|
กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย |
คำถามและคำตอบเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ(กดคำถามเพื่ออ่านคำตอบ) | l
1). เอกสิทธิและความคุ้มกันทางทูต ถาม: ในปัจจุบันมีกฎหมายอะไรที่เกี่ยวข้องกับเอกสิทธิและความคุ้มกันทางทูต ?
ตอบ: อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต พ.ศ. 2504 (ค.ศ.1961) เป็นการรวบรวมหลักการของกฎหมายทางการทูตสมัยใหม่ ซึ่งเป็นที่ยอมรับและปฏิบัติของนานาประเทศ โดยแทบทุกประเทศในโลกเป็นภาคีอนุสัญญา ฯ ฉบับนี้ รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งมีพระราชบัญญัติเอกสิทธิและความคุ้มกันทางทูต พ.ศ.2527 เป็นกฎหมายรองรับ
ถาม: ทำไมจึงต้องมีการให้เอกสิทธิและความคุ้มกันทางทูตในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ?
ตอบ: เนื่องจากทฤษฎีประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่และถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ ซึ่งถือว่าเอกสิทธิและความคุ้มกันทางทูตเป็นการให้เพื่อความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ทางทูต ทฤษฎีนี้ปรากฏชัดในอารัมภบทของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ค.ศ. 1961 ซึ่งกำหนดว่า ความมุ่งประสงค์ของเอกสิทธิและความคุ้มกันมิใช่เพื่อที่จะให้เป็นคุณประโยชน์แก่ตัวบุคคลแต่เพื่อที่จะประกันการหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพของคณะผู้แทนทางทูตในฐานะที่เป็นผู้แทนของรัฐ
ถาม: เอกสิทธิคืออะไร ?
ตอบ: เอกสิทธิ (privilege) คือ สิทธิพิเศษที่รัฐผู้รับให้แก่ตัวแทนทางทูตของรัฐผู้ส่งตามทางปฏิบัติระหว่างประเทศ โดยอาศัยหลักอัธยาศัยไมตรีและการถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันเป็นมูลฐานสิทธิพิเศษเช่นว่านี้ ทั้งนี้ อาจเป็นการให้ประโยชน์หรือให้ผลปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ หรืออาจเป็นการยกเว้นไม่ให้ต้องปฏิบัติการหรือไม่ให้ต้องรับภาระอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การยกเว้นไม่ต้องให้ตัวแทนทางทูตต้องปฏิบัติการในฐานะของคนต่างด้าวในรัฐผู้รับ การยกเว้นภาษีอากรให้แก่ตัวแทนทางทูต เป็นต้น
ภายใต้อนุสัญญาฯ เอกสิทธิประกอบด้วย (ก) เอกสิทธิเกี่ยวกับภาษีอากร และค่าธรรมเนียม หรือค่าภาระที่เรียกเก็บในรัฐผู้รับ เช่น ภาษีที่เกี่ยวกับสถานที่ของคณะผู้แทนไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเช่ามา (ข) ภาษีทางตรงที่เรียกเก็บจากบุคคล เช่น ภาษีรายได้บุคคลธรรมดา (ค) ภาษีศุลกากรสำหรับสิ่งของที่ใช้ในทางการของคณะผู้แทน หรือของใช้ส่วนบุคคลของตัวแทนทางทูต หรือคนในครอบครัวของตัวแทนทางทูต
ถาม: ความคุ้มกันคืออะไร ?
ตอบ: ความคุ้มกัน (immunity) คือการที่ตัวแทนทางทูตได้รับยกเว้น ไม่ต้องอยู่ภายใต้เขตอำนาจของรัฐผู้รับในคดีแพ่งและคดีอาญา ความคุ้มกันนี้ให้แก่ตัวแทนทางทูตในฐานะผู้แทนรัฐผู้ส่ง ดังนั้น การสละความคุ้มกันต้องให้รัฐผู้ส่งเป็นผู้สละ นอกจากนี้ ตัวบุคคล สถานที่ของคณะผู้แทน และเอกสารก็ได้รับความคุ้มกันด้วยเช่นกัน ซึ่งในกรณีเหล่านี้อนุสัญญา ฯ ใช้คำว่า ความละเมิดไม่ได้ ( inviolability )
ถาม: ความคุ้มกันจากอำนาจศาล คืออะไร และส่งผลกระทบอย่างไรกับอำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ ?
ตอบ: ความคุ้มกันจากอำนาจศาล หมายถึงการหลุดพ้นจากอำนาจศาลในรัฐผู้รับ ความคุ้มกันจากอำนาจศาลนี้มีได้ทั้งในคดีอาญา คดีแพ่ง และคดีปกครอง โดยปกติแล้วรัฐย่อมมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของตนในการออกกฎหมาย บังคับตามกฎหมาย และนำบุคคลผู้กระทำผิดมาฟ้องร้องต่อศาล ความคุ้มกันทางศาลจึงถือเป็นเรื่องข้อยกเว้นอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนต่อตัวแทนทางทูตในเรื่องเกี่ยวกับการตัดสินพิพากษาคดี กล่าวคือรัฐผู้รับไม่สามารถนำตัวแทนทางทูตผู้กระทำผิดตามกฎหมายอาญามาฟ้องร้องกล่าวหาต่อศาลในคดีอาญาได้
ถาม: อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างความคุ้มกันจากอำนาจศาลและความละเมิดมิได้ในตัวบุคคล ?
ตอบ:
ความละเมิดมิได้ในตัวบุคคลเป็นเรื่องห้ามการจับกุม หรือการบังคับโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ แต่เรื่องความคุ้มกันจากอำนาจศาลเป็นเรื่องหลุดพ้นหรือยกเว้นจากการดำเนินการตามกระบวนการของศาล
ข้อ 29 ของอนุสัญญา ฯ กำหนดว่า ตัวบุคคลของตัวแทนทางทูตจะถูกละเมิดมิได้ ตัวแทนทางทูตจะไม่ถูกจับกุมหรือกักขังในรูปใด รัฐผู้รับปฏิบัติต่อตัวแทนทางทูตด้วยความเคารพตามสมควร และดำเนินการที่เหมาะสมทั้งมวลที่จะป้องกันการประทุษร้ายใด ๆ ต่อตัวบุคคล เสรีภาพ หรือเกียรติของตัวแทนทางทูต
ดังนั้นรัฐผู้รับจะต้องให้ความคุ้มกันแก่ตัวบุคคลของตัวแทนทางทูตอย่างเด็ดขาดและไม่จำกัดขอบเขตกล่าวคือ ครอบคลุมถึงการกระทำทุกประการ ทั้งที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่และการกระทำส่วนตัว อย่างไรก็ดี ความละเมิดมิได้ของตัวบุคคลมิใช่จะไม่มีขอบเขตจำกัดเสียเลย ในกรณีที่ทูตได้กระทำการอันก่อให้เกิดอันตรายต่อรัฐผู้รับ หรือการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐผู้รับ รัฐผู้รับก็อาจปฏิบัติการบางอย่างต่อตัวแทนทางทูตได้โดยขอให้รัฐผู้ส่งเรียกทูตกลับ หากมีการละเมิดตัวเจ้าหน้าที่ทางการทูตโดยไม่มีเหตุผลสมควร รัฐผู้รับอาจต้องมีความรับผิดชอบระหว่างประเทศ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของการขอขมาอย่างเป็นทางการ การแก้ไขสิ่งที่บกพร่องให้กลับดีอย่างเดิม การชดใช้ค่าเสียหาย หรือการลงโทษที่ละเมิดต่อทูต เป็นต้น ถาม: ในกรณีที่ตัวแทนทางทูตผู้มีสิทธิได้รับความคุ้มกันจากอำนาจศาลกระทำความผิดทางอาญา รัฐผู้รับมีสิทธิอย่างไรบ้าง ?
ตอบ: รัฐบาลของรัฐผู้รับสามารถขอให้ตัวแทนทูตคนนั้นออกนอกประเทศได้ โดยอ้างหลัก persona non grata (บุคคลไม่พึงปรารถนา) หรือขอให้รัฐผู้ส่งสละความคุ้มกันของตัวแทนทางทูต เพื่อให้ขึ้นศาลของรัฐ ได้ต่อไป
ถาม: ตัวแทนทางการทูตมีอำนาจที่จะสละความคุ้มกันหรือไม่ ?
ตอบ: เอกสิทธิและความคุ้มกันที่รัฐผู้รับให้กับตัวแทนทางทูตของรัฐผู้ส่งเป็นเรื่องทางการ มิใช่เรื่องส่วนตัว ดังนั้น การสละความคุ้มกันจึงเป็นเรื่องรัฐต่อรัฐ มิใช่สิ่งที่ตัวแทนทางทูตจะสละเอง จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลของตนก่อน ซึ่งขั้นตอนในการขออนุญาตขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ภายในที่แต่ละประเทศกำหนด (ซึ่งในกรณีของไทยต้องผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี) และการสละนี้ต้องกระทำโดยชัดแจ้ง โดยรัฐบาลของรัฐผู้ส่ง ซึ่งอาจทำเป็นหนังสือแจ้งไปยังรัฐผู้รับ หรือการอนุญาตให้ตัวแทนทางทูตไปปรากฏตัวต่อศาล
สำหรับกรณีที่ตัวแทนทางทูตประสงค์จะเป็นโจทย์ฟ้อง ก็ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลของตนก่อนเช่นกัน เพราะการริเริ่มฟ้องร้องถือเป็นสละความคุ้มกัน และเป็นการสละความคุ้มกันโดยปริยายหากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องกลับ ในกรณีเช่นนี้ ตัวแทนทางทูตดังกล่าวจะอ้างความคุ้มกันอีกไม่ได้ 2) การให้ความคุ้มครองคนไทยที่ถูกจับกุม คุมขัง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองในต่างประเทศ ถาม: กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองคนชาติไทยในกรณีที่ถูกจับกุมคุมขังโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในต่างประเทศ คืออะไร และมีหลักการอย่างไร ?
ตอบ: ข้อ 5 แห่งพระราชบัญญัติเอกสิทธิและความคุ้มกันทางกงสุล พ.ศ. 2541 ซึ่งมีถ้อยคำเหมือนกับข้อ 5 ของอนุสัญญากรุงเวียนนา (โดยประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี และมีพระราชบัญญัติอนุวัติการแล้ว) ทุกประการ ได้กำหนดหน้าที่ทางกงสุลในส่วนที่เกี่ยวกับการคุ้มครองคนชาติให้มีหน้าที่ช่วยเหลือและคุ้มครองผลประโยชน์ของคนชาติผู้ส่ง ทั้งบุคคลธรรมและ และองค์กรที่จัดตั้งขึ้นในรัฐผู้รับ โดยผู้แทนทางการทูตก็มีหน้าที่ทางการกงสุล เช่นเดียวกัน ถาม: เจ้าหน้าที่ของประเทศผู้ทำการจับกุมคนชาติของรัฐอื่นมีหน้าที่ที่จะแจ้งให้สถานทูต หรือสถานกงสุลของคนชาติที่ถูกจับกุมทราบเรื่องการจับกุม หรือไม่ ?
ตอบ: ตามข้อ 36 (1) ของอนุสัญญาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางกงสุล ในกรณีที่คนชาติของรัฐผู้ส่งถูกจับกุมหรือถูกขังไว้ในเรือนจำ หรือถูกควบคุมตัวระหว่างการดำเนินคดี หรือถูกกักขังในลักษณะอื่นภายในเขตกงสุลเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้รับมีหน้าที่แจ้งให้สถานที่ทำงานทางกงสุลของรัฐผู้ส่งทราบโดยไม่ชักช้า หากคนชาติของรัฐผู้ส่งนั้นขอร้อง
ถาม: คนต่างชาติถูกจับกุม ถูกขังหรือถูกควบคุมตัวขณะอยู่ต่างประเทศมีสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไรบ้าง ?
ตอบ: ตามข้อ 36 (1) ของอนุสัญญากรุงเวียนนา เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้รับจะต้องแจ้งให้ผู้ถูกจับกุมคุมขัง หรือควบคุมตัวทราบถึงสิทธิในการแจ้งให้สถานทูต สถานกงสุลทราบ
นอกเหนือจากนี้ ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีดังที่ปรากฎในคำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดี La Grand (เยอรมนีกับสหรัฐอเมริกา) ศาลได้วินิจฉัยว่า การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหรัฐอเมริกาไม่ได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบถึงสิทธิของตนในการที่จะแจ้งให้พนักงานกงสุลทราบถึงสิทธิของตนในการที่จะแจ้งให้เจ้าพนักงานกงสุลทราบถึงการถูกจับกุมตามข้อ 36 (1) ของอนุสัญญากรุงเวียนนา เป็นผลให้เจ้าพนักงานกงสุลและผู้ต้องหาไม่มีโอกาสได้ติดต่อสื่อสาร รวมทั้งการเข้าเยี่ยมและการสนทนาและจัดให้มีผู้แทนทางกฎหมาย ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของเจ้าพนักงานกงสุล ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเห็นว่าสหรัฐ ฯ ได้ละเมิดพันธกรณีทั้งต่อเยอรมนีในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญา ฯ และยังได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วย เป็นผลให้รัฐเจ้าของสัญชาติผู้ต้องหาสามารถใช้สิทธิดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเพื่อเรียกค่าเสียหายได้ 3) อำนาจการปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานสอบสวนของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต หรือ สถานกงสุลใหญ่ ถาม: ตามกฎหมายไทยเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต หรือ สถานกงสุลใหญ่สามารถทำการสอบสวนคดีอาญาหรือไม่ ?
ตอบ: เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต หรือ สถานกงสุลใหญ่ไม่มีอำนาจหน้าที่สอบสวนคดีอาญาแต่อย่างใด ไม่ว่าความผิดอาญานั้นจะกระทำภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร
สำหรับความผิดที่กระทำในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 1(6) , (17) และมาตรา 18 เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ และข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป เป็นพนักงานสอบสวนมีอำนาจหน้าที่ทำการสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของตน สำหรับความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยและได้กระทำภายนอกราชอาณาจักร ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 กำหนดให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ โดยสามารถมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานสอบสวนคนใดก็ได้ ถาม: ในกรณีที่เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ่ได้ทำการสอบปากคำ บันทึกและจัดทำหนังสือกล่าวโทษ เช่นในกรณีแรงงานไทยซึ่งถูกหลอกลวงไปต่างประเทศ บันทึกดังกล่าวจะสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดได้หรือไม่ ?
ตอบ: ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย บุคคลที่กฎหมายกำหนดให้เป็นพนักงานสอบสวนเท่านั้นจึงจะมีอำนาจหน้าที่สอบสวนคดีอาญา การทำการบันทึกการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต หรือ สถานกงสุลใหญ่จึงไม่อยู่ในกระบวนการสอบสวนตามกฎหมายไทย บันทึกดังกล่าวไม่สามารถจะใช้เป็นเอกสารในการฟ้องร้องดำเนินคดีได้ แต่พนักงานสอบสวนใช้บันทึกดังกล่าวเป็นหลักฐานรวบรวมประกอบสำนวนการสอบสวนได้
|
| Copyright © 2004 Department of Treaties and Legal Affairs, All Right Reserved. |