ค้นหา search





แผนที่
สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
The Islamic Republic of Iran


[ Print ]
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง เป็นประเทศในตะวันออกกลางที่มีพรมแดนติดกับอ่าวโอมาน อ่าวเปอร์เชีย และทะเลแคสเปียน มีพรมแดนด้านตะวันออก จรดอัฟกานิสถานและปากีสถาน ด้านเหนือจรดอาร์เมเนีย อาร์เซอร์ไบจาน และเติร์กเมนิสถาน พรมแดนด้านตะวันตกจรดอิรักและตุรกี
พื้นที่ 1.648 ล้านตารางกิโลเมตร
เมืองหลวง กรุงเตหะราน (Tehran)
ประชากร 72.1 ล้านคน (ปี 2551) ประกอบด้วยเชื้อชาติเปอร์เซีย อาเซอรี เคิร์ด อาหรับ และเติร์กเมน
ภูมิอากาศ ภาคพื้นทวีป แห้งแล้ง ปีหนึ่งมี 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน
ฤดูหนาว และฤดูใบไม้ร่วง อุณหภูมิโดยเฉลี่ยแตกต่างกันมาก โดยอากาศจะหนาวจัดในฤดูหนาว (ธันวาคม-มีนาคม) และร้อนจัด ในฤดูร้อน (มิถุนายน-กันยายน)
ศาสนา ศาสนาอิสลาม (นิกายชีอะต์ ร้อยละ 89 สุหนี่ ร้อยละ 9)
ศาสนาคริสต์ ศาสนายิว และอื่นๆ ร้อยละ 2
ภาษา ภาษาฟาร์ซี (Farsi) หรือภาษาเปอร์เซีย เป็นภาษาราชการ
หน่วยเงินตรา เรียล อิหร่าน (IRR) 1 ดอลลาห์สหรัฐฯ = 9,933 เรียล
1 บาท เท่ากับ 292.89 เรียล (อัตราแลกเปลี่ยน วันที่ 14 กรกฎาคม ปี 2552)
การท่องเที่ยว ในปี 2551 มีชาวอิหร่านมาไทยแล้วประมาณ 87,250 คน ทั้งนี้ ชาวอิหร่านไม่สามารถขอ Visa on arrival เข้าประเทศไทยได้ และในทางกลับกันสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่จะเดินทางเข้าอิหร่านก็ต้องขอวีซ่า (หนังสือเดินทางไทยทุกชนิดต้องขอวีซ่าเข้าอิหร่าน)



ผู้นำสูงสุด Ayatollah Ali Hoiseini-Khamenei

ประธานาธิบดี H.E. Mr. Mahmoud Ahmadinejad

รมว. กต. H.E. Mr. Manouchehr Mottaki

รมว. ปิโตรเลียม H.E. Mr.Gholam Hossein Nozari



การเมืองการปกครอง
นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ระบอบการปกครอง
ประธานาธิบดีทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร ได้รับเลือกตั้งจาก ประชาชนโดยตรง คนปัจจุบัน คือ นายมาห์มูด อามาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) ส่วนผู้นำสูงสุดศาสนาอิสลาม คือ อญาโตลลอฮ์ อะลี โฮไซนี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Hoseini
Khamenei) มีบทบาทและอำนาจทางการเมืองที่สูงเช่นกัน

1. การเมืองการปกครอง
1.1 อิหร่านมีประวัติศาสตร์การปกครองแบบกษัตริย์มาเป็นเวลานาน กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของอิหร่าน คือ พระเจ้ามุฮัมหมัด เรซา ชาห์ ปาฮ์ลาวี (Muhammad Reza Shah Pahlavi) เหตุการณ์ความวุ่นวายภายในประเทศทำให้พระเจ้าชาห์ ปาฮ์ลาวี เสด็จฯ ไปลี้ภัยต่างประเทศ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2522 (ค.ศ.1979) และเสด็จสวรรคตเมื่อปี 2523 (ค.ศ. 1980) ที่อียิปต์ โดยพระบรมวงศานุวงศ์ที่เหลือได้เสด็จฯ ไปประทับอยู่ที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
1.2 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2522 (ค.ศ. 1979) อญาโตลลอฮ์ รุโฮลาห์ โคไมนี (Ayatollah Ruhollah Khomeini) ผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะต์ ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศอิหร่านเป็นสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran) โดยใช้หลักการทางศาสนาอิสลามเป็นแนวทางในการปกครองประเทศ มีการปฏิบัติตนในสังคมรวมถึงการแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลาม และต่อต้านอิทธิพลของโลกตะวันตก หลังการเสียชีวิตของอญาโตลลอฮ์ รูโฮลาห์ โคไมนี ในปี 2532 (ค.ศ.1989) อิหร่านมีการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ คือ อญาโตลลอฮ์ อะลี โฮไซนี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Hoseini Khamenei) อย่างไรก็ดี การเมืองภายในอิหร่าน มีการแข่งขันระหว่างกลุ่มการเมืองสายอนุรักษ์นิยมเคร่งศาสนากับกลุ่มปฏิรูปหัวก้าวหน้าในรัฐสภา
1.3 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2548 (ค.ศ. 2005) นายมาห์มูด อามาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) ซึ่งมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอิหร่าน และก่อนหน้านี้ในปี 2547 (ค.ศ. 2004) กลุ่มอนุรักษ์นิยมอิหร่านก็ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเคร่งศาสนาอิสลาม ทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในรัฐสภาเหนือฝ่ายปฏิรูป
1.4 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2552 (ค.ศ. 2009) อิหร่านได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 10 โดยนายอามาดิเนจาด ประธานาธิบดีคนปัจจุบันชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 62 แต่กลุ่มผู้สนับสนุนนาย Mir-Houssein Mousavi อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ท้าชิงคนสำคัญได้ประท้วงผลการเลือกตั้ง ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วง ซึ่งเป็นการประท้วงที่รุนแรงที่สุดหลังจากมีการปฏิวัติอิสลามในปี 2522 (ค.ศ.1979) ล่าสุด สภาผู้พิทักษ์ (Guardian Council) ซึ่งเป็นกลุ่มนักกฎหมายและนักบวชที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ออกมายืนยันความโปร่งใสของการเลือกตั้ง และจะมีพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของนายอามาดิเนจาด ในวันที่ 6 สิงหาคม 2552 (ค.ศ. 2009)

2. เศรษฐกิจและสังคม
นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลของประธานาธิบดีอามาดิเนจาด เน้นการกระจายรายได้แก่ผู้ยากไร้ การให้บริการสวัสดิการสังคมแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง และการสนับสนุนให้ภาคเอกชนอิหร่านมีบทบาททางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านสนับสนุนให้มีการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และการขุดเจาะสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในรูปแบบโครงการสร้าง-บริหาร-ส่งมอบ (Built-Operate-Transfer -BOT) หรือโครงการซื้อคืนน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติที่ได้จากการขุดเจาะสำรวจ รวมทั้ง การลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาขาการท่องเที่ยวของอิหร่าน

3. นโยบายต่างประเทศ

3.1 อิหร่านเป็นประเทศมุสลิม นิกายชีอะต์ เคร่งศาสนา มีบทบาทสำคัญต่อการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปัจจุบัน อิหร่านมีนโยบายต่างประเทศที่จะเป็นมิตรกับทุกประเทศ โดยอิหร่านแสวงหาพันธมิตรทางการเมืองและการค้าในเอเชียตะวันออก และประเทศในแถบลาตินอเมริกา ด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการค้าการลงทุน และด้านพลังงาน
3.2 หลังจากที่อิรักภายใต้การนำของซัดดัม ฮุสเซ็นล่มสลาย ทำให้อิหร่านก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดในตะวันออกกลาง เมื่อคำนึงถึงปัจจัยด้านพื้นที่ ประชากร น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และโครงการนิวเคลียร์ นอกจากนี้ การล่มสลายของซัดดัมยังส่งผลให้กลุ่มชีอะต์ในอิรักขึ้นมามีอำนาจ ทำให้เกิด Shiite Crescent (อิรัก อิหร่าน และกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ (Hizbullah) ในเลบานอน) ทำให้อิทธิพลการเมืองของอิหร่านแผ่ขยายมากขึ้น นอกจากนี้ อิหร่านยังเป็นผู้สนับสนุนหลักของกลุ่มฮามาสอีกด้วย จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้อิหร่านมีความสัมพันธ์ตึงเครียดกับสหรัฐฯ ประเทศตะวันตก และอิสราเอล และประเทศเหล่านี้มีความกังวลเป็นอย่างมากต่ออิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของอิหร่านในปัจจุบัน
3.3 อิหร่านมีโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ ในปี 2547 (ค.ศ. 2004) โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านกลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมืองเป็นครั้งแรก เมื่อทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency -IAEA) มีข้อมติแสดงความผิดหวังที่อิหร่านไม่เปิดเผยข้อมูลโครงการดังกล่าว ซึ่งหลายฝ่ายโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ประเทศตะวันตก และอิสราเอล ต่างเห็นว่าอิหร่านต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อต่อต้านประเทศตะวันตกและใช้ในการก่อการร้าย ซึ่งอิหร่านปฏิเสธและยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์น้ำมวลหนัก (heavy water) ของตนต่อไป แม้ว่าจะยอมให้ทบวงการพลังงานปรมาณูฯ ตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์เป็นระยะ และยอมเจรจากับผู้แทนจากคณะมนตรี
ความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council –UNSC) และสหภาพยุโรป เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาโครงการนิวเคลียร์อย่างสันติ
3.4 การที่อิหร่านยืนกรานที่จะดำเนินโครงการปรมาณู ส่งผลให้อิหร่านถูกลงโทษด้วยข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 41 บทที่ 7 มาแล้ว 4 ฉบับ ได้แก่ ข้อมติ UNSC ที่ 1737 (2006) UNSC ที่ 1747 (2007) UNSC ที่ 1803 (2008) และ UNSC ที่ 1835 (2008) ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญคล้ายคลึงกัน ได้แก่ ให้มีการระงับการซื้อ-ขาย หรือขนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์ วัสดุอุปกรณ์ วัตถุดิบและเทคโนโลยีที่จะใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน และให้รัฐสมาชิกองค์การสหประชาชาติอายัดสินทรัพย์ กองทุน และทุนทรัพย์ และทรัพย์สินของบุคคลและสถาบันของอิหร่านที่ให้การสนับสนุน การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมทั้งให้รัฐสมาชิกป้องกันและระงับไม่ให้บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านเดินทางผ่านหรือเข้าสู่ประเทศของตน และห้ามการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน การให้กู้ยืมเงิน และเงินโอน แก่รัฐบาลอิหร่าน ยกเว้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านมนุษยธรรม รวมทั้งให้รัฐสมาชิกตรวจสอบเครื่องบินและเรือขนส่งสินค้าที่มีข้อสงสัยว่าอาจบรรทุกสิ่งของที่อาจไปช่วยเหลือการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน แต่อิหร่านยังคงเพิกเฉย และดำเนินโครงการนิวเคลียร์ของตนต่อไป โดยอ้างว่าเป็นโครงการในเชิงสันติ




เศรษฐกิจการค้า
เศรษฐกิจและสังคม

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 300,526 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)

รายได้ประชาชาติต่อหัว 4,168 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.5 (ปี 2551)

มูลค่าการค้ารวม ในปี 2551 27,458.62 ล้านบาท ไทยส่งออก 19,496.51 ล้านบาท (โทรทัศน์ ข้าว ยางพารา เหล็ก เครื่องปรับอากาศ) และไทยนำเข้า 7,962.11 ล้านบาท (เคมีภัณฑ์ สินแร่โลหะ สัตว์น้ำ ก๊าซธรรมชาติ เหล็ก)

มูลค่าการลงทุนรวม ไทยมีโครงการการลงทุน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันของบ.ปตท.สผ. โครงการผลิต และนำเข้าก๊าซ LNG ของ บ.ปตท. และโครงการร่วมทุนผลิตเมล็ดพลาสติกของ บ.ซีเมนต์ไทยแคมิคอล


การขยายตัวทางเศรษฐกิจ

- นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลของประธานาธิบดีอามาดิเนจาด ซึ่งอนุรักษ์นิยม เน้นการกระจายรายได้ให้ผู้ยากไร้ การให้การบริการสวัสดิการสังคมแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง และการสนับสนุนให้ภาคเอกชนอิหร่านมีบทบาททางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านเคารพในสัญญาด้านการค้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันกับบริษัทต่างชาติ และสนับสนุนให้มีการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และการขุดเจาะสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในรูปแบบโครงการสร้าง-บริหาร-ส่งมอบ (Built-Operate-Transfer -BOT) หรือโครงการซื้อคืนน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติทีได้จากการขุดเจาะสำรวจ (Buy back)
- ในด้านการนำเข้า-ส่งออก อิหร่านเน้นนโยบายรักษาดุลการค้าระหว่างประเทศ และปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยมีการประเมินและปรับปรุงมาตรการนำเข้าในเดือนมีนาคมทุกปี ซึ่งถือเป็นการช่วงสิ้นปีตามปฏิทินอิหร่าน อิหร่านไม่ได้เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organisation- WTO) อิหร่านจึงสามารถปรับระบบภาษีได้อย่างเสรี ภาษีสินค้านำเข้าในอิหร่านจึงสูง
- ภายหลังจากที่อิหร่านถูกลงโทษที่ไม่ยุติโครงการนิวเคลียร์ ด้วยข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ อัตราเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการอิหร่าน อยู่ที่ร้อยละ 15 และอัตราการว่างงานของอิหร่านอยู่ที่ ร้อยละ 25 อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงมีรายได้จากการส่งออกน้ำมัน โดยอิหร่าน เป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม OPEC และเป็นที่ 4 ของโลก


นโยบายต่างประเทศ

- อิหร่านมีนโยบายมุ่งตะวันออก (Look East) หาพันธมิตรทางการเมืองและการค้าในเอเชียตะวันออกและมีบทบาทสำคัญในโลกมุสลิม อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมเข้ามามีอำนาจมากขึ้นทำให้นโยบายต่างประเทศของอิหร่าน มีลักษณะเผชิญหน้ามากขึ้นกับสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล
- อิหร่านสนับสนุนกลุ่มฮิสบอลเลาะห์ (Hezbollah) ซึ่งเป็นชาวมุสลิมนิกายชีอะต์ในเลบานอน ทั้งยังสนับสนุนกลุ่มฮามาส (Hamas) ซึ่งขณะนี้เป็นรัฐบาลของปาเลสไตน์ และกลุ่มญีฮาด (Jihad) ในปาเลสไตน์ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้สหรัฐฯ ประณามว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย รวมทั้ง สหรัฐฯ ยังเห็นว่าอิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธชีอะต์ในอิรัก ให้ต่อต้านสหรัฐฯ และแทรกแซงการเมืองภายในของอิรักอีกด้วย
- อิหร่านมีโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ ตั้งแต่สมัยการปกครองของพระเจ้าชาห์ปาฮ์ลาวี ในปี 2547 โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านกลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมืองเป็นครั้งแรก เมื่อทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency -IAEA) มีข้อมติแสดงความผิดหวังที่อิหร่านไม่ให้ความร่วมมือเปิดเผยข้อมูลโครงการดังกล่าว ซึ่งหลายฝ่ายโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และประเทศตะวันตกหลายประเทศเห็นว่า อิหร่านต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อต่อต้าน
ประเทศตะวันตกและใช้ในก่อการร้าย เนื่องจากอิหร่านมีศักยภาพในการผลิตอาวุธ และพัฒนาเทคโนโลยีจรวดของตน ซึ่งอิหร่านแสดงท่าทีตอบโต้ด้วยการย้ำว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เป็นโครงการเชิงสันติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสำหรับอนาคต และเดินหน้าพัฒนาโครงการเพิ่มสมรรถนะแร่ยูเรเนียม (centrifuge-aided uranium-enrichment programme) อย่างต่อเนื่อง
- สถานการณ์โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ลดความตึงเครียดลงไปบ้างเมื่อในปลายปี 2550 ซึ่งอิหร่านยินดีให้ความร่วมมือกับ IAEA ในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน (Work Plan ระหว่างอิหร่าน และ IAEA) และเมื่อหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐฯ National Intelligence Council (NIC) เปิดเผยรายงาน National Intelligence Estimate (NIE) ที่ระบุว่าอิหร่านได้ระงับแผนดำเนินโครงการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของตนไปแล้วตั้งแต่ปี 2548 (2003) อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และประเทศตะวันตก ส่วนใหญ่ ยังไม่เชื่อมั่นว่า อิหร่านไม่มีแผนจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต
- การที่อิหร่านยืนกรานที่จะดำเนินโครงการนิวเคลียร์ ส่งผลให้อิหร่านถูกลงโทษด้วยข้อมติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการทูตของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council- UNSC) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 41 บทที่ 7 มาแล้ว 4 ครั้ง ได้แก่ ข้อมติ UNSC ที่ 1737 (2006) ข้อมติ UNSC ที่ 1747 (2007) ข้อมติ UNSC ที่ 1803 (2008) และข้อมติที่ UNSC ที่ 1835 (2008) เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2551 ซึ่งอิหร่าน ยังคงเพิกเฉย และเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ต่อไป
- ข้อมติทั้ง 4 ฉบับ มีเนื้อหาสรุปคล้ายคลึงกัน โดยเรียกร้องให้อิหร่านยุติการเพิ่มสมรรถนะแร่ยูเรเนียม (uranium enrichment) ในทันที และให้อิหร่านปฏิบัติตามข้อเสนอของ IAEA ให้ประเทศรัฐสมาชิก UN ตรวจสอบสินค้าขนส่ง (cargo) ไป-กลับอิหร่าน ด้วยเรือหรือเครื่องบิน ที่เป็นของ Iran Air Cargo และ Islamic Republic of Iran Shipping Line ทั้งที่ท่าอากาศยาน และท่าเรือ หากมีข้อสงสัยว่ามีการขนส่งสินค้า วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และให้เฝ้าระวัง/สอดส่อง การจัดทำความตกลงใหม่ ซึ่งจะให้ความช่วยเหลือด้านการเงินสำหรับกับการค้ากับอิหร่าน อาทิ การให้เครดิตการส่งออก การให้หลักประกันด้านการค้ากับคนชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์จากการค้าดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ที่มีความละเอียดอ่อน หรือการพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์อิหร่าน นอกเหนือไปจากการให้รัฐสมาชิกเฝ้าระวังการเดินทางเข้า-ออกประเทศของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน/การส่งออกกับสถาบันการเงิน และธนาคารอิหร่านที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์และโครงการอาวุธของอิหร่าน โดยผู้ที่สนใจรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมติทั้ง 4 ฉบับสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ http://www.un.org/documents/scres.htm (คลิกที่ปี ตามด้วยเลขข้อมติ)
- สหรัฐฯ ซึ่งตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านตั้งแต่ปี 2522 และมีมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านมาเป็นระยะเวลาเกือบ 30 ปี เป็นประเทศหนึ่งที่ไม่ไว้วางใจโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ภายหลังการรับรองข้อมติ UNSC แต่ละฉบับ สหรัฐฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดของมาตรการลงโทษอิหร่านมากขึ้น อาทิ การห้ามใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในการค้าขายกับอิหร่าน การตรวจสอบการทำธุรกรรมกับอิหร่าน ผ่านธนาคาร/สถาบันการเงินสหรัฐฯ และธนาคาร/สถาบันการเงินหุ้นส่วนของธนาคารสหรัฐฯ เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมระหว่างอิหร่านและต่างประเทศพอสมควร

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 ด้านการทูต
ไทยมีความสัมพันธ์กับราชอาณาจักรเปอร์เซีย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อเชค อาหมัด กูมี (Sheikh Ahmad Qumi) ต้นราชสกุลบุนนาค ได้มาตั้งรกรากในไทย และได้รับราชการในราชสำนักไทย ไทยกับอิหร่านสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2498 (ค.ศ. 1955) ประเทศทั้งสองมีความสัมพันธ์ราบรื่น ไม่มีข้อขัดแย้งระหว่างกัน และเมื่อปี 2548 (ค.ศ. 2005) ไทยกับอิหร่านได้เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ร่วมกัน ปัจจุบัน มีการแลกเปลี่ยนผู้แทนทางการทูตระดับเอกอัครราชทูตระหว่างไทยกับอิหร่าน โดยมีนายเกรียงศักดิ์ กิตติชัยเสรี เป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน นายมาจิด บิสมาร์ก (Majid Bizmark) ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย

1.2 ด้านการเมือง
1.2.1 การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พาณิชย์ อุตสาหกรรม วิชาการ การเกษตรและวิทยาศาสตร์ (Joint Commission on Economic, Commercial, Industrial, Technical, Agricultural and Scientific Cooperation) ระดับรัฐมนตรีเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนและความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ระหว่างกัน ฝ่ายไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานร่วม ฝ่ายอิหร่านมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานร่วม โดยการประชุม JC ครั้งที่ 7 ล่าสุด จัดขึ้นที่กรุงเตหะรานเมื่อวันที่ 4-7 กันยายน 2547 (ค.ศ.2004) โดยไทยจะต้องเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งต่อไป
1.2.2 อิหร่านให้การสนับสนุนไทยในหลายเวทีพหุภาคี อาทิ การประชุม UN การประชุมกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement –NAM) การประชุมองค์การการประชุมอิสลาม (Organization of Islamic Conference –OIC) และอิหร่านสนใจขยายความร่วมมือกับกรอบความร่วมมืออาเซียน โดยขอสมัครเป็นคู่เจรจาแบบ Sectoral dialogue partner กับอาเซียนด้วย

1.3 ด้านเศรษฐกิจ
การค้า
- ไทยกับอิหร่านมีมูลค่าการค้ารวมในปี 2551 (ค.ศ. 2008) ประมาณ 27,458.62 ล้านบาท ไทยส่งออกเป็นมูลค่า 19,496.51 ล้านบาท และนำเข้า 7,962.11 ล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายได้ดุล
- สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ข้าว เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ เหล็ก เหล็กกล้า รถยนต์และอะไหล่ เส้นใยประดิษฐ์ ผ้าผืนและด้าย เป็นต้น อิหร่านเคย เป็นตลาดที่สำคัญในตะวันออกกลางสำหรับข้าวไทย โดยเคยนำเข้าข้าวไทยประมาณปีละประมาณ 8 แสนตัน ปัจจุบัน ข้าวไทยมีราคาสูงกว่าประเทศอื่นๆ ทำให้อิหร่านนำเข้าจากประเทศอื่นๆ แทน
- ไทยนำเข้าสินแร่โลหะอื่นๆ เคมีภัณฑ์ สัตว์น้ำสดและแช่แข็ง เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องมือเครื่องใช้วิทยาศาสตร์ จากอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ธุรกิจเอกชนไทยมีปัญหาในการหาช่องทางการทำธุรกรรมทางการเงินกับอิหร่าน เนื่องจากผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก
การลงทุน
- อิหร่านเป็นประเทศที่มั่งคั่งด้วยแหล่งพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนสินแร่ เช่น ถ่านหิน โครเมียม ทองแดง เหล็ก ตะกั่ว แมงกานิส สังกะสี กำมะถัน ฯลฯ และเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผลเมืองหนาวหลายชนิด
- สำหรับโอกาสในความร่วมมือด้านกิจการน้ำมันในอิหร่านนั้น ไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพลังงาน ระหว่างกระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด มหาชน (ปตท.สผ.) และกระทรวงปิโตรเลียมของอิหร่าน ปัจจุบัน บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทานสำรวจน้ำมันในอิหร่าน และได้เปิดสำนักงานที่กรุงเตหะรานเมื่อเดือนตุลาคม 2548 (ค.ศ.2005)

การท่องเที่ยว
- ชาวอิหร่านเริ่มสนใจมาท่องเที่ยวในไทย ซึ่งจะเป็นตลาดการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในอนาคต เนื่องจากไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีในด้านการบริการและความปลอดภัย รวมทั้งมีสถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อน จับจ่ายซื้อของ และรักษาสุขภาพ ซึ่งตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีฐานะดี มีกำลังซื้อสูง และเดินทางเป็นครอบครัว ทั้งนี้ ในปี 2551 (ค.ศ. 2008) มีชาวอิหร่านมาไทยแล้ว 87,250 คน และปัจจุบัน มีสายการบินอิหร่าน 2 สายการบินได้แก่ Mahan Air และ Iran Air ที่เปิดทำการบินในเส้นทางกรุงเทพฯ-กรุงเตหะราน สัปดาห์ละหลายเที่ยวบิน

2. ความตกลงที่สำคัญกับประเทศไทย

ไทยกับอิหร่านมีความตกลงด้านการบิน ความตกลงทางการค้า และบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ลงนามแล้วกับอิหร่านจำนวน 8 ฉบับ และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำความตกลงอีก 23 ฉบับ อาทิ ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ความตกลงทางการค้า (ฉบับใหม่) ความตกลงด้านศุลกากร บันทึกความเข้าใจด้านโทรคมนาคมและไปรษณีย์ และความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านพาณิชย์นาวี ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านยาเสพติด

3. การเยือนที่สำคัญ
3.1 ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- เสด็จฯ เยือนอิหร่าน เมื่อปี 2510 (ค.ศ. 1967)
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราส สยามมกุฎราชกุมาร
- เสด็จฯ เยือนอิหร่าน ตามคำทูลเชิญของเจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่าน ระหว่างวันที่ 7 – 12 ธันวาคม 2519 (ค.ศ. 1976)
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
- เสด็จฯ เยือนอิหร่าน เมื่อเดือนเมษายน 2520 (ค.ศ. 1977)
- เสด็จฯ เยือนอิหร่าน เมื่อเดือนเมษายน 2547 (ค.ศ. 2004)

รัฐบาล
รองนายกรัฐมนตรี
- วันที่ 24 – 27 กันยายน 2542 (ค.ศ. 1999) นายศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการรัฐมนตรี
- วันที่ 20 - 23 พฤศจิกายน 2541 (ค.ศ. 1998) ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 2 - 7 กรกฎาคม 2542 (ค.ศ. 1999) ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ เยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 5 - 7 กันยายน 2547 (ค.ศ. 2004) นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ เยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 18 - 19 ธันวาคม 2547 (ค.ศ. 2004) นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางเยือนอิหร่าน
- วันที่ 30 เมษายน 2548 (ค.ศ. 2005) นายวิเศษ จูภิบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางเยือนอิหร่าน
- วันที่ 1 กรกฎาคม 2549 (ค.ศ. 2006) นายวิเศษ จูภิบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนอิหร่าน และเป็นประธานในพิธีเปิดสำนักงานของบริษัท ปตท. สผ. จำกัด (มหาชน)

3.2 ฝ่ายอิหร่าน
พระราชวงศ์
- เจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่าน เสด็จฯ เยือนประเทศไทย เมื่อเดือนมกราคม 2521 (ค.ศ. 1978)
ผู้นำทางศาสนาระดับสูง
- วันที่ 18-20 กรกฎาคม 2550 (ค.ศ. 2007) อญาโตลลอฮ์ มุฮัมมัด อะลี ตัชกีรี (Ayatollah Muhammad Ali Taskhiri) เลขาธิการองค์กรสมาพันธ์แห่งโลกเพื่อความสมานฉันท์ระหว่างสำนักคิดในอิสลาม (World Forum for Proximity of Thoughts of Islamic Schools) เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการสัมมนา “Role of Muslims in Proximity of Religions” ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย
รองประธานาธิบดี
- วันที่ 21 - 22 เมษายน 2541 (ค.ศ. 1998) นายโมฮัมหมัด อะลี นาจาฟี (Mohammad Ali Najafi) รองประธานาธิบดี เยือนไทย
- วันที่ 25 - 30 เมษายน 2542 (ค.ศ.1999) นายโมฮัมหมัด อะลี นาจาฟี (Mohammad Ali Najafi) รองประธานาธิบดี เยือนไทย
- วันที่ 8 - 10 พฤศจิกายน 2547 (ค.ศ. 2004) นายฮามิด เรซา บาราดาราน โชรากา (Hamid Reza Baradaran Shoraka) รองประธานาธิบดี เข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง: ทางเลือกในการพัฒนา” จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน 2548 (ค.ศ. 2005) นายเอสฟานด์ยาร์ ราฮิม มาชาอี (Esfandyar Rahim Mashaee) รองประธานาธิบดี เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดงานสัมมนาการเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – อิหร่าน ครบรอบ 50 ปี
- วันที่ 22-29 เมษายน 2552 (ค.ศ. 2009) นายโมฮัมหมัด กาเซม โฮซไซนี (Mohammad Ghasem Hosseini) รองประธานาธิบดี เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม The 65th Commission Session of ESCAP

รัฐมนตรี
- วันที่ 8 – 10 พฤศจิกายน 2542 (ค.ศ. 1999) ดร.คามาล คาราซี (Kamal Kharrazi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย
- วันที่ 4 – 7 มิถุนายน 2543 (ค.ศ. 2000) ดร.คามาล คาราซี (Kamal Kharrazi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ โดยสารเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของสายการบินอิหร่าน มาฮัน แอร์ (Mahan Air)
- วันที่ 23 – 24 เมษายน 2544 (ค.ศ. 2001) ดร.คามาล คาราซี (Kamal Kharrazi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย
- วันที่ 14 - 17 ธันวาคม 2545 (ค.ศ. 2002) นายโมฮัมหมัด อะลี ฮาดี นาจัฟ อาบาดี (Mohamad Ali Hadi Najaf Abadi) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย
- วันที่ 13 - 17 มกราคม 2546 (ค.ศ. 2003) นายเอส-ฮัก จาฮานกีรี (Es-haq Jahangiri) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ เยือนไทย
- วันที่ 23 - 26 กุมภาพันธ์ 2549 (ค.ศ. 2006) นายมานูเชอร์ มอตตากี (Manuchehr Mottaki) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย


-------------------------------------------------------

กันยายน 2552

เรียบเรียงโดย กองตะวันออกกลาง กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา โทร. 0-2643-5000 ต่อ 2059 E-mail : southasian03@mfa.go.th

[ Back On Top ]

| English Version | HOME |
สงวนลิขสิทธิ์ © 2002-2007 กระทรวงการต่างประเทศ, ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ 10400