นโยบายการต่างประเทศ

ผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและกลไกประชารัฐ : รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ ๑ – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘

สถานะ ณ วันที่ ๗ ม.ค. ๕๙

รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กระทรวงการต่างประเทศ
ระหว่างวันที่ ๑ – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ 

ลำดับ

นโยบาย
รัฐบาล/
การสั่งการ
ของ
นายกรัฐมนตรี

ความสอดคล้อง
กับรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑

มิติคณะ
รัฐมนตรี

การดำเนินการ

การ
ใช้
จ่าย
งบ
ประมาณ

ผู้รับ
ผิด
ชอบ

วันที่

สาระ
สำคัญ

แผนงาน/ โครงการ/ ผลการ
ดำเนินการ

รวมถึงปัญหา
อุปสรรค
ในการดำเนินงาน
ที่สำคัญ

๑. การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์

 

(๑)     ปกป้องและเชิดชู
สถาบันพระมหากษัตริย์
(๒) เผยแพร่ความรู้ความ
เข้าใจที่ถูกต้องและเป็น
จริงเกี่ยวกับสถาบัน
พระมหากษัตริย์
และพระราชกรณียกิจ
(๓) สนับสนุนโครงการ
ทั้งหลายอันเนื่อง
มาจากพระราชดำริ
(๔)  ส่งเสริมให้เจ้าหน้า
ที่สถานศึกษาหน่วยงาน
ของรัฐเรียนรู้และเข้าใจ
หลักการทรงงานและ
สามารถนำหลักดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการ
ปฏิบัติราชการและการพัฒนารวมถึงเร่งขยายผลโครงการที่ทรงวาง
รากฐานไว้ให้แพร่หลาย
เป็นที่ประจักษ์และเกิด
ประโยชน์ในวงกว้าง

นโยบายที่ ๒.๓
การสร้างภูมิคุ้มกัน
ของประเทศเพื่อให้
ประเทศไทย
สามารถรองรับผล
กระทบจากการเปลี่ยนแปลงได้
อย่างมีประสิทธิภาพ
ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
ข้อ ๒.๓.๑ ประเทศไทย
มีการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีีพระ
มหากษัตริย์์ทรงเป็นประมุข
ข้อ ๒.๓.๓ สังคมไทยมี
ค่านิยมและวัฒนธรรม
ที่ดีงามรวมถึงการน้อม
นำหลักเศรษฐกิจ
พอเพียงมาประยุกต์ใช้

 

 

๑.        เมื่อ ๑๑ ธ.ค. ๕๘
กระทรวงการต่างประเทศ
ได้จัดงานกิจกรรม
ปั่นจักรยานเฉลิม พระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ณ กรุงเทพฯ และเมืองต่าง ๆ
ใน ๙๖ ประเทศทั่วโลก โดย
ผู้บริหารกระทรวงฯคณะทุตานุทูต
และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต
จำนวน

๒.        ๑๙๙ คน จาก ๓๐ ประเทศ
เข้าร่วมกิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิม
พระเกียรตินอกเหนือจากกิจกรรมปั่น
จักรยานเฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ
ข้าราชการและสถานเอกอัครราชทูต
สถานกงสุลใหญ่เศรษฐกิจการค้า
จาก ๙๖ ประเทศทั่วโลก

       นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูต
และสถานกงสุลใหญ่บางแห่งได้จัด
กิจกรรมเดิน-วิ่งเฉลิมพระเกียรติ
และกิจกรรมฉายภาพยนตร์เฉลิม
พระเกียรติ ควบคู่กับการจัดกิจกรรม
ดังกล่าวข้างต้นเพื่อร่วมถวาย
ราชสดุดีและให้ชุมชนไทยใน
ต่างประเทศได้ร่วมแสดงความ
จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวฯ อีกด้วย

 

 

 

 

กต.

๒. การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ

ข้อ ๒.๔

(๑)   การเสริมสร้าง
ความสัมพันธ์อันดีีกับ
นานาประเทศซึ่งเป็น
ส่วนสำคัญต่อการบริหาร
ราชการ
แผ่นดินทั้งด้านการ
เมือง เศรษฐกิจ
และสังคม
(๒)   ชี้แจงสถานการณ์
และสร้างความเชื่อมั่น
(๓)   นำกลไกทางการทูตแบบบูรณาการมา
ใช้ให้เกิดประโยชน์
์สูงสุดแก่ประชาชนทั้ง
ทางตรงและทางอ้อม
เช่น

   ๓.๑การคุ้มครองดูแล
คนไทยและผลประโยชน์
ของคนไทยในต่างแดน
 ๓.๒ การแลกเปลี่ยนทาง
การศึกษา วัฒนธรรม
การค้า
๓.๓ การพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์ และการเปิดโลกทัศน์ให้มีลักษณะสากล

นโยบายที่ ๕.๔ ยุทธศาสตร์การ
ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

นโยบาย ๕.๕ ยุทธศาสตร์การ
สร้างความเชื่อมโยงกับประเทศ
ในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทาง
เศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๔ การเข้าร่วมเป็นภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศ
และภูมิภาคภายใต้บทบาทที่
ข้อ ๕.๕.๕การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทาง
ข้อ ๕.๕.๖ การมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการสร้างสังคมนานาชาติที่มีคุณภาพชีวิต ป้องกันภัยจากการก่อการร้ายและอาชญากรรมยาเสพติดภัยพิบัติ และการแพร่ระบาดของโรคภัย

นโยบายที่ ๕.๖ ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่นยืน
ข้อ ๕.๖.๖การเพิ่มบทบาทประเทศไทยในเวทีประชาคมโลกที่เกี่ยว
ข้องกับกรอบ
ความตกลงและพันธกรณี
ด้านสิ่งแวดล้อม
ระหว่างประเทศ

 

 

กรอบทวิภาคี

๑.   เมื่อ ๒ ธ.ค. ๕๘ กระทรวงการ
ต่างประเทศจัดกิจกรรมคณะทูต
ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
(EU) เข้าเยี่ยมคารวะและหารือ
ข้อราชการกับ รมว.กต.
ณ กระทรวงการต่างประเทศ
สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

       (๑) รมว.กต. ได้กล่าวถึงความ
สัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างทั้ง
สองฝ่ายที่มีมายาวนาน
และบทบาทของไทยที่สนับ
สนุนประเทศสมาชิกสหภาพ
ยุโรปในกรอบความร่วมมือ
ต่าง ๆ มาโดยตลอด รวมทั้ง
ได้อธิบายประเด็นต่าง ๆ ที่
ประเทศสมาชิกสหภาพ
ยุโรปมีความห่วงกังวลเช่น
เสรีภาพในการ
แสดงออกและเสรีภาพใน
การชุมนุม กระบวน
การร่างรัฐธรรมนูญที่ควร
ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

การดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำ
ผิดตามมาตรา ๑๑๒ ประเด็นผู้ลี้ภัย
และประเด็นด้านการให้ความช่วยเหลือ
ทางกงสุลแก่พลเมืองของประเทศ
สมาชิกสหภาพยุโรป
ที่พำนักอยู่ในประเทศไทย

        (๒) ฝ่าย EU ได้แสดงความชื่นชม
ที่ไทยจะจัดการประชุมพิเศษเกี่ยวกับการ
โยกย้ายถิ่นฐานอย่างไม่ปกติใน
มหาสมุทรอินเดียและแสดงความพอใจ
ต่อการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาประมง
ผิดกฎหมาย (IUU)และหวังว่าจะมีการ
ดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในเรื่องนี้มากขึ้น
รวมทั้งย้ำถึงบทบาทสำคัญของไทยใน
ฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์
ASEAN-EU ในการยกระดับความสัมพันธ์
ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
โดยฝ่าย EU แสดงความตั้งใจที่จะเข้า
ร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก
(East Asia Summit หรือ EAS)
ด้วยนอกจากนี้ ฝ่าย EUยังย้ำ
ความพร้อมที่จะขยายความร่วมมือ
ด้านเศรษฐกิจกับไทยต่อไป

 

๒.  เมื่อ ๑๖ ธ.ค. ๕๘ กระทรวงการต่าง
ประเทศฃเป็นเจ้าภาพการหารือยุทธ
ศาสตร์ไทย-สหรัฐฯ ครั้งที่ ๕
(The 5th Thailand – US Strategic Dialogue)
โดยมีปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยและนาย
แดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีีว่าการ
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจ
การภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก
เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายสหรัฐฯ

     - ทั้งสองฝ่ายหารือถึงประเด็นความ
สัมพันธ์พหุภาคี อาทิ แนวทางการเพิ่มพูน
ความร่วมมือในกรอบภูมิภาค
(East Asia Summit หรือ EAS) 
และหุ้นส่วนยุทธศาสตร์และเสรีภาพในการเดิน
ทางสัญจรซึ่งรวมถึงการบินผ่านทะเลจีนใต้

      - สำหรับประเด็นทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายยืนยัน
การเป็นพันธมิตรคู่สนธิสัญญาอันยาวนานและ
ความสำคัญด้านต่าง ๆ และยืนยันให้ความสำคัญ
ต่อความร่วมมือด้านการทหารระหว่างไทย-สหรัฐฯ
และมุ่งหวังที่จะปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมวิสัยทัศน์
ค.ศ. ๒๐๑๒

      - นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันกำหนด
แนวทางในการขยายความเป็นหุ้นส่วนความร่วม
มือที่ครอบคลุมรอบด้าน เพื่อสร้างเสริมประโยชน์
ให้แก่ทั้งสองประเทศ
และแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดจน
ภูมิภาคอื่น ๆ ในการนี้  ไทยและสหรัฐฯ เห็นชอบ
ร่วมกันที่จะจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม
ภายใต้้ความตกลงทวิภาคีด้านวิทยาศาสตร์
์และเทคโนโลยีขึ้นเป็นครั้งแรกในครึ่งแรกของปี
พ.ศ. ๒๕๕๙ ทั้งสองฝ่ายยังมุ่งหมายที่จะขยายการ
ค้าการลงทุนระหว่างกันฃและเห็นพ้องที่จะมีการ
หารือภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าและ
การลงทุน (TIFA) ในวงรอบต่อไป
ในโอกาสแรกของปี ๒๕๕๙ 

        - ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับพัฒนา
การทางการเมืองในประเทศไทยและความมุ่งมั่น
ของไทยในการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งแนวทาง
การกลับสู่ประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน โดยย้ำ

ธรรม รวมถึงยินดีที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ระหว่างกันอย่างฃจริงใจและตรงไปตรงมา
โดยจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกัน
ต่อไปในอนาคต ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าการ
หารือยุทธศาสตร์ ไทย-สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ ๖
จะมีขึ้นที่สหรัฐฯ
ในปี ๒๕๕๙

 

๓.  เมื่อ ๑๖ – ๒๐ ธ.ค. ๕๘ นายหวัง หย่ง
มนตรีแห่งรัฐ (เทียบเท่า รอง นรม.)
สาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทาง
เยือนไทย เพื่อเป็นประธานการประชุม
คณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน
และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
ไทย-จีน (Joint Commission หรือ JC)
ครั้งที่ ๔ร่วมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
รอง นรม. ในวันที่ ๑๗ ธ.ค. ๒๕๕๘
ณ ทำเนียบรัฐบาล และเป็นแขกเกียรติยศใ
นพิธีเปิดโครงการความร่วมมือด้านรถไฟ
ไทย-จีน ร่วมกับนายประจิน จั่นตองรอง
นรม. ในวันที่ ๑๙ ธ.ค. ๒๕๕๘
ณ สถานีรถไฟเชียงรากน้อย
จ.พระนครศรีอยุธยา

      - ในโอกาสนี้ มนตรีแห่งรัฐได้เข้าเยี่ยมคารวะ
นรม. และพบหารือกลุ่มย่อยกับ รอง นรม. สมคิดฯ
ในวันที่ ๑๗ ธ.ค. ๒๕๕๘ ณ ทำเนียบรัฐบาล
รวมทั้งเข้าร่วมกิจกรรม business forum ที่จัด
โดย BOI ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้
ในวันเดียวกัน ซึ่งการเยือนในครั้งนี้ กระทรวงฯ
ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเรื่องพิธีการ
โดยมีผู้แทนกรมพิธีการทูตและกรมเอเชียตะวันออก
ติดตามอำนวยความสะดวกแก่คณะตลอดการเยือน

 

๔.   เมื่อ ๑๗ ธ.ค. ๕๘ นายแดเนียล รัสเซล
ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
สหรัฐฯ ฝ่ายกิจการภูมิภาคเอเชียตะวันออกและ
แปซิฟิก เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.กต. ในโอกาสเดิน
ทางเยือนประเทศไทย และเป็นหัวหน้าคณะฝ่าย
สหรัฐฯ ในการหารือยุทธศาสตร์ไทย – สหรัฐฯ
ครั้งที่ ๕ (The 5th Thailand – US Strategic
Dialogue)ที่กระทรวงการต่างประเทศ
โดยการเยือนไทยครั้งนี้เป็นการเยือนครั้งที่ ๒
ในรอบปีนี้

       - ทั้งสองฝ่ายหารือถึงประเด็นความสัมพันธ์
ทวิภาคีไทย-สหรัฐฯ ในรอบปี ๒๕๕๘ ที่มีพลวัต
หลังของปี ๒๕๕๘ เป็นต้น

 

๕.   เมื่อ ๑๘-๑๙ ธ.ค. ๕๘ สมเด็จอัคร
มหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรี
แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เยือนไทยอย่าง
เป็นทางการและประชุมร่วมนายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ไทย-กัมพูชา
ครั้งที่ ๒ ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งการเยือน
และการประชุมร่วมฯตรงกับโอกาสครบรอบ ๖๕ ปี
การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง
ไทยและกัมพูชาโดยมีกำหนดการสำคัญดังนี้

 

วันที่ ๑๘ ธ.ค. ๕๘

       - นรม. รอง นรม. รมต. และเจ้าหน้าที่
อาวุโสของทั้งสองประเทศเข้าร่วมการ
หารือทวิภาคีซึ่งประสบผลสำเร็จด้วยดี
โดยทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการ
ส่งเสริมความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ในหลายสาขาที่เป็น

ผลประโยชน์ร่วมกันซึ่งครอบคลุมประเด็น
ทั้งด้านการเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจและ
สังคม

        - ในช่วงบ่าย สมเด็จฯ เดโช ฮุน เซน
กล่าวสุนทรพจน์ต่อนักธุรกิจชั้นนำของ
ไทยเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน
ครบรอบ ๖๕ ปี การสถาปนาความ
สัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง

วันที่ ๑๙ ธ.ค. ๕๘
         - นรม. ทั้งสองได้ร่วมกันเป็นประธาน
การประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
อย่างไม่เป็นทางการ ไทย-กัมพูชา
ครั้งที่ ๒ โดยรัฐบาลทั้งสองฝ่ายเห็น
ชอบกับมาตรการเพื่อทำให้ประเด็น
ความร่วมมือที่หารือกันไว้เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม
และในการประชุมร่วมฯ เกิดผลสำเร็จ
โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคง
ความเชื่อมโยง การค้าและการ
ลงทุน และการพัฒนาชายแดน
ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

(๑)    ด้านความมั่นคง

ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะเร่งรัด
ให้เริ่มมีการลาดตระเวนแบบมี
การประสานงานตามบริเวณ
แนวชายแดนของทั้งสอง
ประเทศเพื่อปราบปราม
การลักลอบตัดไม้และส่งเสริมความ
ร่วมมือในด้านการปราบปรามการ
ลักลอบค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ

(๒)    ด้านความเชื่อมโยง
ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะพัฒนา
การขนส่งทางถนน

การเดินเรือชายฝั่ง และการบริการขนส่ง
ทางรถไฟ การบริการเดินรถไฟระหว่าง
กรุงเทพฯ และกรุงพนมเปญให้เริ่มดำเนินการ
ได้ภายในสิ้นปี ๒๕๕๙รวมทั้งเห็นชอบที่
จะเร่งรัดการเปิดจุดผ่านแดนถาวรเพิ่มเติม
อีกสองแห่งในจังหวัดสระแก้วและจังหวัดบัน
เตียเมียนเจยเพื่ออำนวยความสะดวกการขน
ส่งสินค้าและส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ
พิเศษของทั้งสองฝ่ายบริเวณชายแดน
ระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัด
สระแก้ว (ประเทศไทย)กับจังหวัดบันเตีย
เมียนเจย(ประเทศกัมพูชา) และระหว่างเขต
เศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดตราด (ประเทศไทย)
กับจังหวัดเกาะกง (ประเทศกัมพูชา)

(๓)    ด้านการค้าและการลงทุน

ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะเพิ่มปริมาณ
การค้าทวิภาคีระหว่างกันเป็น ๓ เท่า
ของปริมาณการค้าในปัจจุบันภาย
ในปี ๒๕๖๓พร้อมเห็นชอบที่จะใช้การ
ตรวจปล่อยสินค้าแบบ Single Window
Inspectionและพื้นที่ควบคุมร่วมกัน
ณ จุดผ่านแดนถาวรหลักของทั้งสอง
ประเทศและจะเจรจาความตกลงเพื่อ
ยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างกัน
ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดเพื่ออำนวย
ความสะดวกให้เกิดการค้าและการ
ลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการค้าชายแดน

(๔)    ด้านการเกษตร

ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะจัดการ
ประชุมคณะทำงานความร่วมมือ
ด้านการเกษตร เพื่อหารือเกี่ยว
กับมาตรการส่งเสริมความร่วมมือ
ด้านการเกษตรในโอกาสแรกต่อไป
โดยฝ่ายไทยจะสนับสนุนด้าน
วิชาการในลักษณะ project-based
เป็นระยะเวลาสามปีข้างหน้า

(๕)    ด้านการสาธารณสุข
ทั้งสองฝ่ายจะเพิ่มพูนความร่วมมือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบริเวณชายแดน
ซึ่งจะรวมถึงการพัฒนาระบบ
ส่งต่อผู้ป่วยข้ามชายแดนให้มีความ
เรียบง่าย และการจัดตั้ง
“โรงพยาบาลพี่-น้อง” ตามแนวชายแดน
โดยฝ่ายไทยจะสนับสนุนด้านวิชาการ
เพื่อช่วยพัฒนาขีดความสามารถ
ของบุคลากรด้านการแพทย์และ
บุคลากรด้านสาธารณสุขของกัมพูชา

(๖)    ด้านแรงงานทั้งสองฝ่ายยินดี
ต่อการลงนามในบันทึกความเข้า
ใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน
และข้อตกลงว่าด้วยการจ้างงานและ
สนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจและข้อ
ตกลงเหล่านี้อย่างครบถ้วนโดยเร็ว
ที่สุด โดยฝ่ายไทยจะสานต่อการ
สนับสนุนด้านวิชาการเพื่อพัฒนาฝี
มือแรงงานตามแนวชายแดนและ
จัดการฝึกอบรมที่ศูนย์พัฒนาฝีมือ
แรงงานปูนพนมกรุงพนมเปญ
ซึ่งความร่วมมือนี้จะส่งเสริมความ
ร่วมมือและการคุ้มครองด้านแรงงาน
ตลอดจนความพยายามในการขจัด
การค้ามนุษย์และการเข้าเมืองผิด
กฏหมาย

(๗)    ด้านการท่องเที่ยว
ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะส่งเสริมการ
ท่องเที่ยว“สองราชอาณาจักร
หนึ่งจุดหมายปลายทาง”
(Two Kingdoms, One Destination)
ต่อไป เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว
ในประเทศทั้งสอง อาทิ สถานที่ท่อง
เที่ยวที่ี่เป็นมรดกโลกและอุทยาน
ประวัติศาสตร์ รวมทั้งส่งเสริม
การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกันทาง
ทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ระหว่างไทย กัมพูชาและเวียดนาม

           - ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามใน
เอกสารจำนวน ๕ ฉบับ
ได้แก่  (๑) แถลงการณ์ร่วมการ
ประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
ไทย-กัมพูชา
ครั้งที่ ๒ ซึ่งกำหนดทิศทางความ
สัมพันธ์ทวิภาคีและความร่วมมือ
ในอนาคต
(๒) บันทึกความเข้าใจว่าด้วย
การพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรหนอง
เอี่ยน(ประเทศไทย) และสตึงบท
(ประเทศกัมพูชา)
(๓) บันทึกความเข้าใจว่าด้วย
ความร่วมมือด้านแรงงาน
(๔) ข้อตกลงว่าด้วยการจ้างงาน
และ
(๕) ข้อตกลงว่าด้วยความ
ร่วมมือระหว่างสภาธุรกิจไทย-กัมพูชาและ
สภาธุรกิจกัมพูชา-ไทย

 

๖.   เมื่อ ๒๔ ธ.ค. ๕๘ รมว.กต. หารือ
กับผู้แทนภาคเอกชนและภาคประชาสังคม
เรื่องความคืบหน้าของการดำเนินการ
ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
และปัญหาการประมงผิดกฎหมาย
ณ กระทรวงการต่างประเทศ

      - การหารือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์
เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลของภาค
ส่วนต่าง ๆ ที่มีบทบาทการค้ามนุษย์และ
ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย
ขาดการรายงานและไร้การควบคุม
Illegal, unreported and unregulated
หรือ IUU) และเพื่อแสวงหาความร่วม
มืออย่างสร้างสรรค์โดยมีผู้แทนภาค
เอกชน และผู้แทน NGOsเข้าร่วม

       - รมว.กต. (ประธานคณะอนุกรรมการ
ด้านประชาสัมพันธ์และกฎหมายที่เกี่ยวกับการ
ป้องกันและแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์)สรุปความ
คืบหน้าการดำเนินการป้องกันและปราบปราม
การค้ามีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เช่น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้า
มนุษย์ การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนกา
รยุติธรรมโดยการตั้งแผนกคดีค้ามนุษย์ใน
อัยการและศาลและการเพิ่มประสิทธิภาพใน
การคัดแยกเหยื่อ และในส่วนของการแก้ไข
ปัญหา IUU มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตราพระราชกำหนด
การประมงฉบับใหม่ซึ่งจะทำให้การปราบปราม
การค้ามนุษย์ในภาคประมงเกิดผล
สัมฤทธิ์มากขึ้น มีการบังคับใช้กฎหมาย
และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
ส่งผลให้มีการจับกุมและดำเนินคดีผู้ต้อง
หาคดีค้ามนุษย์ในภาคประมงไปแล้ว
หลายราย

        - ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและความ
คิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง
และเห็นพ้องร่วมกันในประเด็นสำคัญ
Working Group เพื่อประสานความร่วมมือ
ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชา
สังคมในการแก้ไขปัญหาแรงงาน การค้า
มนุษย์ และ (PPCP)ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ
ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมและ (๓) จะ
ประสานความร่วมมือด้านการประชา
สัมพันธ์เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย
อย่างกว้างขวางเพื่อสร้างความเข้าใจกับ
ต่างประเทศต่อไป

 

กรอบพหุภาคี

๑.   เมื่อ ๔ ธ.ค. ๕๘ กระทรวง
การต่างประเทศได้เป็นเจ้าภาพจัด
การประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่น
ฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย
ครั้งที่ ๒ ซึ่งการประชุมดังกล่าวจัด
ขึ้นเพื่อสานต่อความพยายามและ
แสดงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย
ในการแก้ปัญหาการโยกย้ายถิ่น
ฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย
และยังเป็นโอกาสให้ประเทศ
ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดทั้ง
ห้าประเทศ คือ เมียนมา บังกลาเทศ
มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย
มาหารือร่วมกัน เพื่อหาหนทางจัด
การกับปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐาน
แบบไม่ปกติร่วมกัน โดยมีประเทศ
เข้าร่วมจำนวน ๑๘ ประเทศ รวมทั้ง
องค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยว
ข้องอีก ๖ องค์การ
      - ที่ประชุมได้หารือกันในประ
เด็นต่างๆ อาทิ สถานการณ์ปัจจุบัน
แนวโน้ม และความท้าทายของการ
โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติใน
มหาสมุทรอินเดีย  การติดตาม
ผลจากการประชุมครั้งที่ ๑
ในกรอบฃความร่วมมือภูมิภาค
ต่างๆ และการติดตามการดำเนินการ
ของประเทศที่เข้าร่วม รวมทั้งหารือถึง
มาตรการในการดำเนินการ

- ไทยในฐานะประธานได้เสนอ
เอกสารแนวทางความร่วมมือ

(Action Agenda) เพื่อแก้ไขปัญหาการ
โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ
ในมหาสมุทรอินเดีย เพื่อให้ประเทศ
ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดทั้ง ๕
ประเทศ นำกลับไปพิจารณาก่อน
การหารือร่วมกันอีกครั้งหนึ่งใน
เดือน ก.พ. ๒๕๕๙ ในโอกาสที่
ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม
ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสกลุ่มเฉพาะกิจ
ของกระบวนการบาหลี
(Bali Process Ad Hoc Group Senior
Officials Meeting)

 

๒.   เมื่อ ๑๐ ธ.ค. ๕๘ รองปลัด กต.
(นายวิทวัส ศรีวิหค) ได้เป็นหัวหน้า
คณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม
Bali Democracy Forum ครั้งที่ 8
ที่เกาะบาหลี อินโดนีเซีย การประชุม
ดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลก
เปลี่ยนความเห็นและประสบการณ์
เกี่ยวกับการพัฒนาประชาธิปไตย
ภายใต้หัวข้อ “ประชาธิปไตยกับ
ธรรมาภิบาลภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ”
(Democracy and Effective Public
Governance)

       - ในการประชุมครั้งนี้ รองปลัด
กต. กล่าวถ้อยแถลงแสดงความเห็น
เกี่ยวกับประสิทธิภาพของธรรมาภิบาล
ภาครัฐซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัย ๓ ประการ
 ประเทศจะต้องเตรียมรับมือกับความ
ท้าทายอาทิ การมีระบบการประเมินผล
ความคืบหน้าของการดำเนินการ
และการรับมือพลวัตรใหม่ในโลก เช่น
การแพร่หลายของ social media พร้อมกันนี้
ได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการ
ปฏิรูปประเทศ ซึ่งรวมถึงการปฏิรูป

การบริหารราชการแผ่นดินเพื่อ
ให้มีประสิทธิภาพและความโปร่งใส
กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่เน้นการ
มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และระบบ
ประชารัฐที่สนับสนุนความร่วมมือ

 

๓.   เมื่อ ๑๕ ธ.ค. ๕๘ รองอธิบดีกรม
อเมริกาและแปซิฟิกใต้ กต.
(นางภัทราวรรณ เวชชศาสตร์)
ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้า
คณะผู้แทนไทยซึ่งประกอบด้วย
ผู้แทนจากหน่วยงานของไทย ๑๐
หน่วยงาน เข้าร่วมการประชุมคณะ
ทำงานระดับภูมิภาค ครั้งที่ ๘ ภายใต้
ข้อริเริ่มลุ่มน้ำโขงตอนล่าง
(Lower Mekong Initiative - LMI)
ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคม
นิยมเวียดนาม

        - LMI เป็นกรอบความร่วมมือ
ระดับอนุภูมิภาค ประกอบด้วยสมาชิก
๖ ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว
เมียนมาเวียดนาม ไทย และสหรัฐฯ
มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือเกี่ยวกับความ
คืบหน้าในการดำเนินการในสาขา
ความร่วมมือ๖ สาขา ได้แก่ การศึกษา
พลังงาน สิ่งแวดล้อมและน้ำ การเกษตรและ
ความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข
และความเชื่อมโยง และในสาขาคาบเกี่ยว
ได้แก่ ความมั่นคงด้านน้ำ - อาหาร - พลังงาน
และการส่งเสริมพลังสตรีและความเท่าเทียม
ระหว่างเพศ

         - ในการประชุมครั้งนี้ไทยเป็น
ประธานร่วมกับสหรัฐฯ ในการ
ประชุมสาขาการศึกษาและสาขาพลังงาน
นอกจากนี้ไทยเสนอร่าง
เอกสารทิศทางในอนาคตสำหรับข้อริเริ่มลุ่ม
น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งมีข้อเสนอครอบคลุมกลไก
ในการประสานงานและโครงการต่าง ๆ ที่เป็น
ความร่วมมือเป็นรูปธรรมระหว่างกันในอนาคต

         - ในช่วงการประชุมครั้งนี้ ยังมีการ
ประชุมที่เกี่ยวข้อง อาทิ การประชุมคณะ
ทำงานมิตรประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง
(ประกอบด้วย ออสเตรเลีย สหภาพยุโรป
ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้) ซึ่งจัดขึ้น
เป็นครั้งแรกและการประชุมกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ
และผู้เชี่ยวชาญครั้งที่ ๒

 

กิจกรรมสำคัญ

(๑)  เมื่อ ๒๕ ธ.ค. ๕๘ รมว.กต.
จัดการแถลงผลงาน ๑ ปี
ของกระทรวงการต่างประเทศ
แก่สื่อมวลชน ณ กระทรวงการต่าง
ประเทศ โดยสรุปการดำเนินงานของ
กระทรวงการต่างประเทศสามารถ
สรุปเป็น ๔ ภารกิจหลัก ได้แก่

       ๑. การสร้างความเชื่อมั่น
ของต่างประเทศต่อไทย

กระทรวงฯดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ในการสร้างความเชื่อมั่นในด้านเศรษฐกิจ
การค้าการลงทุน และความเชื่อมั่นต่อ
การเมืองและบทบาทของประเทศไทย
ในเวทีระหว่างประเทศ และได้ผลักดันให้มี
การเยือน in-bound/out-bound
และการเข้าร่วมการประชุม
ระหว่างประเทศ

        ๒. การใช้การต่างประเทศ
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

โดยมุ่งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี
กับประเทศต่าง ๆ กรุยทางสร้างโอกาส
สร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการเพิ่มพูน
ความร่วมมือ เปิดโอกาสให้ขยายการ
ค้าการลงทุน ชี้เป้าตลาดใหม่ เปิด
ประตูผลักดันการเจรจาต่าง ๆ จัด
เทศกาลไทยในหลายประเทศเพื่อสร้าง
ความนิยมไทย ตลอดจนส่งเสริมความ
ร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ
นวัตกรรม (วทน.) และนำองค์ความรู้
จากต่างประเทศมาพัฒนาส่งเสริมขีด
ความสามารถของประเทศ

       ๓. การเสริมสร้างสถานะและเกียรติภูมิ
ของไทยในเวทีโลก

เพื่อให้นานาประเทศตระหนักถึง
ความสำคัญและศักยภาพของ
ประเทศไทย โดยเฉพาะบทบาท
ไทยต่อปัญหาการโยกย้ายถิ่น
ฐานแบบไม่ปกติ บทบาทผู้ประสาน
งานอาเซียน-จีน และอาเซียน-EU
ซึ่งประชาคมระหว่างประเทศยอม
รับบทบาทไทยในเรื่องนี้ โดย
สะท้อนได้จากการได้รับเลือกเป็นประธาน
G77 ซึ่งมีสมาชิกถึง ๑๓๔ ประเทศ
และขณะนี้ ไทยอยู่ระหว่างลงสมัครรับเลือกตั้ง
ในตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรในคณะ
มนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
(วาระปี ๒๕๖๐-๒๕๖๑)

        ๔. การดูแลคุ้มครองคนไทยทั่วโลก
ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกระทรวงฯ โดยสถาน
เอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทำ
หน้าที่เป็นศูนย์ดำรงธรรม
ในต่างประเทศ มีหมายเลข hotline
เพื่อให้บริการในเรื่องด่วนฉุกเฉิน
นอกจากนี้ สำหรับกรณีเกิดวิกฤตการณ์
กระทรวงฯได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในการให้ความช่วยเหลือและอพยพคน
ไทยจากประเทศที่ประสบภัย
ทั้งภัยธรรมชาติและภัยจากการสู้รบ

 

กต./
ทุกกรม/
ทุกสำนัก

 

๗.         การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน

ข้อ ๗.๑

เร่งส่งเสริมความเชื่อมโยง
ทางเศรษฐกิจการค้า
การลงทุนในภูมิภาค
อาเซียนและขยาย
ความร่วมมือทาง
เศรษฐกิจกับประเทศ
เพื่อนบ้าน

 

นโยบายที่ ๕.๕
ยุทธศาสตร์
การสร้างความเชื่อมโยง
กับประเทศในภูมิภาค
เพื่อความมั่นคงทาง
เศรษฐกิจและสังคม
ข้อ ๕.๕.๓
การสร้างความพร้อม
ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

 

 

๑.      เมื่อ ๒๒ ธ.ค. ๕๘ รมว.กต.
เป็นประธานงานเลี้ยงรับรอง
เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสการเข้า
สู่ประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทาง
การในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘  
ณ วิเทศสโมสร กระทรวง
การต่างประเทศ โดยมีคณะทูต
ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ
ภาคเอกชน และสื่อมวลชน
รวมประมาณ ๓๐๐ คนเข้าร่วมงาน

       - งานเลี้ยงรับรองดังกล่าว
นอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อ
เฉลิมฉลองเหตุการณ์ครั้ง
ประวัติศาสตร์ของภูมิภาคแล้ว
ยังจะเป็นโอกาสในการเสริม
สร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์
อันดีระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กับการขับเคลื่อนประชาคม
อาเซียนด้วย

 

กรม
อาเซียน

ตรวจถูกต้อง