ความสัมพันธ์กับประเทศและภูมิภาคต่างๆ

ทวีปยุโรป : สาธารณรัฐบัลแกเรีย


บัลแกเรีย
Republic of Bulgaria

ข้อมูลทั่วไป

 

ที่ตั้ง  อยู่ทางทิศตะวันออกของคาบสมุทรบอลข่าน ทิศเหนือติดกับ โรมาเนีย ทิศตะวันออกติดกับทะเลดำ ทิศตะวันตกติดกับ                                                                 เซอร์เบียและมาซิโดเนีย ทิศใต้ติดกับกรีซและตุรกี

พื้นที่    ๑๑๑,๐๐๒ ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง    กรุงโซเฟีย (Sofia)

ประชากร    ๗.๕ ล้านคน (ปี ๒๕๕๕)

ภูมิอากาศ     แบบภาคพื้นทวีปในตอนบนของประเทศ และแบบเมดิเตอร์เรเนียนในตอนล่างของประเทศ

ภาษาราชการ    บัลแกเรียน

ศาสนา        บัลแกเรียน ออร์โธดอกซ์ ร้อยละ ๘๒.๖ มุสลิม ร้อยละ ๑๒.๒   คาทอลิก ร้อยละ ๑.๒ อื่น ๆ ร้อยละ ๔

หน่วยเงินตรา    เลวา (Lev) อัตราแลกเปลี่ยน ๑ เลวา เท่ากับประมาณ ๒๐ บาท (ณ วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๖)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ        ๕๓.๑๔ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี ๒๕๕๔)

รายได้ประชาชาติต่อหัว                        ๗,๒๐๒ ดอลลาร์สหรัฐ (ปี ๒๕๕๔)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ                     ร้อยละ ๒.๒ (ปี ๒๕๕๔)

ระบอบการปกครอง                                สาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งวาระละ ๕ ปี ปัจจุบัน คือ นายรอเซน เพลฟเนเลียฟ (Rosen Plevneliev) เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๕ และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ปัจจุบันคือ นายมาริน รายคอฟ (Marin Raykov) เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๖ ในรัฐบาลรักษาการและการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ ๑๒ พ.ค. ๒๕๕๖

นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน

๑. การเมืองการปกครอง

        ๑.๑      จักรวรรดิบัลแกเรียที่ ๑ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๑๒๒๔ จากการรวมตัวของชนชาติสลาฟและ   ชนชาติบัลการ์ (ชนชาติยูเครนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรบอลข่าน) และสลายตัวลงเมื่อปี ๑๕๖๑ หลังจากที่ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิไบแซนไทน์ ต่อมา ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมันเป็นเวลา ๕ ศตวรรษ จากปี ๑๙๓๙ จนถึงปี ๒๔๒๑จึงได้รับการยอมรับในฐานะประเทศเอกราชในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปกครองโดยราชวงศ์ซัคสโกเบิร์กก็อธสกี้ (Sax-Coberge Gotha) โดยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับจักรวรรดิรัสเซีย บัลแกเรียเข้าร่วมในสงครามโลกทั้ง ๒ ครั้ง กับฝ่ายอักษะ และเมื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายสัมพันธมิตรได้กำหนดให้บัลแกเรียอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต บัลแกเรียจึงอยู่ใต้การปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา

        ๑.๒      ภายหลังการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต บัลแกเรียได้เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๓๔ รัฐสภาบัลแกเรียได้รับรองรัฐธรรมนูญของประเทศ บัลแกเรียมีระบบสภาเดียวประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภา ๒๔๐ คน จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปทุก ๔ ปี ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดำรงตำแหน่งวาระละ ๕ ปี และอาจอยู่ต่อได้อีกหนึ่งวาระ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายรอเซน เพลฟเนเลียฟ (Rosen Plevneliev) เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๕ ต่อจาก นายกีออร์กี้  ปาร์วานอฟ (Georgi Parvanov) ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้ว ๒ สมัย (วาระแรกเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๔๕ และวาระที่สองเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๔๙) และไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีได้อีกเป็นสมัยที่ ๓ ตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้

       ๑.๓      เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๒ บัลแกเรียได้ปรับเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาซึ่งมีจำนวน ๒๔๐ ที่นั่งโดยแบ่งเป็นสองส่วน คือ จำนวน ๒๐๙ ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนตามคะแนนเสียงที่ได้ของแต่ละพรรค และอีก ๓๑ ที่นั่งมาจากพรรคที่ได้คะแนนสูงสุดของแต่ละเขตเลือกตั้ง

       ๑.๔      การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ พรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับ ๑ คือ พรรค Citizens for European Development of Bulgaria (GERB) ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมกลาง-ขวา จัดตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๙ โดยมีนายบอยโก บอริสอฟ (Boiko Borisov) นายกเทศมนตรี   กรุงโซเฟียเป็นหัวหน้าพรรค ครองที่นั่ง ๑๑๖ ที่นั่ง ชนะพรรค Bulgarian Socialist Party (BSP) ของ    นายเซรเกย์ สตานิเชฟ (Sergei Stanishev) นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งได้ครองที่นั่ง ๔๐ ที่นั่ง อันดับรองลงมา ได้แก่ พรรค Movement for Rights and Freedoms ๓๘ ที่นั่ง พรรค Blue Coalition ๑๕ ที่นั่ง และพรรค Order, Lawfulness, Justice ๑๐ ที่นั่ง ความพ่ายแพ้ของพรรค BSP มีสาเหตุมาจากการที่ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงและอาชญากรรม จนเป็นเหตุให้สหภาพยุโรปตัดวงเงินความช่วยเหลือบัลแกเรียลงกว่า ๕๐๐ ล้านยูโรในปี ๒๕๕๑ และต่อมา ประชาชนได้ก่อการประท้วงเพื่อขับไล่รัฐบาลเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๒

         ๑.๕      รัฐบาลของนายบอริสอฟ มีนโยบายเร่งแก้ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งมาจากภาพลักษณ์ของนายบอริสอฟที่เป็นคนเคร่งครัดและจริงจัง รวมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดี นายบอริสอฟ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สามารถแก้ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้จริง นอกจากนี้ โดยที่รัฐบาลประกอบด้วยพรรค GERB เพียงพรรคเดียวและมีคะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของรัฐสภา รัฐบาลจึงต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากพรรคขวาและพรรคขวากลาง เช่น พรรค Ataka และกลุ่ม Blue Coalition (ประกอบด้วยพรรค Union of Democratic Forces (UDF) และพรรค Democrats for a Strong Bulgaria (DSB)) รวมทั้ง ยังต้องประนีประนอมเพื่อรับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านอีกด้วย ดังนั้น รัฐบาลจึงประสบปัญหาในการผลักดันและการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ

          ๑.๖      การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ มีผู้ลงสมัคร     รับเลือกตั้งจำนวน ๑๘ ราย อย่างไรก็ตาม โดยที่ไม่มีผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงเกินร้อยละ ๕๐ จึงต้อง  จัดให้มีการเลือกตั้งรอบที่ ๒ เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๔ โดยเป็นการแข่งขันระหว่างผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด ๒ อันดับแรกจากการเลือกตั้งครั้งแรก คือ นายรอเซน เพลฟเนเลียฟ จากพรรค GERB ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลและนายอีเวลโล กัลฟิน (Ivaylo Kalfin) จากพรรค BSP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ผลปรากฏว่า นายเพลฟเนเลียฟ ได้รับชัยชนะด้วยคะแนนเสียงร้อยละ ๕๒.๕๘ และเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม ๒๕๕๕ แม้ว่าตามกฎหมายของบัลแกเรีย อำนาจบริหารจะขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี แต่ประธานาธิบดีเป็นผู้ที่มีสิทธิ์การใช้สิทธิ์ยับยั้ง (veto) ฝ่ายนิติบัญญัติและมีอำนาจควบคุมฝ่ายกลาโหม รวมทั้งมีอำนาจลงนามในการสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

          ๑.๗      หลังจากเหตุการณ์เดินขบวนประท้วงของประชาชนบัลแกเรียเพื่อต่อต้านค่าไฟฟ้าที่สูงมาก ปัญหาคอร์รัปชันและมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ ๑๕ ปี และมีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน รัฐบาลของนายบอริสอฟได้ประกาศลาออกเมื่อวันที่ ๒๐ ก.พ. ๒๕๕๖ และเมื่อเย็นวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ ประธานาธิบดีรอเซน เพลฟเนเลียฟ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่านาย Marin Raykov จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลรักษาการณ์ จนถึงการเลือกตั้งในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ศกนี้ โดยนายรายคอฟจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอีกตำแหน่งนึงด้วย ทั้งนี้ ก่อนได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายRaykov ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตบัลแกเรียประจำฝรั่งเศส และก่อนหน้าการดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต นาย Raykov ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศในรัฐบาลของนายบอริสอฟ

         ๑.๘      หลายฝ่ายมองว่าการประกาศลาออกของนายบอริสอฟเป็นการดำเนินการตามเกมการเมือง เพื่อให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น (จากเดิมที่จะเป็น ก.ค. ให้เลื่อนมาเป็น พ.ค.๒๕๕๖) และเพื่อยังคงคะแนนความนิยมในพรรค GERB ไว้ โดยจากการสำรวจคะแนนของพรรคอดีต นรม.ยังคงเหนือคู่แข่งหากแต่เพียงเล็กน้อย

๒. เศรษฐกิจ

          ๒.๑      บัลแกเรียประสบวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี ๒๕๓๙ – ๒๕๔๐ โดยมีสาเหตุจากการควบคุมภาคการเงินที่ไร้ประสิทธิภาพ เกิดหนี้ที่ไม่ก่อรายได้มากจนเกิดวิกฤติในภาคธนาคาร เงินเลวา (Lev)     ลดค่าลงจากเดิม นำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลสังคมนิยม รัฐบาลต่อมาของบัลแกเรียใช้นโยบายปฏิรูประบบเศรษฐกิจแบบเสรี ต่อมา เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๐ รัฐบาลบัลแกเรียได้ขอรับความช่วยเหลือ  ด้านเศรษฐกิจจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF) และนำระบบคณะกรรมการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Board) เข้ามาใช้ รวมทั้ง กำหนดให้มีการปฏิรูปการคลัง การควบคุมปริมาณเงิน และการลดการปล่อยสินเชื่อ การปฏิรูปเศรษฐกิจมหภาคของบัลแกเรียเป็นไป   ในเชิงบวก และเศรษฐกิจมีแนวโน้มพัฒนาดีขึ้นเป็นลำดับ โดยมีการดำเนินการตามแผนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และคณะกรรมการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเคร่งครัด เป็นผลให้อัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานลดลงเป็นลำดับ สถานะทางเศรษฐกิจของบัลแกเรียจึงมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

           ๒.๒      ถึงแม้ว่าในปี ๒๕๕๔ บัลแกเรียประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของบัลแกเรียจะกลับมาฟื้นตัวและพัฒนาดีขึ้นเป็นลำดับดังเช่นก่อนช่วงวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๖.๓ ระหว่างปี ๒๕๔๗ ถึง ๒๕๕๑ นอกจากนี้ การปฏิรูปเศรษฐกิจในภาคต่าง ๆ มีความก้าวหน้ามาก อาทิ ภาคพลังงาน ภาคการเดินรถไฟ ภาคการบริหารจัดเก็บภาษี และภาคการแปรรูปธนาคารของรัฐ ส่งผลให้บัลแกเรียมีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ดี ปัญหาที่สำคัญที่สุดของบัลแกเรียคือเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวง กระบวนการยุติธรรมที่อ่อนแอ และขบวนการอาชญากรรมจัดตั้ง ซึ่งรัฐบาลบัลแกเรียจะต้องแก้ไขตามพันธกรณีที่ให้ไว้กับสหภาพยุโรป

           ๒.๓      บัลแกเรียเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปที่ยากจนที่สุด โดยในปี ๒๕๕๑ บัลแกเรียพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศถึง ๑ ใน ๔ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ รัฐบาลชุดปัจจุบันจึงตั้งเป้าให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราร้อยละ ๖-๘ ลดอัตราการว่างงานให้ต่ำกว่าร้อยละ ๑๐ ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ลดการผูกขาด เพิ่มการแปรรูปกิจการรัฐบาลให้เป็นเอกชน คงระบบคณะกรรมการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนจนกว่าบัลแกเรียจะเข้าเป็นสมาชิกเขตยูโร (Eurozone) ดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจในแนวเดียวกันกับสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (European Monetary Union - EMU) เพิ่มขีดความสามารถในการผลิต ปรับปรุงศักยภาพทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ปรับปรุงการคลังให้มีความโปร่งใส จำกัดการใช้จ่ายภาครัฐอยู่ที่ร้อยละ ๔๐ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และจำกัดหนี้ภาครัฐให้อยู่ในระดับต่ำ

           ๒.๔      การประท้วงครั้งใหญ่เมื่อต้นปี ๒๕๕๖ มีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยอัตราว่างงานเมื่อเดือน ม.ค. ๒๕๕๖ อยู่ที่ร้อยละ ๑๒.๔ (สูงกว่าเมื่อปี ๒๕๕๒ ถึงหนึ่งเท่าตัว) และมาตรการสำคัญของรัฐบาลรักษาการคือ การพยายามสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

           ๒.๕      ประเทศคู่ค้าสำคัญของบัลแกเรียนอกสหภาพยุโรป ได้แก่ ตุรกี จีน รัสเซีย เซอร์เบียมาซิโดเนีย และ อาหรับเอมิเรสต์ คิดเป็นมูลค่า ๕๐.๖ % ของการส่งออกไปประเทศนอกอียู

 

๓. นโยบายต่างประเทศ

          ๓.๑      บัลแกเรียให้ความสำคัญลำดับต้นต่อการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ให้ไว้กับสหภาพยุโรป ภายหลังจากที่บัลแกเรียเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๐ พร้อมกับโรมาเนีย คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้ขอให้บัลแกเรียเร่งรัดดำเนินการการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม       การปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงและอาชญากรรมจัดตั้ง การปฏิรูประบบภาษี ซึ่งยังคงเป็นความ  ท้าทายของบัลแกเรีย โดยที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปมองว่า บัลแกเรียยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร และเป็นประเด็นที่อิตาลี ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ ใช้เป็นเหตุผลขัดขวางการเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มเชงเก้น (Schengen) ของบัลแกเรีย

            ๓.๒      บัลแกเรียให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพในคาบสมุทรบอลข่าน โดยมองว่า ตนเองเป็นปัจจัยรักษาความมั่นคงทางการเมืองในอนุภูมิภาคนี้ และเป็นประเทศทางผ่านสินค้าในภูมิภาค โดยจากกรุงโซเฟีย มีทางรถยนต์เชื่อมกรุงเบลเกรดและนครอิสตันบูล และเป็นเส้นทางจากยุโรปเหนือไปกรุงเอเธนส์ โดยผ่านกรุงสโกเปียในมาซิโดเนีย และมีทางรถไฟเชื่อมไปยังกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน มอสโก และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในรัสเซีย นอกจากนี้ บัลแกเรียสนับสนุนการเสริมสร้างความสัมพันธ์ ที่ดีกับรัสเซียและประเทศอดีตสหภาพโซเวียตรัสเซีย รวมถึงให้ความสำคัญต่อนโยบายร่วมด้านพลังงานของสหภาพยุโรป เนื่องจากต้องการเป็นศูนย์กลางเครือข่ายท่อส่งน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคบอลข่าน

            ๓.๓      บัลแกเรียเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization - NATO) เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๔๗ พร้อมกับลัตเวีย ลิทัวเนีย เอสโตเนีย สโลวาเกีย สโลวีเนีย และโรมาเนีย โดยได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากประชาชน และที่ผ่านมาบัลแกเรีย    ได้มีส่วนร่วมในการส่งทหารเข้าร่วมกองกำลังองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือในอิรักและอัฟกานิสถาน

 

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

๑. ความสัมพันธ์ทั่วไป

          ๑.๑     การทูต

                        ไทยและบัลแกเรียได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๑๗ (ค.ศ. ๑๙๗๔) เดิมไทยได้แต่งตั้งให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบลเกรด ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซเฟีย อีกตำแหน่งหนึ่ง ส่วนบัลแกเรียได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงเทพฯ และมีเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยจนถึงกลางปี ๒๕๓๓ ต่อมา บัลแกเรียได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระทรวงการต่างประเทศเป็นผลให้มีการปิดสถานเอกอัครราชทูต ๒๐ แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียและแอฟริกา สำหรับในไทยยังคงสถานเอกอัครราชทูตฯ ไว้แต่ลดระดับผู้แทนเป็นอุปทูต จนกระทั่งเมื่อ ปี ๒๕๕๐ บัลแกเรียได้ยกระดับผู้แทนประจำสถานเอกอัครราชทูตบัลแกเรียในไทยเป็นระดับเอกอัครราชทูตภายหลังว่างเว้นเป็นเวลา ๑๘ ปี อย่างไรก็ดี เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๔ บัลแกเรียได้ปิดสถานเอกอัคราชทูตฯ ไว้ชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่า   มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และได้มอบหมายให้กงสุลกิตติมศักดิ์บัลแกเรียประจำประเทศไทยเป็นผู้ดูแลความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ ปัจจุบัน คือ นายสมบัติ เลาหพงษ์ชนะ

                        ไทยยังไม่มีสถานเอกอัครราชทูตในบัลแกเรีย แต่ได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต   ณ กรุงบูคาเรสต์ มีเขตอาณาครอบคลุมบัลแกเรีย ส่วนเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ คนปัจจุบัน คือ นางสาวทัศนาวดี เมี้ยนเจริญ และแต่งตั้งนายวิคเตอร์ เมลาเมด (Victor Melamed) เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำบัลแกเรีย

         ๑.๒     การเมือง

                       ไทยกับบัลแกเรียมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่น แต่มีการแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ์กันไม่มากนัก โดยมีกลไกความร่วมมือที่สำคัญ คือ การแลกเปลี่ยนการเยือน และหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้กรอบพิธีสารความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของไทยกับกระทรวงการต่างประเทศของบัลแกเรีย

                        ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้หารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบัลแกเรีย นายนิโคไล มลาเดนอฟ ระหว่างการประชุม AEMM ครั้งที่ ๑๙ วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๕  ณ ประเทศบรูไน โดยได้หารือเรื่องการกระชับความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีและประเด็นระดับภูมิภาค เช่น พัฒนาการในเมียนมาร์ และกล่าวถึงการจัดการพบหารือระดับสูงระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ (Political Consultation) ซึ่งจัดครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยในปี ๒๕๕๒ โดยฝ่าย
บัลแกรียประสงค์จะเป็นเจ้าภาพการจัดครั้งต่อไป

                       ระหว่างการประชุมผู้นำเอเชีย – ยุโรป ครั้งที่ ๙ ณ เวียงจันทน์ นายกรัฐมนตรีได้หารือ corridor meeting กับ ประธานาธิบดีบัลเกเรีย นายรอเซน เพลฟเนเลียฟ โดยทั้งสองฝ่ายได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้า โดยเห็นพ้องกับการเชื่อมโยงเอเชียและยุโรปเข้าด้วยกัน ด้วยการคมนาคมขนส่งระบบราง และในโอกาสนี้ บัลแกเรียได้ขอรับการสนับสนุนจากไทยในการลงสมัครตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก และได้มอบหนังสือเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนบัลแกเรียจากนายบอยโก บอริสสอฟ นายกรัฐมนตรีบัลแกเรีย

                       ไทยกับบัลแกเรียได้จัดตั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-บัลแกเรียระหว่างกัน         โดยกลุ่มมิตรภาพฯ ของฝ่ายไทยจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิก ๗ คน (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔ คน และสมาชิกวุฒิสภา ๓ คน) และอยู่ระหว่างจัดการเลือกตั้งประธานกลุ่ม สำหรับกลุ่มมิตรภาพฯ ของฝ่ายบัลแกเรียประกอบด้วยสมาชิก ๔ คน โดย นายบอริสลาฟ กีตอฟ (Borislav Kitov) เป็นประธานกลุ่ม โดยกลุ่มมิตรภาพฯ ของฝ่ายได้ทาบทามการเยือนบัลแกเรียในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ๒๕๕๖

                       ไทยกับบัลแกเรียอยู่ระหว่างการจัดทำความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรียว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตหนังสือเดินทางราชการ หรือหนังสือเดินทางพิเศษ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่างความตกลงฯ และ         คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ลงนามได้เมื่อปี ๒๕๔๘ แต่ต่อมาฝ่ายบัลแกเรียขอเสนอให้เพิ่มเติมข้อความ “Within a period of six (๖) months from the date of their first entry” ในความตกลงฯ โดยให้เหตุผลว่าเป็นข้อบังคับของสหภาพยุโรป ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอแก้ไขของฝ่ายบัลแกเรีย ก่อนนำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในการจัดทำและลงนามในความตกลงฯ ต่อไป

            ๑.๓     การแลกเสียง

                   ๑.๓.๑   ILC บัลแกเรียได้ให้การสนับสนุนไทยในการลงสมัครของ ออท.เกรียงศักดิ์ในตำแหน่ง กมธ.กม.รปท. วาระปี ๐๒๐๑๒-๒๐๑๖

                   ๑.๓.๒  UNESCO นาง Irina Bokova จะลงสมัครในตำแหน่ง DG อีกครั้งสำหรับวาระปี ๒๐๑๓-๑๗ และฝ่ายบัลแกเรียมีหนังสือขอให้ไทยพิจารณาให้การสนับสนุน

                                    สถานะล่าสุด (พ.ย. ๒๕๕๕) กรมองค์การฯ แจ้งว่าไทยยังรอดูท่าทีของผู้สมัครจากชาติอื่นก่อน และยังไม่มีหนังสือตอบฝ่ายบัลแกเรีย

                        ๑.๓.๓   UNSC Non Permanent Member วาระปี ๒๐๑๘-๑๙ ซึ่งฝ่ายไทยจะลงสมัครตำแหน่งเดียวกันวาระ ๒๐๑๗-๑๘ โดยที่ฝ่ายบัลแกเรียได้หยิบหยกขอการสนับสนุนของไทย แต่อย่างไรก็ดี ไทยจะแลกเสียงกับโปแลนด์

                        ๑.๓.๔   HRC ๒๐๑๙-๒๑ บัลแกเรียขอเสียงสนับสนุนจากไทย (ไทยลงสมัครวาระที่ ๒ ปี ๒๐๑๕-๑๗) และไทยจะขอเสนอแลกเสียงกับบัลแกเรีย

             ๑.๔     เศรษฐกิจ

                      ๑.๔.๑  การค้า

                               ในปี ๒๕๕๔ การค้าระหว่างไทยกับบัลแกเรียมีมูลค่า ๗๗.๑๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ ๕๖.๒๖ จากปี ๒๕๕๓) โดยไทยส่งออก ๓๘.๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า ๓๘.๗๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการค้าระหว่างกันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไทยเป็นฝ่าย   ขาดดุลการค้าตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เป็นต้นมา (ยกเว้นในปี ๒๕๔๒) สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปบัลแกเรีย ได้แก่ ยางพารา วงจรพิมพ์ เม็ดพลาสติก รถยนต์และส่วนประกอบ เส้นใยประดิษฐ์ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์ยาง เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์       ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญของไทยจากบัลแกเรีย ได้แก่ เคมีภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องมือใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องดนตรีและของเล่น ข้าวและผลิตภัณฑ์จากแป้ง ปุ๋ย

          ๑.๔.๒  การลงทุน

                             ปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏมีข้อมูลการลงทุนของบัลแกเรียในไทยและการลงทุน    ของไทยในบัลแกเรีย อย่างไรก็ดี การแปรรูปกิจการของรัฐของบัลแกเรียเป็นโอกาสที่นักธุรกิจไทยสามารถ   เข้าไปลงทุนหรือร่วมลงทุนในบัลแกเรียได้ โดยเฉพาะกิจการภาคบริการที่เอกชนไทยมีความชำนาญ    และประสบการณ์ อาทิ ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากบัลแกเรียเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้าน          การท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ การเริ่มเข้าไปลงทุนในบัลแกเรียควรเป็นลักษณะการร่วมลงทุนกับ     ผู้ที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการดำเนินธุรกิจในแถบนั้น เพื่อศึกษาถึงวัฒนธรรมทางธุรกิจก่อน

                  ๑.๔.๓  การท่องเที่ยว

                                    บัลแกเรียยังเป็นตลาดท่องเที่ยวที่มีขนาดเล็กของไทย โดยในปี ๒๕๕๔ มีจำนวนนักท่องเที่ยวบัลแกเรียเดินทางมาไทย ๔,๓๔๒ คน ลดลงเล็กน้อยจากปี ๒๕๕๓ ซึ่งมีจำนวน๔,๕๘๔ คน ทั้งนี้ สายการบิน Balkan Bulgarian Airlines เคยให้บริการเส้นทางระหว่างบัลแกเรียกับไทย แต่ได้หยุดให้บริการไปเมื่อปี ๒๕๔๓ เนื่องจากมีปริมาณผู้โดยสารไม่เพียงพอ ปัจจุบัน ชาวบัลแกเรียที่เดินทางเข้าไทยใช้เส้นทางผ่านนครอิสตันบูล ในขณะที่ชาวไทยที่เดินทางเข้าบัลแกเรียใช้เส้นทางผ่านนครแฟรงก์เฟิร์ต

 

๒. ความตกลงที่สำคัญ ๆ กับไทย

          ความตกลงที่ได้ลงนามไปแล้ว

๒.๑   ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศ (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๒๙)

๒.๒   ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับหอการค้าและอุตสาหกรรมบัลแกเรีย (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๙)

๒.๓   พิธีสารว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๐)

๒.๔   อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้      (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๓)

๒.๕   ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรมและการศึกษา (ลงนามเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๔๖)

๒.๖   ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน  (ลงนามเมื่อวันที่            ๑๑ กันยายน ๒๕๔๖)

๒.๗   ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับหอการค้าและอุตสาหกรรมบัลแกเรีย (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๖)

            ความตกลงที่อยู่ระหว่างการเจรจา

๒.๘   ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรียว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต หนังสือเดินทางราชการ หรือหนังสือเดินทางพิเศษ

๒.๙   พิธีสารว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ

๓. การเยือนที่สำคัญ

          ๓.๑     ฝ่ายไทย

                     รัฐบาล

                        - วันที่ ๑๑-๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๓ นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยือนบัลแกเรีย

                        - วันที่ ๑๖-๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๓ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนบัลแกเรีย

                        - วันที่ ๑-๓ กันยายน ๒๕๕๒ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง    การต่างประเทศ เยือนบัลแกเรียในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศบัลแกเรีย

                        - วันที่ ๗-๙ เมษายน ๒๕๕๔ นายสุรพงษ์ ชัยนาม ทปษ.รมว.กต. เดินทางเยือนบัลแกเรีย โดยได้เข้าพบกับนาย Knostantin Dimitrov รมช.กต.บัลแกเรีย และหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันและบทบาทอาเซียนในกรอบความมั่นคง

           ๓.๒     ฝ่ายบัลแกเรีย

                        - วันที่ ๒-๕ ธันวาคม ๒๕๒๗ นายลูโบเมียร์ โพพอฟ (Lubomir Popov) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย

                        - วันที่ ๑๒-๑๔  สิงหาคม ๒๕๔๐ นายบอยโก เมียร์เชฟ (Boyko Mirchev) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยเพื่อร่วมลงนามในพิธีสารว่าด้วยการปรึกษาหารือและความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ

                       - วันที่ ๑๑-๑๒ กันยายน ๒๕๔๖ นายกีออร์กี้ ปาร์วานอฟ (Georgi Parvanov) ประธานาธิบดีบัลแกเรีย เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล

                       - วันที่ ๑๗ - ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศบัลแกเรีย นาย Milen Lyutskanov เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ




สถานะ ณ วันที่ 29 มีนาคม 2556

กองยุโรป 3 กรมยุโรป โทร. 0 2203 5000 ต่อ 13141 หรือ 0 2643 5142 Fax. 0 2643 5141 E-mail : european04@mfa.go.th

 

 

ไฟล์แนบ