพี่เมืองน้องระหว่างไห่หนานกับจังหวัดภูเก็ตซึ่งดำเนินความสัมพันธ์มาครบรอบ ๑๐ ปีในปีนี้
           นอกเหนือจากการพบหารือกับ รมช.กต. แล้ว ในการเยือนไทยครั้งนี้ นาย Luo Baoming และคณะได้เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.วธ. เพื่อหารือเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมและพุทธศาสนาระหว่างไทยกับไห่หนาน และพบหารือกับผู้นำภาคธุรกิจของไทย รวมทั้งมีกำหนดเดินทางไปจังหวัดภูเก็ต เพื่อหารือเรื่องการส่งเสริมความร่วมมือในกรอบบ้านพี่เมืองน้องกับนายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตด้วย

 

  1. เมื่อ ๑๖ – ๑๗ ก.ค. ๕๘ กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมจัดงานแสดงนาฏศิลป์จากสำนักการสังคีต
    กรมศิลปากร และการสาธิตหัตถกรรมไทย ได้แก่ การแกะสลักผักผลไม้ เครื่องปั้นดินเผา การวาดร่ม และการทำหุ่นกระบอก โดยใช้ชื่องานว่า “Discover Thainess 2015” เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ ๕๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เปรู โดยมีแขกผู้มีเกียรติ บุคคลสำคัญ สื่อ และประชาชนชาวเปรูที่สนใจเข้าร่วมรับชมทั้งสิ้นประมาณ ๓,๔๐๐ คน (การแสดง ๒ รอบ)
  2. เมื่อ ๒๖ ก.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. ในฐานะผู้แทน นรม.
    เข้าร่วมงาน “ฉลอง ๔๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน”
    ณ ห้องประชุมใหญ่ สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย โดย รอง นรม./รมว.กต. กล่าวว่า รัฐบาลมีความยินดีอย่างยิ่งในโอกาสที่ความสัมพันธ์ไทย – จีนครบรอบ ๔๐ ปี โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อกำกับดูแลการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองฯ และจะจัดกิจกรรมต่อเนื่องตลอดปี นอกจากนี้ ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทย – จีนเป็นไปอย่างรอบด้าน เสมอภาค และไว้เนื้อเชื่อใจกัน โดยรัฐบาลมีความมุ่งมั่นและจริงใจที่จะดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ยั่งยืนสถาพร ในโอกาสนี้ นาย Ning Fukui เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และจะพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้นไป โดยมุ่งให้ประชาชนของทั้งสองประเทศไปมาหาสู่กัน เพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจและสนับสนุนกันและกันต่อไป

 

  1. เมื่อ ๒๗ ก.ค. ๕๘ ปลัด กต. เป็นประธานร่วมกับนาย Brook Barrington ปลัดกระทรวงการต่างประเทศและการค้านิวซีแลนด์
    ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Officials’ Talks หรือ SOT)
    ไทย - นิวซีแลนด์ ครั้งที่ ๑๐ ณ โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
  1. ความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า ไทยและนิวซีแลนด์เป็นมิตรที่ใกล้ชิดและมีความร่วมมือที่ครอบคลุมหลายมิติ โดยทั้งสองฝ่ายจะมุ่งเดินหน้ากระชับและขยายความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันในทุก ๆ ด้านให้คืบหน้า ได้แก่ ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ความร่วมมือด้านภาพยนตร์ ความร่วมมือด้านการเกษตร ตลอดจนการแลกเปลี่ยนนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย
  2. การปฏิรูปการเมือง ฝ่ายนิวซีแลนด์ยินดีให้ความร่วมมือกับไทยในกระบวนการปฏิรูปทางการเมืองเพื่อกลับคืนสู่ประชาธิปไตย โดยยินดีให้การแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ตามที่ฝ่ายไทยประสงค์
  3. ความร่วมมือทวิภาคี
                 - ในโอกาสที่ปี ๒๕๕๘ ครบรอบ ๑๐ ปีของการลงนาม Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership (TNZCEP) ทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการอำนวยความสะดวกและขจัดอุปสรรคด้านการค้า การส่งเสริมการลงทุนสองฝ่าย และการติดต่อระหว่างประชาชนมากขึ้น รวมทั้งจะเพิ่มมูลค่าการค้าให้เป็นสองเท่าภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๐ ตามที่ตกลงไว้ โดยฝ่ายนิวซีแลนด์ประสงค์จะมีการเริ่มการเจรจาการค้าบริการ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนขยายการส่งออกสินค้าเกษตรมายังไทยเพิ่มขึ้น
                 - ฝ่ายไทยได้หยิบยกประเด็นความร่วมมือทางด้านการทหารระหว่างไทย – นิวซีแลนด์ ซึ่งหวังว่าจะกลับมาร่วมมือกันอีกเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยกลับสู่ภาวะปกติ

      - ฝ่ายนิวซีแลนด์ประสงค์ให้มีการเพิ่มเที่ยวบินของไทยไปนิวซีแลนด์เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อระหว่างประชาชน

      - นอกจากนี้ ได้มีการหารือร่วมกันถึงการจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย – นิวซีแลนด์ที่จะครบรอบ ๖๐ ปี ในปี ๒๕๕๙

  1. ความร่วมมือในระดับภูมิภาค
  • ทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นความร่วมมือในระดับภูมิภาคอย่างกว้างขวาง อาทิ ความร่วมมือกันในด้านการป้องกันการทำประมงที่ผิดกฎหมาย รวมถึงสถานการณ์สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออก-เฉียงใต้และความร่วมมือด้านการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ 
  • ในโอกาสที่ปีนี้ ครบรอบ ๔๐ ปี ความสัมพันธ์อาเซียน – นิวซีแลนด์ ฝ่ายนิวซีแลนด์ประสงค์จะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายไทยในการยกระดับความสัมพันธ์ดังกล่าวขึ้นเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยฝ่ายไทยยินดีที่นิวซีแลนด์มีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในพัฒนาการของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง และขอบคุณนิวซีแลนด์ที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับบทบาทของนิวซีแลนด์ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

 

  1. เมื่อ ๒๘ ก.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เป็นประธานร่วมกับ
    นาย Wunna Maung Lwin รมว.กต.เมียนมาร์ ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทย – เมียนมาร์ ครั้งที่ ๘ (The 8th Meeting of Thailand – Myanmar Joint Commission for Bilateral Cooperation หรือ JC) ณ โรงแรม
    แชงกรีลา จังหวัดเชียงใหม่ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
    1. ในช่วงเปิดประชุมฯ รอง นรม./รมว.กต. กล่าวแสดงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยขยายผลความร่วมมือในทุกมิติ ซึ่งจะเกื้อกูลต่อการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนใน ๒๕๕๘ โดยเน้นความเชื่อมโยงและการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนถึงประชาชน เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศอยู่ร่วมกันอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ในโอกาสนี้นาย Wunna Maung Lwin กล่าวว่า ปธน.เมียนมาร์ขอถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้ทั้งสองพระองค์มีพระพลานามัย
      ที่สมบูรณ์
    2. ทั้งสองฝ่ายได้ทบทวนกิจกรรมความร่วมมือที่กำลังดำเนินการร่วมกัน และหาแนวทางในการเพิ่มพูนความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและผลประโยชน์ร่วมกัน โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการเสด็จฯ เยือนเมียนมาร์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในเดือน ต.ค. ๒๕๕๘ ซึ่งฝ่ายเมียนมาร์แจ้งว่าพร้อมที่จะรับเสด็จฯ อย่างสมพระเกียรติ เพราะมีความสำคัญอย่างมากต่อความสัมพันธ์ไทย – เมียนมาร์
    3. ด้านการเมืองและความมั่นคง ฝ่ายไทยยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนการปฏิรูปและกระบวนการสันติภาพในเมียนมาร์ รวมถึงความร่วมมือเรื่องการยกระดับจุดผ่านแดน การเตรียมการส่งกลับผู้หนีภัยจากการสู้รบไปเมียนมาร์เมื่อมีความพร้อม ความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กลไกความร่วมมือด้านการทหาร และความร่วมมือในด้านการปราบปรามการค้ามนุษย์
    4. ในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน และตั้งเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าการค้ารวมเป็น ๑๐ – ๑๒ พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ๒๕๖๐ โดยมุ่งเน้นการค้าและการลงทุนบริเวณชายแดน นอกจากนี้
      ฝ่ายเมียนมาร์ได้กล่าวถึงความร่วมมือด้านการเงินการธนาคารว่า
      เมียนมาร์อนุญาตให้สามารถแลกเงินบาทเป็นเงินจั๊ตได้โดยตรง และ
      เมียนมาร์ได้ให้ใบอนุญาตแก่ธนาคารกรุงเทพในการเปิดสาขาเพื่อดำเนินธุรกรรมของธนาคารในกรุงย่างกุ้งแล้ว
    5. ด้านความเชื่อมโยง ทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดตั้งคณะทำงานด้านความเชื่อมโยงทางบก การริเริ่มเจรจาจัดทำความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามแดน และบันทึกความเข้าใจเรื่องการเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว รวมทั้งเห็นพ้องให้เร่งรัดสรุปการเจรจาความตกลงข้ามแดน
    6. ในด้านแรงงาน ทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับแนวทางในการเพิ่มพูนความร่วมมือในด้านแรงงาน และการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาการพัฒนาและการจัดการด้านประมงอย่างยั่งยืน โดยฝ่ายเมียนมาร์ยินดีต่ออายุสิทธิทำประมงแก่ผู้ประกอบการประมงไทยที่ได้รับการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสำคัญการพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เพื่อรองรับจำนวนคนที่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเขตเศรษฐกิจทวายได้รับการจัดตั้ง โดยฝ่ายไทยพร้อมที่จะสนับสนุนการปรับปรุงแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลทวาย และพร้อมที่จะดำเนินการทันทีเมื่อฝ่ายเมียนมาร์เห็นชอบรายละเอียดโครงการฯ
    7. ด้านสังคม วัฒนธรรม และความร่วมมือเพื่อการพัฒนา
      ฝ่ายไทยยินดีส่งเสริมความร่วมมือในด้านการศึกษา สาธารณสุข และการท่องเที่ยว และความร่วมมือเพื่อการพัฒนา โดยเฉพาะในโครงการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนในรัฐยะไข่
    8. ในการประชุมฯ ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาแก่ผู้ที่เดินทางโดยเครื่องบิน โดยจะมีผลใช้บังคับในวันที่ ๑๑ ส.ค. ๕๘ โดยทั้งสองฝ่ายเชื่อมั่นว่า ความตกลงดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมความเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกประชาชนของทั้งสองประเทศให้เดินทางไปมาหาสู่กันได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

 

กรอบพหุภาคี

  1. เมื่อ ๔ – ๕ ก.ค. ๕๘ กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสมาคมสหประชาชาติแห่งประเทศไทย องค์กรสหประชาชาติประจำประเทศไทย และอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) จัดนิทรรศการ “UNderstand 2015” เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ ๗๐ ปี การก่อตั้งสหประชาชาติ และส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปมีความรู้ ความเข้าใจ และภาคภูมิใจในบทบาทของไทยในสหประชาชาติ โดยจัดกิจกรรม อาทิ การบรรยายหัวข้อ “ประสบการณ์คนไทยในสหประชาชาติ” โดยวิทยากรผู้มีประสบการณ์ร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในตะวันออกกลางและติมอร์เลสเต การทดลองใส่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด โดยศูนย์ทุ่นระเบิดแห่งชาติ การให้ความรู้วิธีป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร โดยผู้แทนกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย
  2. เมื่อ ๖ – ๑๑ ก.ค. ๕๘ รอง นรม./รมว.กต. เข้าร่วมกิจกรรม
    การแสดงและประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมโขน ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดย ปลัด กต. ร่วมคณะด้วย โดยการจัดกิจกรรมเผยแพร่วัฒนธรรมโขนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อรณรงค์การสมัคร
    รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council หรือ UNSC) วาระปี ค.ศ. ๒๐๑๗ – ๒๐๑๘ โดยกระทรวงการต่างประเทศได้รับความร่วมมือจากกระทรวงวัฒนธรรม จัดคณะนาฏศิลป์จากกรมศิลปากรแสดงโขนชุดพระรามตามกวาง ชุดหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา ชุดทศกัณฐ์
    ลักนางสีดา – หนุมานถวายพล และชุดทศกัณฐ์ พระราม พระลักษณ์
    ออกกราวตรวจพล และมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดนิทรรศการศิลป์แผ่นดินเป็นกิจกรรมคู่ขนาน เพื่อเผยแพร่ผลงานศิลปะที่เป็นประณีตศิลป์และความภาคภูมิใจของคนไทยให้ชาวต่างประเทศได้ชื่นชมด้วย

 

ประเด็นสำคัญ

  1. กรณีกรณีกลุ่มคนบุกรุกสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อ ๘ ก.ค. ๕๘ ตามเวลาท้องถิ่น
  1. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ไม่พบว่ามีคนไทยในพื้นที่ได้รับบาดเจ็บ และกระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตฯ ติดตามสถานการณ์และประสานงานกับทางการตุรกีอย่างใกล้ชิด โดยทางการตุรกีได้ให้คำมั่นจะดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยในตุรกีอย่างเต็มที่
  2. ในขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐตุรกีประจำประเทศไทยเข้าพบเพื่อหารือถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายตุรกีรับทราบข้อห่วงกังวลของฝ่ายไทย และยืนยันว่าทางการตุรกีให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของคนไทยและสถานเอกอัครราชทูตฯ ในตุรกี และได้เพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยของสถานเอกอัครราชทูตฯ ด้วยแล้ว
  3. กระทรวงการต่างประเทศติดตามปฏิกิริยาของประเทศต่าง ๆ/ องค์การระหว่างประเทศ/ NGOs อย่างต่อเนื่อง และในหลายกรณี กระทรวงฯ/ สถานเอกอัครราชทูตฯ/ สถานกงสุลใหญ่ฯ ให้ข้อมูลและชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุผลของการดำเนินการของไทย ตลอดจนรายงานข้อมูลและแจ้งเตือนคนไทยในต่างประเทศผ่านทางช่องทางต่าง ๆ รวมถึงประสานงานกับประเทศเจ้าบ้านให้ดูแลความปลอดภัยของสำนักงานและชุมชนไทย

 

  1. กรณีการส่งกลับผู้ลักลอบเข้าเมืองชาวมุสลิมที่อ้างว่าเป็นชาวตุรกี (ชาวอุยกูร์)
  1. ตั้งแต่เดือน มี.ค. ๒๕๕๗ ชาวอุยกูร์ประมาณ ๓๐๐ กว่าคน ได้หลบหนีเข้าประเทศไทย และรัฐบาลจีนเรียกร้องให้รัฐบาลไทยส่งบุคคลเหล่านี้กลับไปยังประเทศจีน เนื่องจากบุคคลเหล่านี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายในประเทศจีน รัฐบาลไทยได้ขอให้ฝ่ายจีนดำเนินการส่งหลักฐานการกระทำผิดและการพิสูจน์สัญชาติให้แก่ฝ่ายไทยพิจารณา ก่อนจะดำเนินการส่งตัวให้ฝ่ายจีนต่อไป
  2. รัฐบาลไทยได้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมควบคู่ไปกับหลักสิทธิมนุษยชนและพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย
  3. รัฐบาลไทยได้พิจารณาอย่างรอบคอบจากหลักฐานของทุกฝ่าย สรุปว่าสามารถแยกชาวอุยกูร์ดังกล่าวได้เป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มแรกจำนวน ๑๗๒ คน ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับการกระทำผิดกฎหมาย และบุคคลดังกล่าวได้แสดงความประสงค์ที่จะเดินทางไปตุรกีและรัฐบาลตุรกีพร้อมที่จะรับ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยได้รับหลักฐานการกระทำผิดและ
    การพิสูจน์สัญชาติจากรัฐบาลจีนสำหรับชาวอุยกูร์ จำนวน ๑๐๙ คน และยังมีอีกประมาณ ๖๐ คนที่ยังอยู่ในความดูแลของไทย
  4. จากข้อเท็จจริงข้างต้น รัฐบาลไทยจึงได้ดำเนินการดังนี้
                (๔.๑) เมื่อ ๒๙ มิ.ย. ๕๘ รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจส่ง
    ชาวอุยกูร์จำนวน ๑๗๒ คน ให้กับรัฐบาลตุรกี ซึ่งได้รับบุคคลเหล่านี้ไปตั้งถิ่นฐานในตุรกีเรียบร้อยแล้ว
                (๔.๒) เมื่อ ๙ ก.ค. ๕๘ รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจส่งชาวอุยกูร์ จำนวน ๑๐๙ คน ซึ่งรัฐบาลจีนได้ส่งหลักฐานการกระทำผิดและการพิสูจน์สัญชาติให้กับฝ่ายไทยแล้ว
                (๔.๓) ขณะนี้ยังมีชาวอุยกูร์ประมาณ ๖๐ คน อยู่ในความดูแลของรัฐบาลไทยซึ่งยังไม่มีหลักฐานเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย รัฐบาลไทยจะพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป
  5. ตามที่หลายฝ่ายมีความห่วงกังวลว่าชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับไปยังประเทศจีนอาจถูกลงโทษอย่างรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตนั้น รัฐบาลจีนได้ยืนยันกับรัฐบาลไทยว่า จะปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ด้วยความเป็นธรรมและรับรองความปลอดภัย นอกจากนั้น ผู้ที่ไม่มีความผิดจะได้รับการดูแลให้กลับคืนสู่สังคมและรัฐบาลจีนจะจัดหาที่ทำกินให้ตามความเหมาะสม
  6. รัฐบาลจีนยินดีเชิญให้รัฐบาลไทยส่งผู้แทนไปติดตามผล
    การปฏิบัติ ซึ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติจะจัดผู้เกี่ยวข้องจากหน่วยราชการต่าง ๆ รวมทั้งจะพิจารณาเชิญองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ICRC เข้าร่วมกับฝ่ายไทย เดินทางไปตามคำเชิญของรัฐบาลจีนต่อไป

 

  1. กรณี พล.ต.ท. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ถูกควบคุมตัวที่สนามบิน
    นาริตะ
  1. กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต
    ณ กรุงโตเกียว ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและอำนวยความสะดวกทางด้านการติดต่อประสานงานและคดีความเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการจัดหาล่าม จัดแปลเอกสารที่เกี่ยวข้อง แนะนำทนายความ และมอบหมายเจ้าหน้าที่กงสุลเข้าเยี่ยมพร้อมทนายความทุกครั้ง ตลอดจนแจ้งความคืบหน้ากับญาติเป็นระยะ โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับกรณีการให้ความช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์ได้ยากในทุกกรณี
  2. เมื่อ ๑๓ ก.ค. ๕๘ กระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตฯ ว่าอัยการญี่ปุ่นได้ตัดสินใจไม่สั่งฟ้องคดีของ พล.ต.ท. คำรณวิทย์ฯ และส่งตัวไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโตเกียว ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ติดตามประสานงานเรื่องการเดินทางกลับประเทศไทยของ พล.ต.ท. คำรณวิทย์ฯ ในวันที่ ๑๔ ก.ค. ๕๘

 

กต./
ทุกกรม/
ทุกสำนัก

 

  1. การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ

ข้อ ๓.๒

ป้องกันและแก้ไขปัญหา
การค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหา
ผู้หลบหนีเข้าเมือง การทารุณกรรมต่อแรงงานข้ามชาติ
การท่องเที่ยวที่เน้นบริการทางเพศและเด็ก และปัญหาคนขอทาน โดยการปรับปรุงกฎหมายข้อบังคับที่จำเป็นและเพิ่มความเข้มงวดในการระวังตรวจสอบ

นโยบายที่ ๕.๑ ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมในสังคม

ข้อ ๕.๑.๑ การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้ทุกคนในสังคมไทยควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการจัดการความเสี่ยงและสร้างโอกาสในชีวิตตนเอง

ข้อ ๕.๑.๒ การจัดบริการทางสังคมให้ทุกคนตามสิทธิขั้นพื้นฐาน เน้นการสร้างภูมิคุ้มกันระดับปัจเจก และสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในการพัฒนาประเทศ

ข้อ ๕.๑.๓ การเสริมสร้างพลังให้ทุกภาคส่วนสามารถเพิ่มทางเลือกการใช้ชีวิตในสังคมและมีส่วนร่วมในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี

 

 

  1. เมื่อ ๒๗ ก.ค. ๕๘ เวลา ๑๐.๐๐ น. (ตามเวลาสหรัฐฯ) กระทรวง-
    การต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons Report หรือ TIP Report) ประจำปี ค.ศ. ๒๐๑๕ โดยในปีนี้ประเทศไทยถูกจัดให้คงอยู่ที่ระดับ Tier 3 ของ
    รายงานฯ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่ข่าวสารนิเทศแสดงท่าทีต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า
  1. ทางการไทยรับทราบผลการจัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในระดับ Tier 3 ซึ่งไม่สะท้อนความพยายามและความก้าวหน้าในการดำเนินการต่อต้านการค้ามนุษย์ของไทยที่เกิดขึ้นจริงในช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งมีก้าวหน้าอย่างมากในหลายด้าน
  2. ตั้งแต่รัฐบาลปัจจุบันเข้าปฏิบัติหน้าที่เมื่อเดือน ส.ค. ๒๕๕๗ รัฐบาลได้ “ปฏิรูป” การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ทั้งระบบส่งผลให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในทุก ๆ ด้าน เช่น (๑) ด้านนโยบาย รัฐบาลได้ประกาศย้ำให้การต่อต้านการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติและจัดตั้งกลไกระดับชาติซึ่งมี นรม. รอง นรม. และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
    เข้ามาร่วมขับเคลื่อน มีการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม
    การค้ามนุษย์ (๒) ด้านการบังคับใช้กฎหมาย มีการทลายเครือข่ายผู้กระทำผิดค้ามนุษย์รายสำคัญ มีการจับกุม ดำเนินคดีและลงโทษเจ้าหน้าที่ระดับสูงซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ (๓) ด้านการป้องกัน มีการแก้ไขและจัดระเบียบแรงงานในภาคประมง รวมถึงการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวจำนวนกว่า ๑.๖ ล้านคนให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นเดียวกับคนไทย และแก้ปัญหาที่ต้นทางโดยลดความเสี่ยงที่แรงงานเหล่านี้จะตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์และการถูกเอาเปรียบ (๔) ด้านการคุ้มครอง การเพิ่มประสิทธิภาพ การคัดแยกและการดูแลคุ้มครองผู้เสียหาย (๕) ด้านความร่วมมือและการสร้างความเป็นหุ้นส่วน ประเทศไทยได้มีบทบาทนำทั้งในกรอบทวิภาคีและภูมิภาคในการป้องกันแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชนและความมั่นคง
  3. อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นดำเนินการต่อต้านการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง พร้อมกับเพิ่มพูนความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ตลอดจนขยายความร่วมมือกับประเทศและองค์การระหว่างประเทศต่อไป

 

กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้

  1. การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน

ข้อ ๗.๑

เร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในภูมิภาคอาเซียนและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

นโยบายที่ ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๓ การสร้างความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

 

 

  1. เมื่อ ๒ – ๑๗ ก.ค. ๕๘ กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับ
    ศูนย์อาเซียนศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมโครงการเยาวชนเพื่อนมิตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ ๔ ประจำปี ๒๕๕๘ โดยมีเยาวชนระดับอุดมศึกษาชั้นปีที่ ๑-๒ ที่ได้รับการคัดเลือกจาก ๕ ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม และไทย จำนวน ๔๕ คน เดินทางไปทัศนศึกษาและทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ร่วมกันในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างเครือข่ายและเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ร่วมกัน อันจะส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเยาวชนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในระยะยาว
          กิจกรรมดังกล่าวมีหัวข้อหลัก คือ “การรับมือกับประเด็นท้าทายในภูมิภาค” (Addressing Regional Challenges) ซึ่งเน้นประเด็นความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสำคัญ ได้แก่ ปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหายาเสพติด

 

  1. เมื่อ ๒๑ – ๒๕ ก.ค. ๕๘ กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย จัดโครงการพัฒนาศักยภาพยุวทูตความดี "คนดีของประเทศไทย" ณ วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เยาวชนเห็นคุณค่าและตระหนัก
    ถึงความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ พัฒนาโลกทัศน์ด้านการต่างประเทศของเยาวชนให้มีทัศนคติและพฤติกรรมที่เหมาะสม นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและขยายผลสู่ชุมชน โรงเรียน และสังคมในต่อไป โดยมีโรงเรียนจำนวน ๑๒ โรงเรียนในจังหวัดหนองคายเข้าร่วมโครงการ ในจำนวนนี้มีโรงเรียนในเครือข่ายมูลนิธิยุวทูตความดี
    จำนวน ๒ โรงเรียน
          กิจกรรมในโครงการดังกล่าว ประกอบด้วยการบรรยายในหลายวิชา อาทิ หน้าที่พลเมือง และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการบรรยายในวิชาภาษาอังกฤษ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับองค์การสหประชาชาติ และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อเตรียมความพร้อมเยาวชนสู่การเข้าเป็นประชาคมอาเซียน ๒๕๕๘ และเพิ่มความรู้ความเข้าใจด้านการต่างประเทศ

 

  1. เมื่อ ๒๐ ก.ค. ๕๘ กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมอาเซียน ได้จัดการประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. ๒๐๒๕ และแผนงานประชาคมอาเซียน (ค.ศ. ๒๐๑๖ – ๒๐๒๕) โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว และผู้แทนไทยในคณะทำงานระดับสูงเพื่อยกร่างวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนภายหลังปี ๒๕๕๘ (High Level Task Force the ASEAN Community’s Post-2015 Visiion: HLTF) เป็นประธาน และมีผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงกลาโหม ร่วมหารือด้วย

 

  1. เมื่อ ๒๘ – ๒๙ ก.ค. ๕๘ นายนภดล เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงฯ และนาย Liu Zhenmin รมช.กต.จีน เป็นประธานร่วมในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน – จีน ว่าด้วยการปฏิบัติตามปฏิญญาว่าด้วย
    การปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (ASEAN – China Senior Officials’ Meeting on the Implementation of the DOC หรือ SOM on DOC) ครั้งที่ ๙ ณ นครเทียนจิน ประเทศจีน

 

กรมอาเซียน

ตรวจถูกต้อง