ค้นหา search





แผนที่
สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน
Islamic Republic of Pakistan


[ Print ]
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ ทิศเหนือติดกับจีน ทิศตะวันตกติดกับอัฟกานิสถานและอิหร่าน ทิศตะวันออกติดกับอินเดีย และทิศใต้ติดกับทะเลอาหรับ

พื้นที่ 796,096 ตารางกิโลเมตร

ชายแดน 7,266 กิโลเมตร (ชายแดนอัฟกานิสถาน 2,430 กิโลเมตร จีน 580 กิโลเมตร อินเดีย 2,240 กิโลเมตร อิหร่าน 909 กิโลเมตร)

ชายฝั่ง 1,046 กิโลเมตร

ลักษณะภูมิประเทศ พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำทางภาคตะวันออก ภูเขาทางภาคเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือ และที่ราบสูงบาลูจิสถานทางตะวันตก และทะเลทรายทางตอนใต้

ระดับความสูง ส่วนที่ต่ำที่สุด คือ มหาสมุทรอาหรับ ส่วนที่สูงที่สุด คือ K2 (Mt.Godwin Austin) ความสูง 8,611 เมตร

เมืองหลวง กรุงอิสลามาบัด (Islamabad)

เมืองสำคัญ การาจี (Karachi) เป็นเมืองท่าและศูนย์กลางเศรษฐกิจ ทางใต้ของประเทศ ละฮอร์ (Lahore) เป็นเมืองศูนย์กลางของธุรกิจอุตสาหกรรมทางเหนือของประเทศ

ภูมิอากาศ บริเวณส่วนใหญ่ของประเทศอากาศร้อนและแห้งแล้งแบบทะเลทราย ยกเว้นภาคตะวันตกเฉียงเหนือที่อากาศอบอุ่น และภาคเหนือมีอากาศเย็น

ประชากร ประมาณ 162 ล้านคน (ปี 2552)

เชื้อชาติ ปัญจาบ ร้อยละ 59 ปาทาน ร้อยละ 14 ซินด์ ร้อยละ 12 มูฮาเจียร์/อูรดู (Muhajir - ชาวมุสลิมที่อพยพมาจากอินเดีย) ร้อยละ 8 บาลูชี ร้อยละ 4 และอื่นๆ ร้อยละ 3

ภาษา ภาษาอูรดูเป็นภาษาประจำชาติ ภาษาอูรดูและภาษาอังกฤษใช้ในราชการและแวดวงธุรกิจ และมีภาษาท้องถิ่น คือ ปัญจาบี ซินดิ ปาทาน และบาลูชี

ศาสนา อิสลาม ร้อยละ 96.6 (ในจำนวนนี้ ร้อยละ 77 เป็นนิกายสุหนี่ และร้อยละ 20 เป็นนิกายชีอะห์) ฮินดู ร้อยละ 1.6 คริสต์ ร้อยละ 1.59 ซิกห์ และอื่นๆ รวมร้อยละ 4.7

วันสำคัญ วันที่ 23 มีนาคม (National Day of Pakistan) วันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1947 เป็นวันที่ปากีสถานได้รับเอกราชจากอังกฤษ (Independence)

การศึกษา อัตราการรู้หนังสือของประชากรอายุตั้งแต่ 15 ปี ที่อ่านออกเขียนได้เฉลี่ยร้อยละ 53

หน่วยเงินตรา รูปีปากีสถาน (Pakistani Rupee) อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 79.9 รูปี (ปี 2552)

ระบอบการเมือง ประชาธิปไตย (Parliamentary Democracy)

ระบบการปกครอง สาธารณรัฐ (Republic) แบ่งเป็น 4 รัฐ (รัฐปัญจาป รัฐซินด์ รัฐบาโลจิสถาน และรัฐชายแดนตะวันตก - NWFT) 1 เขตอาณาเมืองหลวง (Islamabad Capital Territory-ICT) และ 1 เขตชนเผ่า (Federally Administered Tribal Areas-FATAs) รวมทั้งเขตดินแดนพิพาทจัมมู-แคชเมียร์และเขตดินแดนภาคเหนือ (Disputed Jammu & Kashmir Region-Azad Kashmir & Northern Areas)

ประมุขของรัฐ นายอาซีฟ อาลี ซาร์ดารี (Asif Ali Zardari) ประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551

หัวหน้าฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรี นายไซยิด ยูซัฟ ราซา กิลลานี (Syed Yousaf Raza Gillani) ดำรงตำแหน่งวันที่ 25 มีนาคม 2551

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มัคฮ์ดูม ชาฮ์ มาฮ์มูด คูเรชิ (Makhdoom Shah Mahmood Qureshi) ดำรงตำแหน่งวันที่ 31 มีนาคม 2551

การเมืองการปกครอง
การเมือง
ปากีสถานเป็นประเทศที่บริหารประเทศแบบสาธารณรัฐในระบอบประชาธิปไตยโดยมีรัฐสภา (Parliamentary Democracy) เป็นฝ่ายบริหาร มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ การกระจายอำนาจการปกครองเป็นในลักษณะสหพันธรัฐ (Federal System) แบ่งออกเป็นรัฐต่างๆ 4 รัฐ (Province) ได้แก่ ซินด์ (Sindh) ปัญจาบ (Punjab) บาโลจีสถาน (Balochistan) รัฐหน้าด่านตะวันตกเฉียงเหนือ (North West Frontier Province) นอกจากนั้นปากีสถานมี 1 เขตชนเผ่า (Federally Administered Tribal Areas-FATAs) ซึ่งปกครองตนเองแต่อยู่ภายใต้อาณัติของรัฐบาลกลาง ส่วนเขตดินแดนพิพาทจัมมู-แคชเมียร์ (Disputed Jammu & Kashmir) ซึ่งปากีสถานและอินเดียต่างอ้างสิทธิในการปกครองนั้น ในทางปฏิบัติได้แบ่งเขตปกครองเป็น 2 ส่วน คั่นกลางด้วยเส้นควบคุม (Line of Control) และแต่ละประเทศปกครองในเขตของตน

ปากีสถานมีรัฐบาลกลาง (Federal Government) ณ กรุงอิสลามาบัด และรัฐบาลระดับรัฐ (Provincial Government) ณ เมืองหลวงของแต่ละรัฐ การปกครองแบ่งเป็นระดับประเทศและระดับรัฐ จึงทำให้แต่ละรัฐมีระบบการบริหารภายในของตนเอง

การปกครอง
1. การบริหารรัฐบาลกลาง
ฝ่ายนิติบัญญัติ
ประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ 1) วุฒิสภา (Senate) ประกอบด้วยสมาชิก 100 คน มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมผ่านสภาระดับรัฐ (Provincial Assembly) ดำรงตำแหน่งวาระ 4 ปี และ 2) สภาผู้แทนราษฎร (National Assembly) มีสมาชิก 342 คน สมาชิก 272 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ดำรงตำแหน่งวาระ 4 ปี ส่วนสมาชิกอีก 60 คนเป็นตัวแทนของสตรี และ 10 คนเป็นตัวแทนของชนกลุ่มน้อย (Non-Muslims)

ฝ่ายบริหาร
ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐและได้รับเลือกตั้งจากประชาชน มีหน้าที่ดูแลการบริหารงานของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล ประธานาธิบดี อาซีฟ อาลี ซาร์ดารี ได้รับการเลือกตั้งเเละทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำเเหน่งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551

นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำบริหารประเทศ ตามรัฐธรรมนูญของปากีสถาน นายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบริหารงานรัฐบาลกลางร่วมกับคณะรัฐมนตรี (Federal Cabinet) เพื่อดูแลนโยบายในระดับประเทศ ทั้งด้านการเมือง
เศรษฐกิจ และการต่างประเทศ โดยต้องประสานและรายงานประธานาธิบดี

ฝ่ายตุลาการ
ปากีสถานมีศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุด ประธานศาลฎีกา (Chief Justice of Pakistan) ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ส่วนคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาคนอื่นๆ ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี โดยการหารือกับประธานศาลฎีกา และมีศาลสูง (High Courts) ประจำทั้ง 4 รัฐ โดยมีหัวหน้าผู้พิพากษา (Chief Justice) และคณะผู้พิพากษา (Judges) ที่มาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดีโดยหารือกับประธานศาลฎีกา

นอกจากนี้ ปากีสถานมีศาลที่เรียกว่า Federal Shariat Court ซึ่งมีสมาชิก 8 คน ประกอบด้วย 1) หัวหน้าผู้พิพากษาที่ประธานาธิบดีแต่งตั้ง 2) บุคลากรที่มีคุณสมบัติเพียงพอจะเป็นผู้พิพากษาศาลสูง 4 คน และ 3) Ulema (ผู้ศึกษากฎหมายอิสลาม) 3 คน เป็นศาลที่คอยกำกับข้อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมต่างๆ ให้ไม่ขัดต่อกฎหมายอิสลาม รวมทั้งชี้ขาดกรณีเกิดความขัดแย้งระหว่างกฎหมายต่าง ๆ กับกฎหมายอิสลาม

2. การบริหารระดับรัฐ
โครงสร้างของฝ่ายบริหารในแต่ละรัฐประกอบด้วยผู้ว่าการรัฐ (Govonor) ซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิบดีให้บริหารระดับรัฐ (Provincial Government) ทั้งนี้ ผู้ว่าการรัฐจะบริหารโดยคัดเลือกคณะบริหาร (Council of Ministers) ซึ่งประกอบด้วยมุขมนตรี (Chief Minister) เป็นหัวหน้าคณะ และมีคณะรัฐมนตรีประจำรัฐ (Provincial Cabinet/ Provincial Minister) ช่วยกำกับงานด้านต่างๆ ภายในรัฐ อีกทั้งมีรัฐสภาระดับรัฐ (Provincial Assembly) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ร่วมกำกับการทำงานของคณะผู้บริหาร

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
อาณาเขตของประเทศปากีสถานในปัจจุบันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอินเดียโบราณ/ชมพูทวีป ซึ่งเคยถูกปกครองโดยชาวอารยัน เปอร์เซีย มาเซโดเนีย กลุ่มชนจากเอเชียกลาง อาณาจักรออตโตมัน ชาวอาหรับ และจักรวรรดิ์โมกุลตามลำดับ จนถึงช่วงคริสตศตวรรษที่ 17 จักรวรรดิ์อังกฤษได้ขยายอิทธิพลมายังอินเดียและดินแดนต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียใต้แทนที่จักรวรรดิ์โมกุลที่เสื่อมอำนาจลง และต่อมาอังกฤษสามารถปกครองอนุทวีปเอเชียใต้นี้ได้โดยสมบูรณ์

ในยุคอาณานิคมนั้น ดินแดนปากีสถานในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย และชาวมุสลิมในอินเดียได้ดำเนินการเผยแพร่ความคิดที่จะสถาปนาดินแดนอิสระของชาวมุสลิม (separate Muslim state) ขึ้นในอินเดีย ระหว่างปี 2480-2482 (ค.ศ. 1937-1939) กลุ่มชาวมุสลิมรวมตัวกันภายใต้ชื่อ All-India Muslim League และผลักดันข้อเสนอดังกล่าว จนฝ่ายปกครองเห็นชอบกับข้อมติที่เรียกกันว่า Pakistan Resolution เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2483 (ค.ศ. 1940) จึงเกิดดินแดนที่มีชาวมุสลิมเป็นชนส่วนใหญ่ขึ้นในอนุทวีปเอเชียใต้ ในนามดินแดนปากีสถาน

ต่อมาอินเดียได้เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ จนประสบความสำเร็จในวันที่ 14 สิงหาคม 2490 (ค.ศ. 1947) และทำให้ปากีสถานมีสถานะเป็นประเทศอีกประเทศหนึ่งแยกจากอินเดีย โดยแบ่งดินแดนปากีสถานในขณะนั้นเป็น 2 ส่วน คือ ปากีสถานตะวันตกและปากีสถานตะวันออก โดยมี Quaid-i-Azam Muhammad Ali Jinnah เป็นผู้นำประเทศคนแรกในตำแหน่ง Governor General (ขณะนั้นยังไม่มีตำแหน่งประธานาธิบดี) และเป็นบุคคลที่ชาวปากีสถานยกย่องเป็นบิดาของประเทศ (Father of the Nation) ซึ่งต่อมาในปี 2514 (ค.ศ. 1971) ปากีสถานตะวันออกได้แยกตัวเป็นประเทศบังกลาเทศในปัจจุบัน

นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ปากีสถานอยู่ภายใต้การปกครองของอดีตประธานาธิบดี พลเอก เปอร์เวซ มูชาร์ราฟ (Pervez Musharraf) โดยการปฏิวัติ ตั้งแต่ปี 2542 อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีมูชาร์ราฟ ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2551 เนื่องจากถูกโจมตีเรื่องการได้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม และบริหารประเทศโดยควบตำแหน่งผู้นำทางการทหารและเป็นผู้นำที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แม้ว่าประธานาธิบดีมูชาร์ราฟจะเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองมีบทบาททางการเมืองผ่านการเลือกตั้งและรัฐสภา แต่ประธานาธิบดี มูชาร์ราฟยังคงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุด กอปรกับที่ผ่านมา ประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และชาติตะวันตกจะมองข้ามปัญหาการเมืองภายในปากีสถาน เนื่องจากได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีมูชาร์ราฟที่ให้ความร่วมมือในการปราบปรามและต่อต้านการก่อการร้ายโดยเฉพาะกับกลุ่มตาลีบันในดินแดนอัฟกานิสถาน

ภายหลัง พลเอก มูชาร์ราฟ ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว รัฐบาลผสมภายใต้การนำของพรรค Pakistan’s People Party (PPP) ได้เสนอชื่อนาย อาซีฟ อาลี ซัดดารี (Asif Ali Zadari) สามีของ นางเบนาซีร์ บุตโต อดีตนายรัฐมนตรีปากีสถาน (ระหว่างปี 2531-2533 และ 2536-2539) ซึ่งต่อมา นางบุตโตถูกลอบสังหารด้วยระเบิดฆ่าตัวตาย เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2550 ทั้งนี้ นายซัดดารี ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นและได้ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551

นับตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นายซัดดารีดำเนินนโยบายไม่แก้แค้นคู่แข่งทางการเมืองเช่นในอดีต แต่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาอาหาร สินค้าและพลังงานมีราคาแพง ในส่วนของพรรคการเมืองสำคัญอื่น ๆ ของปากีสถาน บุคคลที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองอีกคนหนึ่ง คือ อดีตนายกรัฐมนตรี นาวาซ ชารีฟ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านปากีสถานและประธานพรรค Pakistan Muslim League-Nawaz (PML-N) และเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลใหญ่เป็นอันดับ 2 ของรัฐบาลผสมภายใต้การนำของพรรค PPP ต่อมา นายชารีฟ ได้ประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล เมื่อ 12 พค 2551 ขณะที่รัฐบาลปากีสถานชุดปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดีซัดดารี มีท่าทีที่ประนีประนอมกับอดีตประธานาธิบดี มูชาร์ราฟ และฝ่ายกองทัพ

สถานการณ์การเมืองภายในปากีสถานมีความวุ่นวายมากขึ้น โดยเมื่อ 25 กพ 2552 ศาลฎีกาปากีสถานตัดสินให้ตัดสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของนายนาวาซ ชารีฟ และให้พ้นหน้าที่ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน เนื่องจากในปี 2542 นายชารีฟเคยถูกตัดสินว่ากระทำความผิด (ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) ในการสั่งการไม่ให้เครื่องบินซึ่งมี พลเอก มูชาร์ราฟ (ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก) เดินทางมาด้วย บินกลับเข้าประเทศปากีสถาน ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว นายชารีฟ
จึงถูกยึดอำนาจโดยการก่อรัฐประหารของ พลเอก มูชาร์ราฟ คำสั่งศาลฎีกาในการตัดสิทธิทางการเมืองของนายชารีฟดังกล่าวได้นำไปสู่การชุมนุมประท้วงทั้งในกรุงอิสลามาบัดและแคว้นปัญจาบซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของนายชารีฟและพรรค PML-N ทั้งนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่า รัฐบาลประธานาธิบดี ซัดดารีอาจอยู่เบื้องหลังคำสั่งศาลดังกล่าว เนื่องจากนายชารีฟเป็นคู่แข่งทางการเมืองสำคัญของฝ่ายรัฐบาลขณะที่กลุ่มการเมืองต่างๆ เกรงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจสร้างความวุ่นวายทางการเมืองและจะไม่เป็นผลดีต่อการสร้างความปรองดองภายในชาติ กอปรกับขณะนี้ปากีสถานอยู่ในช่วงการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงภายในประเทศและเพื่อต่อสู้กับปัญหากลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรงซึ่งเป็นปัญหาภายในสำคัญของประเทศ
อย่างไรก็ดี เมื่อ 16 มีค 2552 รัฐบาลปากีสถานได้แสดงความประนีประนอมและเพื่อลดกระแสกดดันทางการเมือง โดยยอมให้พรรค PML-N ของนายชารีฟบริหารรัฐปัญจาบต่อไป พร้อมทั้งคืนตำแหน่งประธาน ศาลสูงสุดให้นาย Iftikhar Muhammad Chaudhry (ถูกปลดจากตำแหน่งในสมัยอดีต ปธน มูชาร์ราฟ) โดยหลายฝ่ายเชื่อว่า ท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลปากีสถานเกิดจากแรงกดดันของกองทัพปากีสถานและสหรัฐฯ กอปรกับภายในรัฐบาลปากีสถานก็มีความขัดแย้งระหว่าง ปธน ซัดดารี กับ นรม ยูซาฟ ราซา กิลลานี และกลุ่มเครือญาติของอดีต นรม เบนาซีร์ บุตโต เนื่องจากต่างเห็นว่า ท่าทีของ ปธน ซัดดารี ที่ผ่านมา รอมชอมกับอดีต ปธน มูชาร์ราฟ ซึ่งเกรงกันว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวจะส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรค PPP ตกต่ำ

นโยบายทางด้านการต่างประเทศ
ในภาพรวม ปากีสถานให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างแข็งขันในสงครามโค่นล้มรัฐบาลตาลีบันในอัฟกานิสถาน เมื่อปี 2544 ตลอดจนเข้าร่วมปราบปรามการก่อการร้ายอันเป็นผลพวงจากสงครามดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่าปากีสถานประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมสถานะของตนในสายตาชาติตะวันตก ทำให้สินค้าออกของปากีสถานได้สิทธิพิเศษและโควต้าในตลาดของประเทศตะวันตกหรือได้รับอนุญาตให้กลับเข้าร่วมกลุ่มประเทศเครือจักรภพ (Commonwealth) ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับต่อสถานะของปากีสถานทั้งสิ้น แต่ประเด็นนี้ก็ทำให้กลุ่มการเมืองและกลุ่มต่อต้านต่างๆ ใช้โจมตีรัฐบาล เพราะเห็นว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายที่เข้าข้างสหรัฐฯ และชาติตะวันตกมากเกินไป ซึ่งความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับตะวันตกดังกล่าวได้นำไปสู่การต่อต้านจากกลุ่มต่างๆ ภายในประเทศ กอปรกับปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียใต้ จึงเป็นเหตุผลให้รัฐบาลปากีสถานต้องหันความสนใจมาสู่มิตรประเทศในเอเชียอื่นๆ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการเมือง เศรษฐกิจ และลดภาพความใกล้ชิดกับตะวันตกด้วย

ในกรอบพหุภาคี ปากีสถานเป็นประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non Aligned Movement-NAM) สมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ (South Asian Association for Regional Cooperation -SAARC) องค์การการประชุมอิสลาม (Organization of Islamic Conferences -OIC) องค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Economic Cooperation Organization -ECO) และการประชุมว่าด้วยการแสวงหามาตรการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในเอเชีย (Conference on Interaction and Confidence Building Measures in Asia -CICA) นอกจากนั้น ปากีสถานยังเป็นประเทศคู่เจรจาเฉพาะด้าน (Sectoral Dialogue Partner) ของอาเซียน ตั้งแต่ปี 2540 และได้เข้าร่วมในการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ASEAN Regional Forum - ARF) ตั้งแต่ปี 2547 สำหรับความร่วมมือในกรอบพหุภาคีอื่นๆ ได้แก่ ความร่วมมือ
เอเชีย (Asia Cooperation Dialogue - ACD) ซึ่งปากีสถานรับผิดชอบในการจัดตั้ง Asian Institute of Standards และได้เป็นเจ้าภาพการประชุม ACD ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 5-6 เมษายน 2548

สถานะความสัมพันธ์ระหว่างปากีสถานกับประเทศสำคัญ อาทิ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของปากีสถานในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย นับตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดี พลเอก เปอร์เวซ มูชาร์ราฟ จนถึงรัฐบาลปากีสถานชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของประธานาธิบดี อาซีฟ อาลี ซัดดารี ซึ่งได้ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างแข็งขัน นับตั้งแต่ภายหลังเหตุการณ์ 9/11 ในการต่อต้านและปราบปรามการก่อการร้ายในสงครามโค่นล้มรัฐบาลตาลีบันในอัฟกานิสถาน ตั้งแต่ปี 2545 ตลอดจนการเข้าร่วมปราบปรามการก่อการร้ายอันเป็นผลพวงจากสงครามดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ปากีสถานก็ต้องพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ในด้านการทหาร ปากีสถานมีความสำคัญกับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรที่ช่วยรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านที่ติดกับอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มติดอาวุธตาลีบัน นอกจากนี้ การที่ปากีสถานมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นถึงความพยายามของปากีสถานในการถ่วงดุลความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มใกล้ชิดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการเมืองและความร่วมมือนิวเคลียร์ อย่างไรก็ดี การที่สหรัฐฯ ใช้ดินแดนของปากีสถานเป็นฐานที่มั่นในการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ต้องสงสัยว่าเป็นที่ฐานกลุ่มตาลีบันตามแนวชายแดนปากีสถานและอัฟกานิสถานอย่างต่อเนื่อง จนมีรายงานข่าวการเสียชีวิตของพลเรือน ส่งผลให้รัฐบาลปากีสถานแสดงความไม่พอใจโดยได้เชิญเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำปากีสถานเข้าพบในช่วงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาล กอปรกับปากีสถานอาจแสดงความไม่พอใจสหรัฐฯ ที่ในช่วงต้นไม่แสดงท่าทีจะให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ปากีสถานโดยตรง จนทำให้ปากีสถานต้องติดต่อขอกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetarty Fund - IMF) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ได้ประกาศให้ความช่วยเหลือแก่ปากีสถานราว 1 พันล้านอลลาร์ในช่วงการประชุมประเทศผู้บริจาคแก่ปากีสถาน (Pakistan Donors' Conference) ที่โตเกียว เมื่อ 17 เมษายน 2552

ขณะที่ปากีสถานกับจีนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิมสนมมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างมีประเด็นความขัดแย้งกับอินเดีย ทั้งนี้ ประธานาธิบดี ซัดดารี ผู้นำปากีสถานได้ตัดสินใจเยือนจีนเป็นประเทศแรกภายหลังการเข้ารับหน้าที่ (เมื่อเดือนกันยายน 2551) โดยผู้นำปากีสถานได้เยือนจีนระหว่าง 14-17 ตุลาคม 2551 โดยในระหว่างการเยือน จีนได้ให้สัญญาจะให้ความช่วยเหลือแก่ปากีสถานในด้านต่างๆ ที่สำคัญคือ ความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ ซึ่งได้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างจีนกับปากีสถาน ทั้งนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่า การที่จีนต้องการมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับปากีสถานเพื่อถ่วงดุลกับอินเดียที่กำลังกระชับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ เช่นกัน
ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างปากีสถานกับอินเดีย ที่ผ่านมา ประเด็นความขัดแย้งสำคัญระหว่างปากีสถานกับอินเดียคือ การแย่งชิงอธิปไตยเหนือดินแดนแคชเมียร์ภายหลังจากการแบ่งแยกประเทศ เมื่อได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อปี 2490 และได้กลายเป็นบ่อเกิดของการแข่งขันการสะสมอาวุธ การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศเคยมีสงครามใหญ่ 3 ครั้ง ขณะเดียวกัน อินเดียกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการก่อการร้ายโดยฝ่ายอินเดียเชื่อว่า ปากีสถานมีส่วนให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง อาทิ การเกิดเหตุระเบิดเป็นระยะในแคว้นแคชเมียร์ เมืองมุมไบ และขยายถึงกรุงนิวเดลี โดยเฉพาะจากเหตุการณ์การยึดรัฐสภาอินเดีย เมื่อธันวาคม 2544 และล่าสุดคือ เหตุการณ์ก่อวินาศกรรมที่เมืองมุมไบ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน ทั้งนี้ กลุ่มก่อการร้ายพร้อมอาวุธครบมือได้เข้ายึดโรงแรมระดับ 5 ดาวที่เก่าแก่ จำนวน 2 แห่ง ในเมืองมุมไบคือ โรงแรม Oberoi และโรงแรม Taj Mahal กลุ่มก่อการร้ายดังกล่าวพุ่งเป้าการโจมตีไปที่กลุ่มชาวต่างชาติ อาทิ ชาวสหรัฐฯ และอังกฤษ โดยจับเป็นตัวประกัน เนื่องจากเมืองมุมไบเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจที่สำคัญของอินเดีย (ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2549 ได้เคยเกิดเหตุวางระเบิดสถานีรถไฟเมืองมุมไบ ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 209 คน บาดเจ็บราว 700 คน) จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทางการอินเดียเรียกร้องให้ปากีสถานยุติการให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายดังกล่าว ขณะที่ผู้นำปากีสถานได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของอินเดียอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ อินเดียได้เรียกร้องให้ปากีสถานส่งผู้ต้องสงสัยไปให้อินเดียดำเนินคดีอีกด้วย อนึ่ง จากการที่หนึ่งในกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่อินเดียสามารถจับกุมได้เป็นชาวปากีสถาน จึงยากที่จะปฏิเสธว่า ทางการปากีสถานยังไม่สามารถควบคุมความเคลื่อนไหวของกลุ่มหัวรุนแรงภายในประเทศได้ ซึ่งเหตุดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับปากีสถานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ปากีสถาน ได้แสดงท่าทีในทางบวกโดยการให้ความร่วมมือกับสหประชาชาติ และรัฐบาลอินเดียในการประกาศว่าองค์กร Jammaat-Ud-Dawa เป็นองค์กรก่อการร้าย (ซึ่งเชื่อว่าสนับสนุนการก่อการร้ายที่เมืองมุมไบ) และปิดการดำเนินการของกลุ่มฯ อย่างไรก็ดี เมื่อ 2 มิถุนายน 2552 ศาลสูงปากีสถานได้ตัดสินปล่อยตัวนาย Hafeez Sayeed หัวหน้ากลุ่ม JUD ที่ถูกกักตัวไว้สอบปากคำตั้งแต่หลังการเกิดเหตุวินาศกรรมที่มุมไบ สร้างความไม่พอใจให้แก่ทางการอินเดีย โดยกระทรวงการต่างประเทศอินเดียได้มีแถลงการณ์แสดงความผิดหวังต่อการปล่อยตัวดังกล่าว ชี้ว่าอินเดียมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความจริงใจของปากีสถานในการดำเนินการเพื่อต่อต้านกลุ่มก่อการร้ายที่ใช้ดินแดนปากีสถานเป็นฐานปฏิบัติการ รวมถึงการดำเนินคดีต่อผู้ต้องสงสัยและผู้กระทำผิดของปากีสถานในกรณีการก่อการร้ายที่เมืองมุมไบด้วย


นโยบายของรัฐบาลปากีสถานในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย
นับตั้งแต่สหรัฐฯ ทำสงครามโค่นล้มรัฐบาลตาลีบันในอัฟกานิสถาน เมื่อปี 2544 รัฐบาลปากีสถานได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ในการทำสงครามกับตาลีบันและกลุ่มอัลไกด้าด้วย กอปรกับในปีเดียวกันได้เกิดเหตุการณ์ 9/11 ที่สหรัฐฯ จากนั้นเป็นต้นมา ปากีสถานจึงตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีของขบวนการก่อการร้ายทั้งจากภายในประเทศและจากชายแดนด้านที่ติดต่อกับอัฟกานิสถานในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งไม่พอใจท่าทีของรัฐบาลปากีสถานที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลปากีสถานจึงให้ความ สำคัญกับนโยบายปราบปรามการก่อการร้ายเป็นภารกิจสำคัญควบคู่ไปกับการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

กลุ่มก่อการร้ายหรือกลุ่มหัวรุนแรงในปากีสถานแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ก) กลุ่มตาลีบันเชื้อสายปากีสถานและอัฟกานิสถาน ซึ่งมีฐานที่มั่นในเขตหุบเขาตามแนวชายแดนระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน และ ข) กลุ่มหัวรุนแรงจากแคว้นปัญจาบของปากีสถานที่เคลื่อนไหวในแคชเมียร์และมีเป้าหมายที่อินเดียและแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียครอบครองที่ผ่านมา รัฐบาลปากีสถานได้ดำเนินยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหากลุ่มก่อการร้ายโดยเฉพาะตามแนวชายแดนปากีสถานกับอัฟกานิสถาน โดยใช้การเจรจากับกลุ่มตาลีบันและกลุ่มก่อการร้ายที่วางอาวุธในเขตชนเผ่า (Federally Administrated Tribal Areas - FATA) ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศและกลุ่มที่ยอมรับและเคารพกฎหมาย แต่รัฐบาลจะใช้กำลังเข้าปราบปรามกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงโดยร่วมมือด้านการทหารที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ทั้งนี้ รัฐบาลนายซัดดารี ยังคงดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายเช่นเดียวกับรัฐบาลของพลเอก มูชาร์ราฟ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า ท่าทีของรัฐบาลปากีสถานดังกล่าวได้นำไปสู่การก่อเหตุร้ายเพื่อตอบโต้และล้างแค้นรัฐบาลปากีสถาน โดยเฉพาะจากเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย เมื่อ 20 กย 2551 ที่โรงแรมแมริออต (Marriott) ใจกลางกรุงอิสลามาบัด ซึ่งส่งผลให้มีชาวปากีสถานและชาวต่างชาติราว 50 คน เสียชีวิต หลายฝ่ายประเมินว่า สถานการณ์ความมั่นคงในปากีสถานยังมีแนวโน้มจะยิ่งตกต่ำลงจากการขยายอิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ FATA และตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อ 16 กพ 2552

รัฐบาลปากีสถานยินยอมให้มีการใช้กฎหมายอิสลามในเขต Swat ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ (ห่างจากกรุงอิสลามาบัดเพียง 160 กิโลเมตร) เพื่อยุติการสู้รบ ซึ่งท่าทีดังกล่าวสร้างความกังวลให้นานาชาติว่า กลุ่มติดอาวุธในปากีสถานจะสามารถขยายอิทธิพลเหนือพื้นที่ต่างๆ ในปากีสถานและอาจเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลปากีสถานในการจัดการกับกลุ่มหัวรุนแรงติดอาวุธดังกล่าว

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 รัฐบาลปากีสถาน โดยนายกรัฐมนตรี Syed Yousaf Raza Gillan ได้ประกาศสงครามเพื่อปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายอย่างเต็มรูปแบบ ภายหลังการทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัฐบาลปากีสถานกับกลุ่ม Tehrik-e-Nifaz-e-Shariah-e-Mohammadi - TNSM ซึ่งนำโดย Maulana Sufi Mohammad
(เป็นบิดาของภริยาของ Maulana Fazalullah ผู้นำกลุ่มตาลีบันของปากีสถานคนสำคัญคนหนึ่ง) ซึ่งมีฐานปฏิบัติการในเขต SWAT โดยรัฐบาลยืนยันว่า จะยินยอมให้นำกฎหมายอิสลามมาบังคับใช้ในเขต Malakand Division ซึ่งประกอบด้วย SWAT, Dir Lower, Dir Upper, Chitral, Buner และ Shangla ในขณะที่ Maulana Sufi Mohammad ให้คำมั่นว่า จะช่วยเจรจากับกลุ่ม ตาลีบันต่างๆ ในเขตดังกล่าว ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มตาลีบันอื่นๆ ในเขต SWAT ที่ได้เปิดฉากสู้รบกับทหารรัฐบาลปากีสถานก่อนหน้านี้ ทำให้กลุ่มตาลีบันปากีสถาน (Pakistani Taliban) ประกาศเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 ว่า จะยกกำลังเข้าโจมตีและยึดกรุงอิสลามาบัด

นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2552 ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงปากีสถานได้เข้าโจมตีและกวาดล้างกลุ่มตาลีบันที่หลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ กลุ่มตาลีบันได้พยายามตอบโต้ฝ่ายรัฐบาลโดยอาศัยยุทธวิธีการจับประชาชนและเจ้าหน้าที่เป็นตัวประกัน ส่งผลให้มีผู้หนีภัยสงครามออกจากเขต FATA และ SWAT เพิ่มขึ้นอีกราว 500,000 คน (จากเดิมซึ่งมีผู้หนีภัยสงคราม ตั้งแต่กลางปี 2551 ราว 1 ล้านคน) ซึ่งหากสงครามยืดเยื้อต่อไป คาดว่าปัญหาผู้หนีภัยสงครามดังกล่าวจะเป็นภาระหนักของรัฐบาลปากีสถาน และจะนำไปสู่วิกฤตการณ์มนุษยธรรมได้ และผลจากการสู้รบระหว่างปากีสถานกับกองกำลังตาลีบันได้นำไปสู่เหตุระเบิดโรงเเรม Pearl Continental ใจกลางเมือง Peshawar เมืองหลวงของรัฐ North West Frontier Provinces (N.W.F.P) ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตราว 18 ราย และบาดเจ็บ 59 ราย ในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ของ UN เเสยชีวิตด้วย 2 ราย หลายฝ่ายเชื่อว่า เหตุลอบวางระเบิดดังกล่าวเป็นการตอบโต้จากกลุ่มตาลีบัน




การประชุม 3 ฝ่าย ระหว่างปากีสถาน อิหร่าน และอัฟกานิสถาน

เมื่อ 24 พค 2552 ประธานาธิบดี Asif Ali Zardari แห่งปากีสถาน และประธานาธิบดี Hamid Karzai แห่งอัฟกานิสถาน ได้เยือนอิหร่านเพื่อเข้าร่วมการประชุม 3 ฝ่าย ร่วมกับประธานาธิบดี Mahmoud Ahmadinejad แห่งอิหร่าน โดยผู้นำทั้งสามประเทศได้ออกแถลงการณ์ร่วม ซึ่งมีสาระสำคัญว่า ทั้งสามประเทศจะได้จัดตั้งกลไกความร่วมมือไตรภาคีทั้งในระดับรัฐบาลและเจ้าหน้าที่อาวุโสซึ่งจะมีการจัดประชุมหารืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือน การต่อต้านการค้ามนุษย์และอาวุธ ความร่วมมือด้านการพลังงาน เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสามประเทศเห็นพ้องกันว่า การก่อการร้ายและแนวความคิดหัวรุนแรงขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม

เศรษฐกิจการค้า
ข้อมูลเศรษฐกิจ 2551

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 171.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

รายได้เฉลี่ยต่อหัว 2,679 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี (ปี 2551)

อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6 (ปี 2551)

มูลค่าการค้าไทย-ปากีสถาน มูลค่า 736 ล้าน USD (ไทยส่งออก 644 ล้าน USD นำเข้า 91 ล้าน USD ได้ดุล 553 ล้าน USD)

สินค้าส่งออกของไทย รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

สินค้านำเข้าจากปากีสถาน สัตว์น้ำสด แช่เย็น แปรรูปและกึ่ง น้ำมันสำเร็จรูป ด้ายและเส้นใย ผ้าผืน พืชและผลิตภัณฑ์พืช

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 20 (ปี 2551)

งบประมาณประจำปี Revenue 25.6 พันล้านดอลลารสหรัฐ Expenditure 36.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2551)

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ 5.59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2552)

ทรัพยากรสำคัญ ทรัพยากรน้ำ กระแสไฟฟ้าพลังน้ำ แหล่งก๊าซธรรมชาติ แหล่งเพาะปลูกข้าวและฝ้ายดิบ

อุตสาหกรรมหลัก อุตสาหกรรมสิ่งทอ แปรรูปอาหาร กุ้ง ยารักษาโรค

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ฝ้ายดิบ ด้าย เครื่องนอน ข้าว เครื่องหนัง เคมีภัณฑ์

ตลาดส่งออกที่สำคัญ สหรัฐฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อัฟกานิสถาน สหราชอาณาจักร เยอรมนี อิตาลี

สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำมันปิโตรเลียม พลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า รถยนต์และอุปกรณ์ประกอบรถยนต์เครื่องจักร

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ ซาอุดีอาระเบีย จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต สหรัฐฯ ญี่ปุ่น

นโยบายด้านเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปากีสถานมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายเปิดประเทศ พร้อมกับรับความช่วยเหลือจากประเทศตะวันตก เนื่องจากให้ความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้าย และเป็นผลจากภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตขึ้นโดยเฉพาะการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค โทรคมนาคม และการก่อสร้างโครงการใหญ่ๆ ภาคบริการและภาคการเกษตร ปัจจุบันปากีสถานยังได้เริ่มดำเนินนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการกระตุ้นความสนใจต่อแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีทางพุทธศาสนาในปากีสถาน โดยเฉพาะที่เมืองตักศิลา ทั้งนี้ ปากีสถานหวังว่าการท่องเที่ยวจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกสาขาหนึ่งของประเทศ อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งยังต้องพัฒนาความพร้อมอีกมาก

ในปี 2550-2551 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของปากีสถานอยู่ที่ร้อยละ 6 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 7.2 และน้อยกว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงก่อนหน้านั้น (ร้อยละ 6.8) และตั้งแต่ปี 2550 มูลค่าการส่งออกสินค้าของปากีสถานเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากผลผลิตของภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรที่ลดลง (เป็นผลจากการขาดแคลนกระแสไฟฟ้า ราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่สูงขึ้น) ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าของปากีสถานสูงขึ้น เนื่องจากต้องนำเข้าน้ำมันและข้าวสาลีจำนวนมากในช่วงที่ภาวะราคาสินค้าทั้งสองในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ ปากีสถานยังต้องนำเข้าสินค้าประเภทน้ำมันเพื่อการบริโภค และเครื่องจักรเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยเหตุข้างต้น จึงส่งผลให้ปากีสถานขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น อาทิ ในปี 2549-2550 ปากีสถานส่งสินค้าออก 17,278.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นำเข้า 26,989.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า 9,711.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ในปี 2550-2551 ปากีสถานส่งสินค้าออก 20,122.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นำเข้า ๓๕,๔๑๗.๓๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า 15,294.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อนึ่ง ระหว่างปี 2550– 2551 ปากีสถานส่งออกสินค้าสิ่งทอไปตลาดต่างประเทศราว 10,354.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวร้อยละ 50 ของสินค้าที่ส่งออกทั้งหมด

การที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของปากีสถานมีตัวเลขลดลง มีเหตุผลหลายประการ อาทิ 1) ผลผลิตทางการเกษตรของภาคเกษตรกรรมปากีสถานลดลงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะฝ้ายซึ่งเป็นสินค้าเกษตรสำคัญและเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอของปากีสถาน 2) ผลผลิตและกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมหลักของปากีสถานลดลง เนื่องจากปัญหาการผลิตกระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอกับความต้องกาภายในประเทศ 3) การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพและขาดความต่อเนื่อง รวมทั้งความสนใจของรัฐบาลในการแก้ไขสภาพเศรษฐกิจที่ไม่จริงจังเนื่องจากสถานการณ์การเมืองภายใน และสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพ 4) ตัวเลขการส่งออกของปากีสถานที่มีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากผลผลิตทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่ลดลง และ 5) ตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติที่มีจำนวนลดลงอย่างมหาศาล โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นซึ่งลดลงจาก 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือเพียง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2551 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการเมือง การก่อการร้ายโดยกลุ่มติดอาวุธและกลุ่มหัวรุนแรงที่รุมเร้ารัฐบาลปากีสถานได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์และการลงทุนจากต่างประเทศในปากีสถาน แม้ว่ารัฐบาลปากีสถานจะได้พยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาภาวการณ์ขาดดุลทางการคลัง การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาพืชผลสินค้าเกษตรตกต่ำ ค่าเงินสกุลรูปีปากีสถานตกต่ำลง เมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินของประเทศและนักลงทุนระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น การลงทุนต่างประเทศและเงินตราสำรองระหว่างประเทศจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงราวเดือนละ 800-900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในที่สุด ปากีสถานต้องกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จำนวนทั้งสิ้น 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี

อย่างไรก็ดี ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 เม ย 2552 ญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Pakistan Donors Conference and the Friends of Democratic Pakistan Ministerial Meeting ที่กรุงโตเกียว (โดย ปธน Asif Ali Zardari แห่งปากีสถานเข้าร่วมการประชุมด้วย) ซึ่งจากผลการประชุมดังกล่าว ปากีสถานจะได้รับการสนับสนุนด้านการเงินราว 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการต่อสู้กับปัญหาการก่อการร้ายในปากีสถาน ทั้งนี้ ญี่ปุ่นโดย นรม Taro Aso เห็นว่า ปากีสถานเป็นด่านหน้าสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาการก่อการร้ายและว่า หากไม่มีความมั่นคงในปากีสถานก็จะไม่มีความมั่นคงในอัฟกานิสถานด้วยเช่นกัน



ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน
ด้านการทูต
ไทยกับปากีสถานได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2494 ปัจจุบันนายสุโข ภิรมย์นาม ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน (ตั้งแต่ต้นปี 2550) และขณะนี้ หัวหน้าคณะผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตปากีสถานประจำประเทศไทยเป็นระดับอุปทูต คือ นาย Ahmed Amjad Ali (พลโท Khateer Hasan Khan (Retd.) อดีตเอกอัครราชทูตปากีสถานฯเพิ่งพ้นหน้าที่จากประเทศไทย เมื่อ 16 มีค 2552) ขณะนี้รัฐบาลปากีสถานยังมิได้เสนอชื่อเอกอัครราชทูตปากีสถานประจำประเทศไทยคนใหม่

นอกจากนี้ ยังมีสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองการาจี ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลรัฐซินด์ (Sindh) และรัฐบาลูจิสถาน (Baluchistan) โดยมีนายจุมพล มนัสช่วง ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่

ด้านการเมือง
ไทยและปากีสถานเป็นพันธมิตรกันมายาวนาน เคยร่วมเป็นสมาชิกในองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Treaty Organization -SEATO) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2497 แม้ว่าในปัจจุบันการดำเนินงานในกรอบของ SEATO จะยุติลงแล้ว แต่มิติทางประวัติศาสตร์ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างไทยกับปากีสถาน โดยได้แลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือด้านความมั่นคงและข่าวกรอง โดยได้จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น รวมทั้งมีความใกล้ชิดของฝ่ายทหารและฝ่ายความมั่นคง

นอกจากนี้ ปากีสถานต้องการอาศัยความใกล้ชิดกับไทย เพื่อเป็นช่องทางไปสู่การเพิ่มบทบาทในเอเชีย และกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ตามนโยบาย Look East ของปากีสถาน ด้วยเหตุนี้ปากีสถานจึงให้ความร่วมมือกับไทยทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี เช่น แสดงความกระตือรือร้นในเวที ACD ที่ไทยริเริ่มขึ้น (โดยปากีสถานเป็นเจ้าภาพการประชุม ACD ครั้งที่ 4 ในเดือนเมษายน 2548 ณ กรุงอิสลามาบัด) ซึ่งสอดคล้องกับความประสงค์ของไทยที่ต้องการเสริมเวที ACD ให้แข็งแกร่งขึ้น

ด้านเศรษฐกิจ
ไทยกับปากีสถานมีกลไกความร่วมมือทวิภาคีด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ คณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจ (Joint Economic Commission - JEC) ซึ่งได้จัดประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง การประชุม JEC ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2545 ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความคืบหน้า เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจสาขาต่างๆ

ปัจจุบันไทยให้ความสำคัญกับปากีสถานในฐานะตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ ประกอบกับปากีสถานสนใจที่จะขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับไทย จากการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีปากีสถานในเดือนพฤษภาคม 2548 ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงที่จะจัดทำความตกลง FTA ขึ้น โดยได้จัดตั้งคณะศึกษาร่วม (Joint Study Group - JSG) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดทำ FTA ทั้งนี้ได้มีการประชุมคณะศึกษาร่วมฯ ไปแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและศึกษาเกี่ยวกับสภาวะและแนวโน้มทางเศรษฐกิจ ระบบภาษี และอัตราค่าธรรมเนียมการค้าในระดับพหุภาคีและทวิภาคี และแลกเปลี่ยนผลการวิเคราะห์ข้อมูลของการค้าทวิภาคีในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อคัดเลือกตัวสินค้าที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกันและส่งเสริมกันในการเปิดการค้าเสรีระหว่างกัน ได้แก่ สินค้าเกษตร สิ่งทอ เสื้อผ้า อาหาร ประมง เครื่องมือแพทย์ รถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ในอนาคตไทยอาจใช้ปากีสถานจะเป็นทางผ่านของสินค้าไปสู่อัฟกานิสถานและภูมิภาคเอเชียกลาง ซึ่งมีความต้องการสินค้าบริโภคจำนวนมาก ขณะเดียวกันเศรษฐกิจปากีสถานที่กำลังขยายตัวอย่างมากในด้านอุตสาหกรรมด้านการก่อสร้าง ระบบสาธารณูปโภค โทรคมนาคม ที่อยู่อาศัย ท่าเรือ สนามบิน ซึ่งเป็นผลจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นติดต่อกันหลายปี ก็จะเป็นตลาดที่สำคัญของไทยได้ในอนาคต

ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2548 บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออก เฉียงเหนือของปากีสถาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยได้ให้ความช่วยเหลือแก่ปากีสถาน ในรูปของเงินช่วยเหลือและสิ่งของบรรเทาทุกข์คิดเป็นมูลค่า 18 ล้านบาท ที่สำคัญยิ่ง คือ เมื่อวันที่ 4-5 มกราคม 2549 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารได้ เสด็จฯ ไปปากีสถานเพื่อทรงนำสิ่งของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปพระราชทานแก่ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวด้วยพระองค์เอง

นอกจากนี้ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยมอบเงิน 3 แสนดอลลาร์สหรัฐ (12 ล้านบาท) ให้แก่องค์กรสภาเสี้ยววงเดือนแดงปากีสถานเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 โดยสรุปแล้วไทยให้ความช่วยเหลือปากีสถานในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้รวม 48 ล้านบาท

ด้านสังคมและวัฒนธรรม
ไทยและปากีสถานต่างเป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกัน และมีความเกี่ยวพันระหว่างภาคประชาชนชุมชนคนไทยในปากีสถานมาช้านาน นอกจากกลุ่มคนที่สมรสกับชาวปากีสถานและไปประกอบอาชีพต่างๆ แล้ว ยังมีกลุ่มนักเรียนไทยประมาณ 250 คน ไปศึกษาศาสนาในปากีสถาน นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งสมาคมมิตรภาพไทย – ปากีสถานในประเทศทั้งสองด้วย ชาวปากีสถานนิยมเดินทางมาไทยมากกว่าชาวไทยไปปากีสถาน ทั้งนี้ เพราะชาวปากีสถานที่มีรายได้ดีจะนิยมเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ และไทยเป็นที่เป้าหมายหนึ่ง ซึ่งนอกจากมีสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว ยังมีสินค้าต่างๆ ให้เลือกซื้อมากมาย ส่วนไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับปากีสถานในฐานะแหล่งท่องเที่ยวมากนัก

อย่างไรก็ดี ปากีสถานมีแหล่งวัฒนธรรมและโบราณคดีทางพุทธศาสนาจำนวนมากในบริเวณตอนเหนือของประเทศ เช่น เมืองตักศิลา และปากีสถานประสงค์ให้ไทยช่วยเหลือและพัฒนาสถานที่ทางศาสนาเหล่านั้นเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งปากีสถานมีแผนที่จะเผยแพร่และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาในประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งไทยก็สนับสนุนเรื่องนี้ในรูปของความร่วมมือทางวิชาการและการถ่ายทอดประสบการณ์โดยผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของไทย เพราะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความร่วมมือระหว่างประเทศที่นับถือศาสนาพุทธและอิสลามในการอนุรักษ์โบราณสถานทางพุทธศาสนา

ความตกลงที่สำคัญกับรัฐบาลไทย
1. สนธิสัญญาทางไมตรีไทย-ปากีสถาน ณ กรุงเทพฯ ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2501
2. พิธีสารแก้ไขสนธิสัญญาทางไมตรีไทย-ปากีสถาน ณ กรุงกรุงเทพฯ ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2503
3. ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศไทย-ปากีสถาน ณ กรุงเทพฯ ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2512
4. อนุสัญญาว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน (ปี 2523)
5. ความตกลงทางการค้าไทย-ปากีสถาน ณ กรุงเทพฯ ลงวันที่ 16 มีนาคม 2527
6. ความตกลงทางวัฒนธรรมไทย-ปากีสถาน ณ กรุงอิสลามาบัด ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2534
7. ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-ปากีสถาน ณ กรุงเทพฯ ลงวันที่ 1 กันยายน 2540
8. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยเรื่องการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงไทย-ปากีสถาน ณ กรุงอิสลามาบัด ลงวันที่ 4 มีนาคม 2545
9. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ณ กรุงอิสลามาบัด ลงวันที่ 1 กรกฏาคม 2545
10. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่าง BOI ไทย-ปากีสถาน ณ กรุงเทพฯ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2545
11. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย-ปากีสถาน ณ กรุงเทพฯ ลงวันที่ 29 เมษายน 2547
12. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมเฉพาะเรื่องอื่นๆ ไทย-ปากีสถาน ณ กรุงเทพฯ ลงวันที่ 29 เมษายน 2547
13. พิธีสารว่าด้วยการปรึกษาและความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย-ปากีสถาน ณ กรุงเทพฯ ลงวันที่ 29 เมษายน 2547
14. พิธีสารว่าด้วยแผนปฏิบัติการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมไทย-ปากีสถาน (ปี 2548)
15. ความตกลงระหว่างรัฐบาลไทย-ปากีสถานว่าด้วยความร่วมมือในการโอนตัวผู้กระทำผิดและการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา ณ กรุงเทพฯ ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2550

ความตกลงกับภาคเอกชนไทย
ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับสหพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งปากีสถาน ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 (2000)

การเยือนของผู้นำระดับสูง
ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์
- วันที่ 11-22 มีนาคม 2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนปากีสถานอย่างเป็นทางการ ในสมัยของประธานาธิบดีกอฮาร์ อายุบ ข่าน (Gohar Ayub Khan)

- วันที่ 9 -14 กรกฎาคม 2534 วันที่ 26-29 มีนาคม 2541 และวันที่ 4 – 5 มกราคม 2549 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินเยือนปากีสถานอย่างเป็นทางการ 3 ครั้ง คือ (เสด็จพระราชดำเนินเยือนปากีสถานเพื่อพระราชทานสิ่งของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แก่ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่)

รัฐบาล
- เดือนสิงหาคม 2526 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนปากีสถาน

- เดือนมีนาคม 2542 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนปากีสถาน และร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจ (Joint Economic Commission – JEC) ไทย– ปากีสถาน ครั้งที่ 1 ที่กรุงอิสลามาบัด

- เดือนมีนาคม 2545 นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เยือนปากีสถานอย่างเป็นทางการ

- เดือนกรกฎาคม 2545 พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนปากีสถานอย่างเป็นทางการ

- เดือนเมษายน 2548 ดร สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี และ ดร กันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม Asia Cooperation Dialogue ครั้งที่ 4 ณ กรุงอิสลามาบัด

- เดือนมิถุนายน 2548 นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้แทนการค้าไทย เยือนปากีสถาน

- วันที่ 19-23 พฤศจิกายน 2549 พลเอกสนธิ บุญยรัตนกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เข้าร่วมงาน International Defence Exhibition and Seminars ครั้งที่ 4

- วันที่ 4-6 เมษายน 2550 นายสวนิต คงสิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนปากีสถานอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือทวิภาคีในด้านต่าง ๆ กับปากีสถาน

- วันที่ 15-18 พฤษภาคม 2550 นายนิตย์ พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศขององค์การการประชุมอิสลาม ครั้งที่ 34 (34th Session of the Islamic Conference of Foreign Ministers - ICFM 34) ณ กรุงอิสลามาบัด

ฝ่ายปากีสถาน
รัฐบาล
- ปี 2523 พลเอก เซีย อุล ฮัค (Gen Zia-ul-Haque) ประธานาธิบดีเยือนประเทศอย่างเป็นทางการ

- เดือนกันยายน 2540 นาย กอฮาร์ อายุบ ข่าน (Gohar Ayub Khan) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศปากีสถานเยือนไทย และได้ลงนามจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจ (JEC) ไทย-ปากีสถาน

- เดือนเมษายน 2543 พลเอก เปอร์เวซ มูชาร์ราฟ (Pervez Musharraf) ผู้นำปากีสถาน เยือนไทย

- วันที่ 5 พฤษภาคม 2544 พลเอก เปอร์เวซ มูชาร์ราฟ (Pervez Musharraf) ผู้นำปากีสถานในฐานะ Chief Executive แวะเยือนไทย

- เดือนสิงหาคม 2545 นาย ชอกัต อาซิซ (Shaukat Aziz) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังปากีสถาน เดินทางเพื่อร่วมประชุม JEC ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ

- เดือนเมษายน 2547 มีร์ ซาฟารูลลาห์ ข่าน จามาลี (Mir Zafarullah Khan Jamali) นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เยือนไทยอย่างเป็นทางการ

- วันที่ 17 พฤษภาคม 2547 นาย ชอกัต อาซิซ (Shaukat Aziz) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังปากีสถาน เยือนไทย และเข้าเยี่ยมคารวะ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

- วันที่ 8-10 พฤษภาคม 2548 นาย ชอกัต อาซิซ (Shaukat Aziz) นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

- วันที่ 19 มิถุนายน 2548 พลเอก เปอร์เวซ มูชาร์ราฟ (Pervez Musharraf) ประธานาธิบดีปากีสถาน แวะผ่านไทย และได้พบหารือกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

- วันที่ 3 ตุลาคม 2548 นาย ชอกัต อาซิซ (Shaukat Aziz) นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เยือนจังหวัดขอนแก่น และได้พบหารือกับนายกรัฐมนตรี

- วันที่ 4 สิงหาคม 2549 นาย ชอกัต อาซิซ (Shaukat Aziz) นายกรัฐมนตรีปากีสถาน แวะผ่านไทย และได้พบหารือกับ นายกรัฐมนตรี

สำนักงานของไทยในปากีสถาน กรุงอิสลามาบัด (สถานเอกอัครราชทูต) / การาจี (สถานกงสุลใหญ่)

สำนักงานของปากีสถานในไทย กรุงเทพฯ (สถานเอกอัครราชทูต)

*******************

ตุลาคม 2552

เรียบเรียงโดย กองเอเชียใต้ กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา โทร. 0-2643-5000 ต่อ 2015

[ Back On Top ]

| English Version | HOME |
สงวนลิขสิทธิ์ © 2002-2007 กระทรวงการต่างประเทศ, ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ 10400