นโยบายการต่างประเทศ

ผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและกลไกประชารัฐ : รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ ๑ – ๓๐ กันยายน ๒๕๕๘

สถานะ ณ วันที่ ๘ ต.ค. ๕๘

รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กระทรวงการต่างประเทศ
ระหว่างวันที่ ๑
๓๐ กันยายน ๒๕๕๘

ลำดับ

นโยบายรัฐบาล/
การสั่งการของนายกรัฐมนตรี

ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑

มติคณะรัฐมนตรี

การดำเนินการ

การใช้จ่ายงบ
ประมาณ

ผู้รับผิด
ชอบ

วันที่

สาระสำคัญ

แผนงาน/ โครงการ/ ผลการดำเนินการ รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานที่สำคัญ

๒. การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ

ข้อ ๒.๔

(๑)การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

(๒)ชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่น

(๓)นำกลไกทางการทูตแบบบูรณาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การคุ้มครองดูแลคนไทยและผลประโยชน์
ของคนไทยในต่างแดน การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา วัฒนธรรม การค้า และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเปิดโลกทัศน์ให้มีลักษณะสากล

นโยบายที่ ๕.๔ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

นโยบาย ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อ
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๔ การเข้าร่วมเป็นภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาคภายใต้บทบาทที่สร้างสรรค์ เป็นทางเลือกในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศในเวทีโลก
ข้อ ๕.๕.๕ การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการส่งเสริมแรงงานไทยในต่างประเทศ
ข้อ ๕.๕.๖ การมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการสร้างสังคมนานาชาติที่มีคุณภาพชีวิต ป้องกันภัยจากการก่อการร้ายและอาชญากรรม ยาเสพติด ภัยพิบัติ และการแพร่ระบาดของโรคภัย

นโยบายที่ ๕.๖ ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่นยืน
ข้อ ๕.๖.๖ การเพิ่มบทบาทประเทศไทยในเวทีประชาคมโลกที่เกี่ยวข้องกับกรอบความตกลงและพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

 

 

กรอบทวิภาคี

๑. เมื่อ ๒๑ – ๒๖ ส.ค. ๕๘ รองปลัด กต.
(นายนภดล เทพพิทักษ์) เข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทย-เม็กซิโกครั้งที่ ๑ ณ กรุงเม็กซิโก สหรัฐเม็กซิโก โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะดำเนินงานความร่วมมือด้านสาธารณสุข ได้แก่ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage หรือ UHC) การจัดระบบเก็บภาษีจากเครื่องดื่มที่มีความหวานและไขมัน Patient Safety and Quality Care และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะจัดลำดับความสำคัญในสาขาที่แต่ละฝ่ายสนใจ และจัดทำเป็นแผนงาน ๓ ปี และจะส่งร่างความต้องการผ่านช่องทางการทูตต่อไป

๒. เมื่อ ๒๗ – ๒๘ ส.ค. ๕๘ นรม. เยือนฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ ซึ่ง รมว.กต. ร่วมคณะด้วย สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

(๑)ความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง

ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) และกระบวนการเจรจาสันติภาพในมินดาเนา รวมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านข่าวกรองด้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศและการแก้ไขปัญหาแนวคิดสุดโต่ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมมือฝึกผสมทางทหารและการบริหารจัดการวิกฤตการณ์ร่วมกันในกรอบทวิภาคีและอาเซียน

(๒)ความร่วมมือด้านการศึกษา

ปธน. ฟิลิปปินส์แสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงรับโรงเรียนในฟิลิปปินส์ ๓ แห่งให้อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระราชูปถัมภ์ของพระองค์ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้มีการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักเรียนและโรงเรียนพี่โรงเรียนน้องระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ โดยฝ่ายฟิลิปปินส์พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการนำเยาวชนซึ่งไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา โดยเฉพาะจากครอบครัวเกษตรกร มาเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการ

(๓)ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

ฝ่ายไทยขอให้ฝ่ายฟิลิปปินส์พิจารณานำเข้าข้าวคุณภาพชั้นดี และขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ในการดูแลและอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนไทยในฟิลิปปินส์ และสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยลงทุนในธุรกิจด้านมะพร้าวในฟิลิปปินส์ และเชิญชวนให้ภาคเอกชนฟิลิปปินส์ขยายการลงทุนในไทยและในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยางพารา การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยผู้นำทั้งสองฝ่ายสนับสนุนบทบาทของสภาธุรกิจไทย-ฟิลิปปินส์ และขอให้ขับเคลื่อนการค้าและการลงุทนของภาคเอกชนไทยและฟิลิปปินส์ให้เร็วขึ้น

(๔)ความร่วมมือด้านวิชาการ/การเกษตร

ฝ่ายไทยขอความร่วมมือฝ่ายฟิลิปปินส์ในการร่วมป้องกันราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เช่น ราคายางพารา โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือกันต่อไปฝ่ายฟิลิปปินส์ได้แจ้งความพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินการของฟิลิปปินส์ด้านการประมงเพื่อให้ได้รับการยกเลิกใบเหลืองจากสหภาพยุโรปและแจ้งความประสงค์ที่จะเรียนรู้เรื่องการปลูกข้าวจากไทยนรม. ได้แจ้งความพร้อมของฝ่ายไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ครั้งแรก (๒๔ – ๒๕ ก.ย. ๕๘) และแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ด้านการปศุสัตว์

(๕)ความร่วมมือด้านพลังงาน

ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้ร่วมมือกันเพื่อเรียนรู้การพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพและเอธานอล โดยฝ่ายฟิลิปปินส์จะสนับสนุนการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของเอกชนไทยในฟิลิปปินส์

(๖)ความร่วมมือด้านแรงงาน

ฝ่ายไทยแจ้งความประสงค์เรียนรู้จากความสำเร็จของฟิลิปปินส์ด้านการบริหารจัดการแรงงานในต่างประเทศ การจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางาน และการปรับตัวเข้าสู่สภาพสังคมเดิมของแรงงานที่กลับมาจากต่างประเทศ และทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้หารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการกงสุลเพื่อดูแลคุ้มครองแรงงานระหว่างกันในกรณีเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ความร่วมมือระหว่างไทยกับเวียดนาม

(๗)อาเซียน-จีน และทะเลจีนใต้

ปธน.ฟิลิปปินส์ขอบคุณไทยในการทำหน้าที่ประเทศ
ผู้ประสานงานอาเซียน-จีน ที่ผ่านมา ซึ่ง นรม. ยืนยันความประสงค์ร่วมมือกับฟิลิปปินส์และประเทศสมาชิกอาเซียนในการนำปฏิญญาว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (DOC) มาปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ ตลอดจนส่งเสริมการปรึกษาหารือเรื่องแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (COC) และหวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

๓. เมื่อ ๒๗ – ๒๘ ส.ค. ๕๘ ปลัด กต. เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานไทย-กวางตุ้ง ครั้งที่ ๔ ณ มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

(๑)ด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายการค้าระหว่างกัน โดยไทยเชิญชวนฝ่ายกวางตุ้งเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่
จ.มุกดาหาร และ จ.นครพนม รวมทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตอนใน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือการแพทย์ ยานยนต์และชิ้นส่วน โดยขอให้สนับสนุนให้ สนง. BOI ได้พบภาคเอกชนกวางตุ้งที่มีศักยภาพในสาขาเหล่านี้ รวมทั้งสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการทำธุรกรรมระหว่างกันมากขึ้น

(๒)ด้านเกษตรกรรม

ไทยให้ความสำคัญต่อคุณภาพและความปลอดภัยสินค้าเกษตรของไทย จึงหวังว่าจะมีความร่วมมือเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกันมากขึ้นฝ่ายกวางตุ้งเชิญผู้แทนไทยมาร่วมออกงาน Expo ด้านเกษตรที่กวางตุ้ง และหวังว่าจะมีการจับคู่ธุรกิจด้านเกษตรระหว่างกัน เพื่อเพิ่มการแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยี

(๓)ด้านการศึกษา

ฝ่ายไทยสนับสนุนให้สานต่อโครงการมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาวิชาเอกภาษาไทยของกวางตุ้งและเชิญชวนให้นักศึกษากวางตุ้งมาศึกษาต่อที่ประเทศไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งเสนอให้เพิ่มความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาระหว่างกันด้านฝ่ายกวางตุ้งประสงค์จะผลักดันความร่วมมือวิชาการกับสถาบันการศึกษาไทย และพร้อมหารือความร่วมมืออาชีวศึกษาต่อไป

(๔)ด้านวัฒนธรรม

ทั้งสองฝ่ายมุ่งพัฒนาความร่วมมือด้านวัฒนธรรมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น อาทิ ความร่วมมือระหว่างสถาบันศิลปะกวางตุ้งกับหน่วยงานไทย และใช้ศูนย์จีนศึกษาในไทยให้เป็นประโยชน์ในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างกัน

(๕)ด้านการท่องเที่ยว

ฝ่ายไทยขอบคุณที่ฝ่ายกวางตุ้งอำนวยความสะดวกการเปิดสำนักงานการท่องเที่ยวของไทยประจำกวางโจว โดยสองฝ่ายมุ่งสร้างเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวระหว่างกัน และพร้อมผลักดันให้เปิดเที่ยวบินระหว่างกันเพิ่มขึ้น

(๖) ด้านสาธารณสุข

หน่วยงานของทั้งสองฝ่ายจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนเพื่อศึกษาดูงาน และหารือความร่วมมือด้านโรคเอดส์ วัณโรค และการฝึกอบรมนักระบาดวิทยา รวมทั้งต้องการขยายความร่วมมือการส่งเสริมสุขภาพสตรีและเด็ก

(๗)ด้านการเชื่อมโยง

ฝ่ายไทยย้ำความสำคัญของความเชื่อมโยงในภูมิภาค โดยไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ASEAN ที่สามารถเชื่อมโยงกับกวางตุ้งได้ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ขอให้ฝ่ายกวางตุ้งช่วยผลักดันเรื่องที่ บริษัทการบินไทยขอเพิ่มเที่ยวบิน กรุงเทพฯ-กวางโจว และเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-เซินเจิ้น ไทยแจ้งความประสงค์จะผลักดันความร่วมมือด้านการขนส่งทางทะเลและความร่วมมือระหว่างท่าเรือ ซึ่งฝ่ายกวางตุ้งให้ความสำคัญต่อการพัฒนาความเชื่อมโยงในด้านต่าง ๆ กับไทยเช่นกัน

๔. เมื่อ ๒๗ – ๓๐ ส.ค. ๕๘ รองปลัด กต. (นายนภดล เทพพิทักษ์)เข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทย-คิวบา ครั้งที่ ๑ ณ กรุงฮาวานา สาธารณรัฐคิวบา โดยทั้งสองฝ่ายยินดีแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางวิชาการใน ๔ สาขา ได้แก่ สาขาเกษตร (การพัฒนาการผลิตข้าว) สาขาสาธารณสุข (การผลิตเวชภัณฑ์ยาและวัคซีน) สาขาการท่องเที่ยว (การจัดการการท่องเที่ยว) และ สาขาพลังงาน (พลังงานหมุนเวียน ชีวมวล และพลังงานน้ำ) นอกจากนี้ คณะผู้แทนไทยได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ได้แก่ กระทรวงเกษตรคิวบา กระทรวงสาธารณสุขคิวบา และองค์การเภสัชกรรมของคิวบา (Biopharma Cuba)

 

๕. เมื่อ ๓๐ ส.ค. ๕๘ รมว.กต. เข้าร่วมพิธีส่งมอบถนนสายเมียวดี – กอกะเร็กและพิธีปฐมฤกษ์เริ่มการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย –เมียนมาร์ แห่งที่ ๒ ข้ามแม่น้ำเมย/ต่องยิน ซึ่งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รอง นรม. เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย และนาย U Nyan Tun รอง ปธน. เมียนมาร์ เป็นประธานร่วมฝ่ายเมียนมาร์
โครงการถนนสายเมียวดี – กอกะเร็ก เป็นส่วนหนึ่งของโครงการถนนสามฝ่ายระหว่างไทย – เมียนมาร์ – อินเดีย และเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East-West Economic Corridor หรือ EWEC) โดยแบ่งออกเป็น ๒ ช่วง ได้แก่ (๑) ช่วงเมียวดี – เชิงเขาตะนาวศรี ระยะทาง ๑๗ กม. ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดใช้งานอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อ ๙ มิ.ย. ๔๙ และ (๒) ช่วงเชิงเขาตะนาวศรี – กอกะเร็ก ระยะทาง ๒๘ กม. ก่อสร้างเสร็จเมื่อเดือน ก.ค. ๕๘ ในส่วนของโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมาร์ แห่งที่ ๒ ข้ามแม่น้ำเมย/ต่องยิน มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นตามแนว EWEC โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน ๒ ปีการพัฒนาความเชื่อมโยงทางด้านคมนาคมบริเวณชายแดน ไทย – เมียนมาร์ถือเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และเป็นตัวอย่างความร่วมมือที่ดีระหว่างเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ถนนและสะพานที่เชื่อมสองประเทศจะสนับสนุนการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชน อำนวยความสะดวกต่อการค้าการลงทุนของภาคธุรกิจ ตลอดจนสอดรับกับนโยบายการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านของรัฐบาล

๖. เมื่อ ๓๑ ส.ค. – ๒ ก.ย. ๕๘ รอง นรม. (พล.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร) ในฐานะผู้แทนพิเศษ (Special Envoy) ของ นรม.
เข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเวทีความร่วมมือเพื่อการพัฒนาหมู่เกาะแปซิฟิก (Pacific Island Development Forum-PIDF) ครั้งที่ ๓ ณ กรุงซูวา สาธารณรัฐฟิจิ
 

๖.๑ รอง นรม. ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายราตู เอเปลิ ไนลาติคาอู ปธน. ฟิจิ และหารือข้อราชการกับนายโจเซเอีย โวเรเก ไบนิมารามา นรม. ฟิจิ โดยทั้งสองฝ่ายยินดีที่จะร่วมมือกันต่อไปเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อาทิ การเปิดสถานเอกอัครราชทูตฟิจิประจำประเทศไทย การจัดโครงการสัมมนาส่งเสริมธุรกิจไทย-ฟิจิ
ณ กรุงซูวา โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร์รา การส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือสาขาน้ำตาล มะพร้าว และประมง การส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยของไทยและมหาวิทยาลัย University of South Pacific รวมทั้งมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ของฟิจิ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วย
ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยและฟิจิ (MOU on Technical Cooperation) ซึ่งไทยจะเริ่มต้นดำเนินการได้ทันทีในโครงการฝึกอบรมด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และการให้ทุนการศึกษาในระดับปริญญาโท นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้จัดทำแผนงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ๓ ปี ระหว่างไทย-ฟิจิ ในสาขาที่ฝ่ายฟิจิต้องการ อาทิ การพัฒนาชุมชนโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง การเกษตร และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งนี้ ฝ่ายไทยอาจพิจารณาจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ (Learning Centre) ที่ประเทศฟิจิ เพื่อดำเนินการการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว

๖.๒ รอง นรม. กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุมฯ ภายใต้หัวข้อ “Building Climate Resilient Green Blue Pacific Economies” ซึ่งประเทศไทยได้ใช้โอกาสนี้แจ้งให้ประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกทราบเกี่ยวกับการดำเนินการของประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งแสดงความพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความร่วมมือทางวิชาการ นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยินดีที่จะร่วมมือทางวิชาการกับประเทศ หมู่เกาะแปซิฟิกทั้งในระดับทวิภาคี การให้ทุนการฝึกอบรมผ่านโครงการ Annual International Training Courses ความร่วมมือภายใต้กรอบ Pacific Islands Forum (PIF) ในฐานะประเทศคู่เจรจา และแผนความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกเป็นระยะเวลา ๓ ปี

๗. เมื่อ ๒ – ๔ ก.ย. ๕๘ รมว.กต. และคณะ เยือนรัฐสุลต่านโอมานอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของนาย Salem Ben Nasser Al Ismaily ประธาน Public Authority for Investment Promotion and Export Development (ITHRAA) ซึ่งเป็นหน่วยงานในการส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาการส่งออกของรัฐสุลต่านโอมาน เพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับรัฐสุลต่านโอมานในด้านการค้าและการลงทุน รวมทั้งในด้านความมั่นคงทางอาหาร คณะได้พบหารือคณะได้พบหารือกับรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านต่างประเทศของโอมาน และประธาน ITHRAA เกี่ยวกับความสัมพันธ์
ทวิภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลักดันประเด็นด้านการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศอาหรับ นอกจากนั้น ในโอกาสนี้ คณะได้รับการจัดนัดหมายให้พบกับเจ้าของกิจการน้ำมัน/พลังงาน/ธุรกิจโภคภัณฑ์ของโอมานและอิหร่าน ได้แก่ บริษัท Kanata Chemical (KCT) และ บริษัท Euromid Petroleum (ธุรกิจน้ำมันดิบโอมาน-อิหร่าน) บริษัท Sea Cliff International (ธุรกิจโรงกลั่นและท่อส่งก๊าซโอมาน-อิหร่าน) และบริษัท Parsis Corporation (ธุรกิจน้ำมัน เหมืองแร่และโภคภัณฑ์ของอิหร่าน ที่มีฐานปฏิบัติการในโอมาน) อีกทั้งได้หารือกับ CEO กองทุนเพื่อความมั่งคั่งของโอมาน Oman Investment Fund (OIF)

 

๘. เมื่อ ๙ ก.ย. ๕๘ รมว.กต. พบปะและแนะนำตัวในงานเลี้ยงรับรองคณะทูตานุทูต ผู้แทนทางกงสุล และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองฯ ประมาณ ๑๒๐ คน

      รมว.กต. ยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ โดยในปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและตอบสนองความต้องการของประชาชน ในโอกาสนี้ จึงขอความร่วมมือและการสนับสนุนจากคณะทูตานุทูตต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยในขณะนี้ด้วย
นาย Mikael Hemniti Winther เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย ในฐานะคณบดีคณะทูตประจำประเทศไทย แสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งฯ และชื่นชม รมว.กต. ว่าเป็นนักการทูตมืออาชีพ ซึ่งมีประสบการณ์ที่พรั่งพร้อม จึงมั่นใจว่า รมว.กต. จะสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยได้ตามที่ตั้งใจ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่ประเทศไทยมีภารกิจสำคัญ โดยคณะทูตประจำประเทศไทยยินดีสนับสนุนการดำเนินการต่าง ๆ ของกระทรวงอย่างเต็มที่

๙. เมื่อ ๙ ก.ย. ๕๘ รองปลัด กต. (นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์) มอบเงินสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของจุฬาราชมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการของไทย (อะมีรุ้ลฮัจย์) จำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาท
ผ่านนายสุธรรม บุญมาเลิศ ผู้แทนจุฬาราชมนตรี เนื่องในโอกาสเทศกาลฮัจย์ ปี ๒๕๕๘ ซึ่งจุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำของการประกอบพิธีฮัจย์ของไทย โดยมีชาวไทยจำนวน ๑๐,๔๐๐ คน เข้าร่วมการประกอบพิธีฯ
ในโอกาสนี้ รองปลัด กต. ได้กล่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศพร้อมสนับสนุนกิจการฮัจย์และชุมชนมุสลิมไทย และได้ให้การสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าคณะผู้แทนฮัจย์ทางการของไทยเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ นอกจากนี้ รองปลัด กต. ยังชื่นชมบทบาทของสำนักจุฬาราชมนตรีที่ส่งเสริมให้กิจการฮัจย์สำเร็จลุล่วงด้วยดีมา
โดยตลอด

๑๐. เมื่อ ๑๐ ก.ย. ๕๘ นาย Tugsbilguun Tumurkhuleg เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ รมว.กต. โดย รมว.กต. ย้ำเจตนารมณ์ของไทยที่จะกระชับความสัมพันธ์และร่วมมือกับมองโกเลียในทุกระดับดังเช่นที่ผ่านมา โดยเฉพาะความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับศักยภาพทางเศรษฐกิจของมองโกเลีย และยินดีที่ทราบว่า การลงทุนของไทยในมองโกเลีย โดยบริษัท บ้านปู จำกัด และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ดำเนินไปด้วยดี

      เอกอัครราชทูตมองโกเลียย้ำว่า มองโกเลียให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อประเทศในอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ในฐานะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาและการลงทุนที่สำคัญ โดยประสงค์ที่จะกระชับและขยายความร่วมมือกับไทยในทุกด้าน ทั้งในระดับทวิภาคี ตลอดจนกรอบความร่วมมือในภูมิภาคและกรอบพหุภาคี รวมทั้งขอบคุณฝ่ายไทยที่สนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการที่ทั้งสองฝ่ายได้ริเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รมว.กต. จะมีโอกาสเยือนมองโกเลียในอนาคตอันใกล้นี้

๑๑. เมื่อ ๑๖ ก.ย. ๕๘ นาย Saber Hossain Chowdhury ประธานสหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union หรือ IPU) ได้เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.กต. ในโอกาสที่เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของประธาน สนช.
ประธานสหภาพรัฐสภาได้เข้าร่วมการบรรยายสรุปเกี่ยวกับ Roadmap และพัฒนาการทางการเมืองโดย รอง นรม. (นายวิษณุ
เครืองาม) และ รมว.กต. ทำให้เข้าใจถึงพัฒนาการทางการเมือง
ของไทยในปัจจุบัน รวมถึงการดำเนินการของ สนช. โดยละเอียด ทั้งนี้ สหภาพรัฐสภาพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยต่อไปในการดำเนินการด้าน
ต่าง ๆ รวมถึงในการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ครั้งที่ ๑๓๓
ในเดือน ต.ค. ๕๘ นอกจากนี้ สหภาพรัฐสภาพยายามเพิ่มบทบาทมากขึ้นในประเด็นระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ ๑๖ ที่เกี่ยวกับการสร้างสถาบันที่มีประสิทธิภาพซึ่งรวมถึงรัฐสภา เนื่องจากมีส่วนสำคัญในการนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนไปปฏิบัติ
ในโอกาสนี้ รมว.กต. ได้ขอบคุณประธานสหภาพรัฐสภาที่ได้เดินทางมาเยือนไทยและแสดงความเข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาล สนช. ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาชนได้ดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อปฏิรูปประเทศ และสร้างรากฐานที่มั่นคงเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า และไทยยินดีรับฟังความเห็นจากสหภาพรัฐสภา

๑๒. เมื่อ ๑๘ ก.ย. ๕๘ นาย Luís Barreira de Sousa เอกอัครราชทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.กต. เพื่ออำลาในโอกาสจะพ้นจากหน้าที่
รมว.กต. ได้แสดงความขอบคุณเอกอัครราชทูตฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-โปรตุเกส
ในทุกมิติให้แน่นแฟ้นมากขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกันทางด้านเศรษฐกิจและการค้า การท่องเที่ยว วัฒนธรรมและการศึกษา รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาการทางการเมือง
เอกอัครราชทูตฯ ขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานไทยสำหรับการต้อนรับที่ดีตั้งแต่มารับตำแหน่ง และรู้สึกดีใจที่ได้มีส่วน
ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกสให้มีพลวัตมากขึ้น
ในทุกมิติ อาทิ การส่งเสริมการลงทุน กิจการโรงแรมที่โปรตุเกสโดยกลุ่มบริษัท Minor ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการศึกษา การผลักดันการเจรจาอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-โปรตุเกส ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว และการจัดประชุมเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสไทย-โปรตุเกส
ครั้งที่ ๑ (The 1st Thai-Portuguese Political Dialogue) ที่กรุงเทพฯ โดยการประชุมฯ ครั้งที่ ๒ จะจัดที่โปรตุเกส

๑๓. เมื่อ ๒๓ ก.ย. ๕๘ นายจู เสี่ยวตัน ผู้ว่าการมณฑลกวางตุ้งเข้าพบที่ปรึกษา รมว.กต. (นายชัยสิริ อนะมาน) ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-จีน และระหว่างไทย-มณฑลกวางตุ้ง ได้แก่ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรม รวมทั้งการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน โดยมณฑลกวางตุ้งมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีและสามารถมีบทบาทสำคัญในการดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เพื่อขานรับนโยบายเส้นทางสายไหมทางทะเล ในศตวรรษที่ ๒๑ โดยเฉพาะในมิติการคมนาคมขนส่งและมิติความสัมพันธ์ระดับประชาชน

นอกจากนี้ ฝ่ายกวางตุ้งได้แสดงความประสงค์ที่จะสถาปนาความสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้องกับ จ.ชลบุรี ซึ่งคณะได้ไปเยี่ยมชมท่าเรือแหลมฉบังและพบหารือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อขยายความร่วมมือด้านการลงทุนของกวางตุ้งในไทยและการขนส่งทางทะเล

๑๔. เมื่อ ๒๖ ก.ย. ๕๘ รมว.กต. พร้อมด้วยเอกอัครราชทูต
ณ กรุงวอชิงตัน กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก และคณะจากกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบปะกับผู้แทนกลุ่มเยาวชนไทยในสหรัฐฯ (Thailand Artist New York) ที่มีความสามารถด้านงานศิลปะ
การออกแบบ และประกอบวิชาชีพในสหรัฐฯ รมว.กต. กล่าวถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะพัฒนาประเทศ โดยได้ผลักดันการปฏิรูปในหลากหลายสาขา และมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพื่อสร้างรากฐานของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน กลุ่มเยาวชนในสหรัฐฯ นับเป็นทรัพยากรสำคัญของชาติ แม้ว่าเยาวชนกลุ่มนี้จะอาศัยในต่างประเทศ แต่ก็สามารถสนับสนุนการพัฒนาประเทศได้ โดยการแบ่งปันประสบการณ์และความรู้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของคนไทยรุ่นใหม่ ตลอดจนทำหน้าที่เสมือนเป็นทูตของประเทศ ในการช่วยสร้างความเข้าใจต่อประเทศไทยให้แก่ชาวต่างชาติ และเผยแพร่อัตลักษณ์ไทย นอกจากนี้ ยังสามารถร่วมกันสร้างเครือข่ายของชุมชนชาวไทย เพื่อช่วยผลักดันประเด็นที่มีความสำคัญต่อชุมชนไทยในสหรัฐฯ โดยกระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ พร้อมให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

 

๑๕. เมื่อ ๒๓ ก.ย. ๕๘ กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ร่วมกันจัดการประชุมเชิงวิชาการหัวข้อ “บทบาทของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและนัยต่อประเทศไทย” เพื่อระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการเกี่ยวกับการดำเนินยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยศึกษาถึงที่มา สาเหตุ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายด้านการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ การบรรยายและอภิปรายครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ ได้แก่ ประเด็นการเปลี่ยนแปลงของโลกและภูมิภาคเอเชีย ทิศทางนโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน กับระบบการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นต้น

๑๖. เมื่อ ๒๙ ก.ย ๕๘ ในระหว่างการเข้าร่วมการ๖ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๗๐ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รมว.กต. ได้พบหารือทวิภาคีกับผู้นำ/ผู้แทนประเทศต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้

(๑)การหารือทวิภาคีกับนาย Hugo Swire รมช.กต. สหราช-อาณาจักร

- รมช.กต. สหราชอาณาจักรแสดงความเสียใจต่อเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ โดยที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรได้ให้การสนับสนุนด้านเทคนิค และยินดีให้ความร่วมมือเพิ่มเติมหากได้รับการร้องขอ และเน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ยังคงใกล้ชิดในทุกมิติ และดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนครบรอบ ๑๖๐ ปี ในปีนี้

- ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นถึงแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้าน โดยฝ่ายสหราชอาณาจักรรับทราบความคืบหน้าของ Roadmap และหวังว่าไทยจะประสบความสำเร็จในการปฏิรูป โดยพร้อมให้การช่วยเหลือด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนตามความเหมาะสม โดย รมว.กต. เห็นว่าความเชี่ยวชาญด้านการร่างรัฐธรรมนูญและการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอาจเป็นประโยชน์ นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรได้เสนอโครงการที่จะส่งบุคลากรสอนภาษาอังกฤษมายังประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนแสวงหาแนวทางในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการจัดการประชุมหารือเชิงยุทธศาสตร์
ไทย-สหราชอาณาจักร ครั้งที่ ๒ ในโอกาสแรก

(๒)การหารือทวิภาคีกับนาย Yun Byung-se รมว.กต. สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้)

รมว.กต. เกาหลีใต้ชื่นชมไทยที่เคยมีบทบาทในการส่งทหารเข้าร่วมกองกำลังสหประชาชาติในสงครามเกาหลี ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เกาหลีใต้พิจารณาที่จะส่งทหารช่างเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพในกรอบสหประชาชาติเพิ่มมากขึ้นทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในเรื่องของการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาค โดยเฉพาะกรอบความร่วมมืออาเซียน-เกาหลีใต้ ให้มากขึ้น และได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาคผ่านกรอบความร่วมมือต่าง ๆ และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค และได้กล่าวเชิญ รมว.กต. เยือนเกาหลีใต้ในโอกาสแรกเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน
รมว.กต. เห็นพ้องถึงความสำคัญของการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน โดยเห็นว่าเกาหลีใต้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศให้เป็นที่รู้จักและนิยมทั่วโลก จึงหวังที่จะเรียนรู้จากเกาหลีใต้ในด้านนี้

(๓)การหารือทวิภาคีกับนาย Erlan Bekeshovich Abdyldaev รมว.กต. สาธารณรัฐคีร์กีซ

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือทั้งทวิภาคีและพหุภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว ที่ยังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก โดยชาวคีร์กีซนิยมมาท่องเที่ยวประเทศไทยในด้านความร่วมมือพหุภาคี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้กรอบความร่วมมือ Asia Cooperation Dialogue (ACD) ซึ่งคีร์กีซสถานเป็นสมาชิก โดยหนึ่งในสาขาความร่วมมือสำคัญคือการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค ซึ่งคีร์กีซสถานยินดีที่ไทยได้ร่วมจัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสในระหว่างการประชุมสหประชาชาติในครั้งนี้ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญ
ในการส่งเสริมความร่วมมือ นอกจากนี้ ได้เชิญ รมว.กต. เยือนคีร์กีซ-สถานเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน

(๔)การหารือทวิภาคีกับนาย Mogen Lykketoft ประธานสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ ๗๐

ประธานสมัชชาสหประชาชาติแสดงความยินดีที่ไทยได้รับตำแหน่งประธานกลุ่ม G77 โดยเห็นว่ากลุ่ม G77 ซึ่งประกอบด้วยประเทศกว่า ๑๓๔ ประเทศนั้น นับเป็นเสียงส่วนใหญ่และมีความสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ โดยตนมีความเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถดำรงตำแหน่งประธานได้อย่างดี และจะสามารถแสดงบทบาทผู้นำและเป็นสะพานเชื่อม (bridge builder) ระหว่างกลุ่มประเทศต่าง ๆ นอกจากนี้ยังได้ชื่นชมประสบการณ์ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของไทย และพร้อมที่จะประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อร่วมมือกับไทยในการส่งเสริมการพัฒนาภายใต้กรอบความร่วมมือสหประชาชาติทั้งในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนและในฐานะประธานกลุ่ม G77 ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าสามารถประสานความร่วมมือระหว่างกรอบความร่วมมือพหุภาคีต่าง ๆ เพื่อช่วยส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ได้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องว่า สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่ง รมว.กต. กล่าวว่าจะชักชวนประเทศ G77 ให้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวต่อไป

(5)การหารือทวิภาคีกับนาย Charles Henry Fernandez รมว.กต. แอนติกาและบาร์บูดา

     ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและแอนติกาฯ ยังคงมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือระหว่างกันได้อีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการค้าและการลงทุน ตลอดจนการท่องเที่ยว โดยแอนติกาฯ ประสงค์ที่จะเรียนรู้จากไทยถึงแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของไทยในการส่งเสริมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ โดยที่แอนติกาฯ เป็นประเทศหมู่เกาะและมีพื้นที่น้ำลึกมาก จึงเหมาะแก่การทำธุรกิจด้านการประมง โดย รมว.กต. แอนติกาฯ ได้ชักชวนให้นักลงทุนไทยไปทำธุรกิจประมง รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ในแอนติกาฯ เพื่อเป็นฐานในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ต่อไป ซึ่ง รมว.กต. รับที่จะนำไปหารือต่อไป

 

กรอบพหุภาคี

๑. เมื่อ ๑๑ ก.ย. ๕๘ รมว.กต. เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา
“การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในบริบทของการพัฒนา และการปฏิบัติตามกรอบการดำเนินงานเซนไดเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติปี ๒๕๕๘ – ๒๕๗๓ (Development Cooperation Seminar on Disaster Risk Reduction: Implementing the Sendai Framework for Resilient Development in Thailand)” ณ โรงแรมอมารีวอเตอร์เกต กรุงเทพฯ โดยได้กล่าวเน้นองค์ประกอบ ๓ ประการที่สำคัญในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ได้แก่ (๑) การเตรียมความพร้อมและความสามารถที่จะประเมินความเสี่ยง (๒) การป้องกันที่มีหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการให้ความรู้แก่เยาวชนเพื่อปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และ (๓) ความสำคัญของการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและการเสริมสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน
กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานสหประชาชาติในประเทศไทยจัดการสัมมนานี้ขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักถึงการกำหนดนโยบายการพัฒนาที่คำนึงถึงการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและย้ำถึงบทบาทนำของไทยในการจัดการภัยพิบัติ การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการปฏิบัติตามกรอบการดำเนินงานเซนไดฯ ในภูมิภาค ทั้งนี้ มีผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานสหประชาชาติ และภาคประชาสังคม ที่ทำงานเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ รวมถึงคณะทูตานุทูตในประเทศไทยเข้าร่วมสัมมนากว่า ๑๐๐ คน
 

๒. เมื่อ ๒๔ ก.ย. ๕๘ นายอภิชาติ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ในฐานะผู้แทนพิเศษของ รมว.กต. เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่ม ๗๗ ครั้งที่ ๓๙ ในช่วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐเมริกา โดยผู้แทนพิเศษของ รมว.กต. ได้กล่าวขอบคุณประเทศสมาชิกกลุ่ม G77 ในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่ม G77 สำหรับวาระปี ๒๕๕๙ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ และเป็นการแสดงความพร้อมและบทบาทนำของไทยในการสานต่อ
ความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ภายใต้การดำรงตำแหน่งประธานกลุ่ม G77 ประเทศไทยจะแสดงบทบาทเป็นสะพานเชื่อม (Bridge-builder) ระหว่างประเทศสมาชิกกลุ่มและระหว่างกลุ่มกับประเทศและองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ

๓. เมื่อ ๓๐ ก.ย. ๕๘ รมว.กต. เข้าร่วมการประชุมคู่ขนาน How to Advance Women, Peace and Security Agenda in the Post-2015 Development Agenda? ในระหว่างเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๗๐ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งไทยได้รับเชิญให้เป็นเจ้าภาพร่วมกับอิตาลี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เคนยา นามิเบีย และสเปน
การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมประเด็นสตรี สันติภาพ และความมั่นคง ในบริบทของวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕ โดยเน้นการส่งเสริมอำนาจสตรีทางเศรษฐกิจในสถานการณ์ความขัดแย้งและภายหลังความขัดแย้ง เพื่อบรรลุข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ที่ ๑๓๒๕ (ค.ศ. ๒๐๐๐) ที่มุ่งเน้นการเพิ่มบทบาทของสตรีในฐานะผู้รักษาสันติภาพ (peacekeeper) โดยมี รมว.กต. และ รมช.กต. ของทั้ง ๖ ประเทศเข้าร่วมรมว.กต. กล่าวถ้อยแถลงย้ำความสำคัญของการเพิ่มบทบาทของสตรีในการส่งเสริมสันติภาพ โดยเห็นว่าในปัจจุบันสตรียังไม่มีบทบาทในการรักษาสันติภาพที่เพียงพอ และทุกฝ่ายควรเปลี่ยนมุมมองให้เห็นว่าสตรีไม่ได้เป็นเพียงแค่เหยื่อของความขัดแย้ง แต่สามารถเป็นตัวสร้างความเปลี่ยนแปลง (change agent) ในการแก้ไขข้อขัดแย้งได้ ทั้งนี้ สันติภาพ การพัฒนา และสิทธิมนุษยชนนั้น เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้น การเชื่อมโยงการส่งเสริมบทบาทสตรีกับวาระการพัฒนา
อย่างยั่งยืนหลังปี ค.ศ. ๒๐๑๕ จึงมีความสำคัญ ซึ่งการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวจะต้องเป็นการดำเนินการโดยอาศัยความร่วมมือจากนานาประเทศ โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น ปัจจุบันได้ให้การสนับสนุนโครงการวิจัยของสถาบัน International Peace Institute (IPI) เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเรื่องบทบาทของสตรีในความขัดแย้ง และได้เคยร่วมกับสถาบัน IPI จัดการอภิปรายในเรื่องดังกล่าวเมื่อเดือน มี.ค. ๕๘
ที่นครนิวยอร์ก

๔. เมื่อ ๓๐ ก.ย. ๕๘ นายชุตินทร คงศักดิ์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยและประธานในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue Senior Officials’ Meeting หรือ ACD SOM) ซึ่งจัดคู่ขนานกับการประชุม สมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๗๐ โดยมีผู้แทนประเทศสมาชิก ACD ๒๑ ประเทศ และ นายบัณฑิต หลิมสกุล เลขาธิการสำนักเลขาธิการชั่วคราว ACD เข้าร่วมการประชุม นอกจากรับทราบรายงานการดำเนินการที่ผ่านมาจากสำนักเลขาธิการ ACD แล้ว ประเทศสมาชิกได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการรับตำแหน่งประธาน ACD ของไทยต่อจากซาอุดีอาระเบียในปีถัดไป ตั้งแต่ ก.ย. ๕๘ ถึง ก.ย. ๕๙ ทั้งนี้ ไทยได้กล่าวถ้อยแถลงชื่นชมซาอุดีอาระเบียสำหรับการทำหน้าที่ประธาน ACD และแจ้งที่ประชุมเกี่ยวกับการสมัครเข้าเป็นสมาชิก ACD ลำดับที่ ๓๔ ของเนปาล พร้อมทั้งได้แจ้งที่ประชุมถึงความประสงค์ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ACD ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ ๑๔ ในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๙ ไทยเน้นถึงความสำคัญของการพัฒนาความร่วมมือภายใต้ ACD ในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นความเชื่อมโยงในภูมิภาค ACD และวิสัยทัศน์ ACD ค.ศ. ๒๐๓๐ โดยไทยหวังว่าประเทศสมาชิกจะร่วมพิจารณาและให้การรับรองร่างแผนพัฒนาความเชื่อมโยงในภูมิภาค และเอกสารวิสัยทัศน์ ACD ดังกล่าว เพื่อที่เอกสารทั้งสองนี้จะเป็นผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดผู้นำ ACD ครั้งที่ ๒ ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในไตรมาสสุดท้ายของปี ๒๕๕๙ ต่อไป

ประเด็นสำคัญ

๑. ความคืบหน้าในการช่วยเหลือลูกเรือประมงไทยในอินโดนีเซีย (๒๔ – ๒๗ ส.ค. ๕๘)

-เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา อธิบดีกรมการกงสุล และคณะฯ ได้เข้าหารือกับนาย M.J. Baringbing หัวหน้าสำนักงานกระทรวงยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนประจำภูมิภาคกะลิมันตันตะวันตก (เมืองปอนเตียนัก) โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อความร่วมมือที่ดำเนินการมาโดยต่อเนื่อง และพร้อมส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานที่ช่วยให้การประสานงานนำลูกเรือกลับไทยเป็นไปโดยสะดวก นอกจากนี้ ได้เห็นพ้องถึงความสำคัญของการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการประมงผิดกฎหมายจากต้นเหตุ โดยฝ่ายอินโดนีเซียย้ำที่จะให้การดูแลลูกเรือประมงไทยที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการส่งตัวกลับเป็นอย่างดี

-คณะฯ เข้าเยี่ยมลูกเรือประมงไทย ๕ คนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางปอนเตียนัก โดยลูกเรือประสงค์ให้ทางการไทยช่วยเจรจาเพื่อช่วยลดหย่อนโทษหากเป็นไปได้ และขอให้สถานเอกอัครราชทูตฯ จัดหาล่ามให้กับลูกเรือไทยหากมีการร้องขอ

-คณะฯ เข้าเยี่ยมลูกเรือประมงไทย ๑๖ คนที่อยู่ที่สถานควบคุมตัวชั่วคราวประจำสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองปอนเตียนัก ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติและดำเนินการส่งตัวกลับ นอกจากนี้ ยังมีลูกเรือประมงไทยอีก ๑๒ คนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี โดยคณะฯ ได้มอบอาหาร เครื่องดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของเครื่องใช้ให้แก่ลูกเรือไทย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

-คณะฯ เข้าพบนาย Abidin Surtijo กงสุลกิตติมศักดิ์ประจำเมืองเมดาน เพื่อหารือแนวทางในการดูแลลูกเรือประมงไทย ตลอดจนแก้ไขปัญหาประมงไทยในอินโดนีเซียอย่างยั่งยืน โดยกงสุลกิตติมศักดิ์พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของสถานเอกอัครราชทูตฯ และกระทรวงการต่างประเทศ

-เมื่อ ๒๗ ส.ค. ๕๘ กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ได้ส่งลูกเรือกลับไทยอีก๑๙ คน (ส่งลูกเรือประมงไทยกลับไทยแล้วตั้งแต่ ๑ ต.ค. ๕๗ รวมทั้งสิ้น ๑,๔๓๕ คน)

๒.กรณีเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ ๑๗ ส.ค. ๕๘ (ฉบับที่ ๖)

-เมื่อ ๒ ก.ย. ๕๘ นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถึงกรณีเหตุระเบิดที่บริเวณ
แยกราชประสงค์ว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศในไทยอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด พร้อมทั้งได้ยืนยันว่า ทุกประเทศพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดี เนื่องจากยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด
ใด ๆ ได้

๓. เหตุการณ์เครนถล่มที่นครมักกะห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เมื่อ ๑๑ ก.ย. ๕๘

- จากกรณีเหตุการณ์เครนขนาดใหญ่ถูกลมพายุพัดและตกลงมาทับผู้แสวงบุญส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ณ นครมักกะห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เมื่อค่ำวันที่ ๑๑ ก.ย. ๕๘ นั้น กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานและติดตามความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวจากสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์อย่างใกล้ชิดและล่าสุดได้รับรายงานยืนยันว่ามีผู้แสวงบุญชาวไทยเสียชีวิตหนึ่งราย คือ นางสาววานิดา สะดี อายุ ๔๘ ปี โดยสถานกงสุลใหญ่ฯ กำลังให้ความช่วยเหลือดำเนินการด้านเอกสารเพื่อนำศพของผู้เสียชีวิตไปฝังที่สุสานในนครมักกะห์ตามคำร้องขอของญาติ

- สำหรับผู้แสวงบุญชาวไทยสองราย ซึ่งก่อนหน้านี้สูญหายนั้น สถานกงสุลใหญ่ฯ ได้ติดตามจนพบตัวแล้ว และขณะนี้กำลังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ฯ ได้ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บทั้งสองคนแล้ว โดยทั้งสองปลอดภัย

 

๔. รอง นรม. (นายวิษณุ เครืองาม) และ รมว.กต. ร่วมบรรยายสรุปเกี่ยวกับ Roadmap และพัฒนาการทางการเมืองของไทยแก่คณะทูตานุทูตและผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ

- เมื่อ ๑๖ ก.ย. ๕๘ รอง นรม. (นายวิษณุ เครืองาม) และ รมว.กต. ได้ร่วมบรรยายสรุปเกี่ยวกับ Roadmap และพัฒนาการทางการเมืองของไทยแก่คณะทูตานุทูตและผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ ๑๒ องค์กร ตลอดจนสื่อมวลชนต่างประเทศเข้าร่วม โดยได้ชี้แจงการดำเนินการภายหลังจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ ๖ ก.ย. ๕๘ โดย คสช. จะดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ จำนวนไม่เกิน ๒๑ คน และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จำนวนไม่เกิน ๒๐๐ คน ภายใน
๖ ต.ค. ๕๘ ทั้งนี้ กรอบเวลาของ Roadmap ที่นำไปสู่การเลือกตั้งนั้นจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๒๐ เดือน ซึ่งประกอบด้วย ๔ ขั้นตอน ได้แก่ (๑) การยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นเวลา ๖ เดือน (๒) การจัดทำประชามติเป็นเวลา ๔ เดือน (๓) การออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเป็นเวลา ๖ เดือน และ (๔) การเตรียมการจัดการเลือกตั้งเป็นเวลา ๔ เดือน โดยในบางขั้นตอนอาจปรับลดระยะเวลาให้สั้นลงได้ตามความเหมาะสม

 

กต./
ทุกกรม/
ทุกสำนัก

๓.    การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ

ข้อ ๓.๒

ป้องกันและแก้ไขปัญหา
การค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหา
ผู้หลบหนีเข้าเมือง การทารุณกรรมต่อแรงงานข้ามชาติ
การท่องเที่ยวที่เน้นบริการทางเพศและเด็ก และปัญหาคนขอทาน โดยการปรับปรุงกฎหมายข้อบังคับที่จำเป็นและเพิ่มความเข้มงวดในการระวังตรวจสอบ

นโยบายที่ ๕.๑ ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมในสังคม
ข้อ ๕.๑.๑ การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้ทุกคนในสังคมไทยควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการจัดการความเสี่ยงและสร้างโอกาสในชีวิตตนเอง
ข้อ ๕.๑.๒ การจัดบริการทางสังคมให้ทุกคนตามสิทธิขั้นพื้นฐาน เน้นการสร้างภูมิคุ้มกันระดับปัจเจก และสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในการพัฒนาประเทศ
ข้อ ๕.๑.๓ การเสริมสร้างพลังให้ทุกภาคส่วนสามารถเพิ่มทางเลือกการใช้ชีวิตในสังคมและมีส่วนร่วมในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี

 

 

๑. เมื่อ ๒๒ ก.ย. ๕๘ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ (นายทรงศัก สายเชื้อ) กล่าวเปิดการสัมมนา “TIP Report กับ Tier 3 มุมมองและผลกระทบต่อประเทศไทย” ณ โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ และได้บรรยายเกี่ยวกับรายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons Report) หรือ TIP Report ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เกณฑ์การจัดระดับและการจัดสถานะประเทศไทยใน TIP Report ข้อเสนอแนะต่อการดำเนินการของไทย ผลกระทบของการถูกจัดให้อยู่ใน Tier 3 และปฏิกิริยาต่อรายงาน TIP Report 2015 จากฝ่ายต่าง ๆ ทั้งภายในสหรัฐฯ และในต่างประเทศ

      การสัมมนามีผู้เข้าร่วมประมาณ ๑๕๐ คน โดยแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาของไทย ความสอดคล้องกับหลักการสากลของ TIP Report และเกณฑ์ในการประเมินความแตกต่างของผู้โยกย้ายถิ่นฐานกลุ่มต่าง ๆ และความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะต่าง ๆ ต่อภาครัฐ อาทิ การเสริมสร้างการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการชี้แจงประเด็นที่ถูกกล่าวหาและประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมของไทยให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างขึ้น การเพิ่มพูน ความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคมภายในประเทศ เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าร่วมทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่า การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของไทยต้องอาศัยการผนึกกำลังของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ
และภาคสื่อมวลชน

 

 

  • การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน

ข้อ ๗.๑

เร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในภูมิภาคอาเซียนและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน

นโยบายที่ ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๓ การสร้างความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

 

 

๑. เมื่อ ๑๗ – ๑๘ ก.ย. ๕๘ รอง นรม. (พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร) ในฐานะผู้แทนพิเศษ (Special Envoy) ของ นรม. เข้าร่วมพิธีเปิดงานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (The 12th China-ASEAN Expo หรือ CAEXPO) ครั้งที่ ๑๒ และการประชุมสุดยอดด้านธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียน (The 12th China–ASEAN Business and Investment Summit หรือ CABIS) ครั้งที่ ๑๒ ณ นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดย ปลัด กต. ร่วมคณะด้วย สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

(๑)รมว.กต. ได้เข้าร่วมพิธีและกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน โดยได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อาเซียนกับจีนในบริบทการเมือง เศรษฐกิจ การค้ากับการลงทุนและการเชื่อมโยงในภูมิภาค โดยมองไปข้างหน้าถึงแนวทางความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียนในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านคมนาคมทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

(๒)รอง นรม. นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลม (Roundtable Dialogue) ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำของจีนภายใต้หัวข้อ “Deepening China– Thailand Economic and Trade Cooperation for Mutual Development” โดย รอง นรม.
ได้กล่าวสุนทรพจน์เพื่อแถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยเพื่อสร้างความมั่นใจและให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจแก่บริษัทจีนที่ประสงค์จะลงทุนในไทย

(๓)รอง นรม. ได้หารือกับนายจาง เกาลี่ รอง นรม. จีนคนที่ ๑ เกี่ยวกับความคืบหน้าเรื่องการพัฒนาระบบราง และความเชื่อมโยงของภูมิภาค รวมทั้งความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร หลังจากนั้น
นายเผิง ชิงหัว เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ได้เข้าเยี่ยมคารวะ รอง นรม. โดยทั้งสองฝ่ายแสดงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความร่วมมือระหว่างไทยและกว่างซี โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน เครือข่ายคมนาคม และการท่องเที่ยว ซึ่งไทยและกว่างซี
มีศักยภาพที่จะเป็นประตูเชื่อมอาเซียน-จีน รวมทั้งแสวงหาลู่ทาง
ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีน และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง

(๔)รอง นรม. หารือทวิภาคีกับนายสมสะหวาด เล่งสะหวัด
รอง นรม. สปป.ลาว ในประเด็นความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมระหว่างกัน การสนับสนุนลาวในฐานะประธานอาเซียนในปี ๒๕๕๙ และการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและพลังงาน ทั้งนี้
รอง นรม. ให้ความเชื่อมั่นว่า ประเทศในอาเซียนจะต้องมีการพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน

 

๒. เมื่อ ๒๘ – ๓๐ ก.ย. ๕๘ รมว.กต. เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีในกรอบความร่วมมืออาเซียน ในระหว่างเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๗๐ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

(๑)การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (Informal ASEAN Ministerial Meeting หรือ IAMM)

-ประชุมหารือถึงแนวทางการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนที่ครอบคลุมระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติในหลายมิติ เพื่อบรรลุ
การเป็นประชาคมอาเซียนในปลายปี ๒๕๕๘ นี้ และได้รับรองแผนงานในการเสริมสร้างความเป็นแกนกลางของอาเซียน ซึ่งเน้นย้ำความสำคัญของการให้อาเซียนเป็นแกนกลางในสถาปัตยกรรมในภูมิภาค

-ที่ประชุมเห็นพ้องที่จะสนับสนุนไทยในฐานะประเทศผู้แทนอาเซียนในการสมัครเข้ารับตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรของมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ (United Nations Security Council หรือ UNSC)
วาระปี ๒๕๖๐ – ๒๕๖๑ และเห็นพ้องที่จะให้คณะผู้แทนถาวรของประเทศสมาชิกอาเซียนในนครนิวยอร์กประสานงานกันอย่างใกล้ชิด
เพื่อช่วยสนับสนุนการเลือกตั้ง

-รมว.กต. เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่อาเซียนจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก เพื่อรักษาบทบาทของอาเซียนในเวทีระหว่างประเทศ โดยการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับกลุ่มต่าง ๆ อาทิ Gulf Cooperation Council (GCC) ASEAN Pacific Alliance ตลอดจนต้องหาจุดยืนร่วมกันในประเด็นท้าทาย อาทิ การพัฒนาอย่างยั่งยืน การรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และการบริหารจัดการ
ภัยพิบัติ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติอย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม

(๒)การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับเลขาธิการสหประชาชาติและประธานสมัชชาสหประชาชาติ (ASEAN UN Minister Meeting หรือ AUMM)

- ที่ประชุมเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติอย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และแสวงหาแนวทางที่จะทำให้วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนภายหลังปี ๒๐๑๕ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาหลังปี ๒๐๑๕ ของสหประชาชาติ รวมถึงประสานความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายเพื่อรับมือกับประเด็นท้าทาย อาทิ การพัฒนาที่ยั่งยืน การบริหารจัด
การภัยพิบัติ การรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ ตามปฏิญญาร่วมว่าด้วยความร่วมมืออย่างครอบคลุมระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติ ที่ได้มีการรับรองเมื่อปี ๒๕๕๔

- ที่ประชุมได้รับรองแถลงการณ์รัฐมนตรีอาเซียนเนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๐ ปี ของสหประชาชาติ เพื่อยืนยันความร่วมมือระหว่างกัน

- รมว.กต. เน้นย้ำการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนและสหประชาชาติ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม และการประสานวิสัยทัศน์ภายหลังปี ๒๐๑๕ ของอาเซียนและสหประชาชาติ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายในประเด็นสำคัญ อาทิ การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การแก้ปัญหาผู้ย้ายถิ่นฐานอย่างไม่ปกติ และการรับมือการก่อการร้าย และหวังว่าประเทศสมาชิกอาเซียนจะนำเอา SDGs ไปผนวกรวมกับนโยบายในการพัฒนาของแต่ละประเทศ

(๓)การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหรัฐฯ อย่างไม่เป็นทางการ (Informal ASEAN-US Ministerial Meeting)

- รมว.กต. สหรัฐฯ ชื่นชมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนและเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญต่อการรักษาไว้ซึ่งเอกภาพและบทบาทนำของอาเซียนในภูมิภาค และพร้อมให้การสนับสนุนการเป็นประชาคมอาเซียน ทั้งนี้ ประเด็นความร่วมมือสำคัญที่ควรมี
คือ การส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนในทุกระดับ รวมไปถึงกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่าอนาคตของอาเซียนและสหรัฐฯ มีความเกี่ยวโยงและช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยเน้นย้ำความสำคัญของการรักษาไว้ซึ่งหลักนิติธรรม การยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์จะช่วยส่งสัญญานว่าอาเซียนและสหรัฐจะสามารถเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค

- ที่ประชุมได้หารือแนวทางการยกระดับความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงการจัดทำร่างแผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินการตามความเป็นหุ้นส่วนที่เพิ่มพูนระหว่างอาเซียน-สหรัฐฯ ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นความมั่นคงรูปแบบใหม่ อาทิ การต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ และ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

- รมว.กต. ย้ำความสำคัญของการส่งเสริมการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย และการส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการรับมือประเด็นท้าทายรูปแบบใหม่ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล การค้ามนุษย์ โดยการแก้ไขปัญหาจากประเทศต้นทาง ประเทศ
ทางผ่าน และประเทศปลายทาง การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การก่อการร้าย ตลอดจนการรับมือกับการประมงที่ผิดกฏหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing หรือ IUU) โดยไทยพร้อมจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับอาเซียนและสหรัฐฯ ต่อไป

(๔)การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก (Pacific Alliance) ครั้งที่ ๒

-รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนและประเทศกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก (ชิลี เม็กซิโก เปรู และโคลอมเบีย) ได้เน้นย้ำถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของสองภูมิภาค ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ ๗ และ ๘ ของโลก และช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกันผ่านการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกีฬา

-รมว.กต. ย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย โดยไทยเป็นหนึ่งในสามประเทศสมาชิกอาเซียน (หลังจากอินโดนีเซียและสิงคโปร์) ที่ได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์ของกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก ทั้งนี้ ไทยพร้อมรับตำแหน่งประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-กลุ่มพันธมิตรแปซิฟิกในปี ๒๕๕๙ และจะมุ่งที่จะส่งเสริมพลวัตของความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมร่วมกันต่อไป

 

กรมอาเซียน

ตรวจถูกต้อง