: วีดีโอคลิป
: การพัฒนากฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศ
: กฎหมายอนุวัติการกฎบัตรอาเซียน
: กฎบัตรสหประชาชาติ
: อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล
: อนุสัญญาและพิธีสารว่าด้วยการก่อการร้าย
: บทความที่น่าสนใจ
: คำศัพท์ คำย่อทางการทูต
ความร่วมมือกับต่างประเทศด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด
1. ข้อมูลทั่วไป 1.1 ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาไร้พรมแดน มีต้นเหตุที่ซับซ้อนทั้งความยากจน การด้อยพัฒนา และในบางประเทศเกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง การแก้ไขปัญหาจึงต้องใช้แนวทางที่ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านอุปสงค์ อุปทาน การบำบัดฟื้นฟู การบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนาทางเลือกที่ครอบคลุมการปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่นเพื่อเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของชุมชนจากการพึ่งพารายได้จากการปลูกพืชเสพติด และการผลิตยาเสพติด และเพื่อให้เกิดผลที่ยั่งยืนในการแก้ปัญหายาเสพติดในระดับรากหญ้า 2. นโยบายของไทย รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดในฐานะวาระแห่งชาติ โดยได้ประกาศสงครามเอาชนะยาเสพติด และดำเนินแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ทั้งด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน การพัฒนา การศึกษา การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและครอบครัว การปรับปรุงกฏหมาย และการบังคับใช้กฏหมายการบำบัดรักษาและฟื้นฟู โดยดำเนินการภายในประเทศควบคู่กับการดำเนินการระหว่างประเทศ 3. การดำเนินการของไทย การแก้ไขปัญหายาเสพติดจะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ไทยจึงส่งเสริมความ ร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในลักษณะความเป็นหุ้นส่วน (partnership) ในกรอบต่างๆ ทั้งในระดับทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาค เช่น จีน สหรัฐอเมิกา ออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา และระดับพหุภาคี ได้แก่ 3.1 ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและจีนในกรอบความร่วมมือ 4 ฝ่าย (ไทย พม่า ลาว และจีน) มีจุดเริ่มต้นจากการหารือระหว่าง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร) กับนายจู หรง จี นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อวันที่ 19-22 พฤษภาคม 2544 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะต้องมีความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติดในกรอบพหุภาคี 4 ฝ่าย และต่อมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้นำข้อเสนอนี้ไปหารือกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสหภาพพม่า ในโอกาสที่เดินทางไปเยือนทั้งสองประเทศ ระหว่างวันที่ 13-14 และวันที่ 19-20 มิถุนายน 2544 ตามลำดับ ต่อมาได้มีการจัดประชุมผู้แทนระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสขึ้นที่กรุงย่างกุ้งเมื่อวันที่ 10-11 สิงหาคม 2544 และระดับรัฐมนตรีที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 27-28 สิงหาคม 2544 ตามลำดับ ซึ่งได้นำไปสู่การกำหนดแนวทางและกิจกรรมความร่วมมือ 3 ด้านหลัก คือ (1) ด้านการปราบปรามยาเสพติด เน้นความร่วมมือในการตั้งจุดตรวจและการลาดตระเวนตามแนวพรมแดน และความร่วมมือในการควบคุมเคมีภัณฑ์และสารตั้งต้น นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือทางอาญาและโครงการตรวจวิเคราะห์คุณลักษณะของยาเสพติด (2) ด้านการควบคุมเพื่อลดอุปทานยาเสพติด ประกอบด้วยการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาโดยทางเลือกอื่น การสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่นโดยใช้ดาวเทียม (3) ด้านการป้องกันเพื่อลดอุปสงค์ยาเสพติด มีการจัดอบรมเรื่องการป้องกันและบำบัดรักษา 3.2 กรอบความร่วมมือ 5 ฝ่ายด้านยาเสพติด (ไทย พม่า ลาว จีน และอินเดีย) ซึ่งเน้นความร่วมมือในการสกัดกั้นการลักลอบค้ายาเสพติดประเภท Amphetamine-type Stimulant (ATS) และการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรีที่เชียงรายระหว่างวันที่ 22-25 กรกฎาคม 2546 ได้รับรองปฏิญญาเชียงราย (Chiang Rai Declaration) เป็นกรอบความร่วมมือในการสกัดกั้นยาเสพติดบริเวณพรมแดน และความร่วมมือในการแก้ปัญหาการปลูกพืชเสพติดโดยการพัฒนาทางเลือก (alternative Development) ซึ่งทั้ง 5 ประเทศได้ตกลงที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และร่วมมือกันในลักษณะหุ้นส่วน โดยเฉพาะการหาลู่ทางการเปิดตลาดให้แก่สินค้าและผลิตผลจากโครงการพัฒนาทางเลือก ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคและวิชาการ ในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Official Meeting - SOM) เป็นประจำทุกปี เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถปรับตัวรับสถานการณ์ด้านยาเสพติดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ และยังได้หารือที่จะเพิ่มการควบคุมยาเสพติดชนิดใหม่ เช่น เคตามีน ที่ใช้แทนโคแคนซึ่งกำลังแพร่ระบาดในขณะนี้ด้วย 3.3 ความร่วมมือภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย เพื่อความร่วมมือในการควบคุม ยาเสพติดในอนุภูมิภาค (ไทย ลาว พม่า จีน กัมพูชา เวียดนาม และ United Nations Office on Drugs and Crime - UNODC) โดยเน้นการเป็นหุ้นส่วนร่วมกันในการส่งเสริมให้มีความเป็น เจ้าของโครงการแก้ไขยาเสพติดร่วมกัน ตลอดจนสนับสนุนเอกสารแนวความคิดโครงการบูรณาการป้องกันการใช้ยาเสพติดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขจัดความยากจน 3.4 ความร่วมมือในกรอบอาเซียน ซึ่งมีกลไกที่สำคัญ ดังนี้ - การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านยาเสพติดประจำปี (ASEAN Senior Officials on Drugs Matters - ASOD) ซึ่งเป็นเวทีการหารือเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในด้านนโยบายแก้ไขปัญหาปัญหายาเสพติดที่สำคัญ เมื่อปี 2541 รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนได้ลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยการสร้างอาเซียนให้เป็นเขตปลอดยาเสพติด (Joint Declaration for a Drug - Free ASEAN) ซึ่งต่อมาในปี 2543 ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นพ้องที่จะเลื่อนปีเป้าหมายของการให้อาเซียนเป็นเขตปลอดยาเสพติดให้เร็วขึ้นอีก 5 ปี จากปี 2563 (ค.ศ. 2020) เป็นปี 2558 (ค.ศ. 2015) - กรอบความร่วมมืออาเซียนและกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาค 7 ฝ่าย ซึ่งได้กลายเป็นกรอบความร่วมมืออาเซียนและจีน โดยมีแผนปฏิบัติการ ACCORD Plan of Action (ASEAN and China Cooperative Operations in Response to Dangerous Drugs) ซึ่งมีมาตรการที่เป็นรูปธรรม และมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนรองรับ โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศ ผู้บริจาคที่เข้าร่วมประชุม International Congress: In Pursuit of a Drug-Free ASEAN 2015: Sharing the Vision, Leading Change ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคม 2543 3.5 ไทยเป็นสมาชิกของคณะกรรมาธิการด้านยาเสพติดแห่งสหประชาชาติ (Commission on Narcotic Drugs - CND) มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2516 (ค.ศ. 1973) จนถึงปัจจุบัน และมีบทบาทอย่างแข็งขันทั้งในการประชุม CND และการประชุมคณะกรรมการสาม (คณะกรรมการสังคม มนุษยธรรม และวัฒนธรรม) ของสหประชาชาติ 3.6 การพัฒนาทางเลือกและโครงการดอยตุง 2 3.6.1 พื้นที่ในบริเวณสามเหลี่ยมทองคำเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดที่สำคัญ เช่น เฮโรอีนและยาบ้า และเป็นปัญหาแก่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ไทยได้ดำเนินโครงการปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่น โดยการส่งเสริมอาชีพและสร้างทางเลือกใหม่ในการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่จนประสบความสำเร็จในการกำจัดพืชเสพติดในเขตประเทศไทยได้ทั้งหมด และโครงการตามพระราชดำริได้ถูกนำไปเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในประเทศอื่นๆ 3.6.2 ขณะที่ประเทศไทยได้นำประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่โครงการพัฒนาดอยตุง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นต้นแบบการพัฒนาทางเลือก (Alternative Development) เพื่อแก้ไขปัญหาการปลูกพืชเสพติดและผลิตยาเสพติดได้ผลอย่างยั่งยืน เข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่พม่าที่บ้านย่องข่าและบ้านโอ่ง ซึ่งอยู่ในเขตปกครองพิเศษที่ 4 ของรัฐฉาน ในเขตของกองกำลังว้า โดยได้นำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรูปแบบของโครงการพัฒนาดอยตุงที่ดำเนินการโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงมาใช้ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ - เพื่อยุติการปลูกฝิ่นในพม่า - เพื่อให้ประชาชนมีรายได้สามารถเลี้ยงชีพได้โดยไม่ต้องหันกลับไปปลูกพืชเสพติด - เพื่อป้องกันการลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยของแรงงานต่างด้าว ซึ่งส่งผลกระทบในด้านลบหลายประการ เช่น การเป็นพาหะโรค และการก่ออาชญากรรม - เพื่อให้เป็นแบบอย่างในการนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดนไทย-พม่า และพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดต่อไป 3.6.3 รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือแล้ว 20 ล้านบาท และจะอนุมัติอีก 30 ล้านบาทเพื่อขยายการดำเนินโครงการในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป เช่น ปางซาง ตันยาง เชียงตุง โครงการเช่นนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของชุมชนเพื่อให้หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจที่สามารถเลี้ยงชีพได้ 3.6.4 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้ดำเนินโครงการนำร่องซึ่งเรียกว่า โครงการดอยตุง 2 โดยเน้นเรื่องต่างๆ ดังนี้ - การสร้างระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็น คือ ถังเก็บน้ำ การจัดทำระบบชลประทานและระบบน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร โดยให้ชาวว้าเป็นผู้ลงมือในการสร้างระบบ ดังกล่าวเพื่อสร้างสำนึกในการเป็นเจ้าของ - การสาธารณสุขและโรงพยาบาล มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการสร้างโรงพยาบาลขนาด 16 เตียง และห้องทำฟัน โดยมีบ้านพักแพทย์และพยาบาล และได้จัดหน่วยสาธารณสุขเคลื่อนที่ออกไปให้บริการรวม 25 ครั้ง ให้บริการรักษาทั่วไป ฉีดวัคซีน รักษาฟัน และรักษามาเลเรีย โดยมีผู้เข้ารับการรักษาครั้งละประมาณหนึ่งหมื่นคน
- การส่งเสริมการเกษตรเพื่อการเลี้ยงชีพและการสร้างรายได้ โดยการส่งเสริมให้ปลูกพืชระยะสั้น เช่น ผักและถั่วต่างๆ ระยะกลาง เช่น ไผ่ตง และไม้ผลที่รับประทานได้ และระยะยาว เช่น ถั่วแมคคาเดเมีย รวมทั้งการเพิ่มผลผลิตข้าว การจัดตั้งธนาคารข้าว ธนาคารสุกรและไก่ - การสำรวจสำมะโนประชากร การเก็บสถิติและการจัดทำทะเบียนประวัติ เพื่อวางระบบการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม - การสร้างโรงเรียนสำหรับนักเรียน 500 คน (ปัจจุบันมีประมาณ 120 คน) - ขณะนี้ การสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และระบบสาธารณูปโภค เช่น คลองส่งน้ำบางส่วนและถังเก็บน้ำได้เสร็จสิ้นลงแล้ว อนึ่ง รัฐบาลญี่ปุ่นได้มอบเงินผ่านมูลนิธิฯ จำนวน 3 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการด้วย และรัฐบาลออสเตรเลียได้แสดงความสนใจในโครงการนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นยิ่งที่จะต้องหาตลาดเพื่อรองรับผลิตผลจากโครงการพัฒนาดังกล่าว ซึ่งหากประชาคมระหว่างประเทศให้การสนับสนุนเรื่องการรับซื้อผลิตผลจากโครงการก็จะยิ่งทำโครงการประสบผลสำเร็จและการแก้ไขปัญหายาเสพติดมีความยั่งยืนยิ่งขึ้น4. Related Links www.mfa.go.th (กระทรวงการต่างประเทศ) www.oncb.go.th (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม)
กรมองค์การระหว่างประเทศ
กองการสังคม
โทร. 0-2643-5065 ถึง 6