- ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติได้มีมติให้จัดการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าอาวุธขนาดเล็กและอาวุธเบาอย่างผิดกฎหมายในทุกด้าน (International Conference on the Illicit Trade in Small Arms and Light Weapons in All Its Aspects) ในปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) และให้มีการประชุมเตรียมการอย่างน้อย 3 ครั้ง
(Article 51 : Nothing in the present Charter shall impair the inherent right of individual or collective self-defense if an armed attack occurs against a Member of the UN, until the UNSC has taken measures necessary to maintain international peace and security. Measures taken by Members in exercise of this right of self defense shall be immediately reported to the UNSC and shall not in any way affect the authority and responsibility of the SC under the present Charter to take at any time such action as it deems necessary in order to maintain or restore international peace and security.)
Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti-Personnel Mines and on Their Destruction (The Ottawa Convention)
1. ความเป็นมาของอนุสัญญาฯ
หลังยุคสงครามเย็น กระแสโลกเกี่ยวกับความมั่นคงได้เปลี่ยนแปลงไป การสะสมอาวุธเพื่อเป็นพลังสำคัญของชาติได้ปรับมาเป็นการร่วมกันลดกำลังอาวุธ โดยเริ่มจากอาวุธที่คิดว่าจะเริ่มหมดสมัย (obsolete) หรือเริ่มเกินความจำเป็นแล้ว รวมถึงทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งเป็นอาวุธที่ร้ายแรง เข่นฆ่าชีวิตโดยไม่เลือกเพศ วัย หรืออาชีพ ทั้งนี้ ความพยายามแรกเริ่มได้เริ่มจากการดำเนินการของคณะกรรมการกาชาดสากล (International Committee of the Red Cross: ICRC) และองค์กรเอกชนต่างๆ ต่อมา รัฐบาลหลายประเทศได้เล็งเห็นความสำคัญเรื่องดังกล่าว และพยายามเข้ามาแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งก่อให้เกิดปัญหามนุษยธรรมที่รุนแรง
ในปี 2536 ฝรั่งเศสได้ร้องขอให้เลขาธิการสหประชาชาติในฐานะที่เป็นผู้ดูแล Convention on Certain Conventional Weapons (CCW) จัดประชุมเพื่อทบทวนอนุสัญญาดังกล่าวโดยมุ่งเน้นที่ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และสมาชิกสาหภาพยุโรปได้ร้องขอให้สมัชชาสหประชาชาติพิจารณาระเบียบวาระเรื่องทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ในขณะที่สหรัฐอเมริกาเสนอร่างข้อมติที่เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ตกลงให้มี moratorium ไม่ส่งออกทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ต่อมา สหประชาชาติได้จัดตั้ง Voluntary Trust Fund สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล
ในปี 2539 รัฐภาคี CCW ได้แก้ไขพิธีสารฉบับสอง (Protocol II) เกี่ยวกับทุ่นระเบิด แต่ก็ยังเป็นการประนีประนอมระหว่างความจำเป็นทางด้านความมั่นคงทางทหารและการแก้ไขปัญหามนุษยธรรมอันเกิดจากทุ่นระเบิด และไม่ใช่เป็นการห้ามทุ่นระเบิดในทุกรูปแบบ ทำให้รัฐบาลหลายประเทศ และ International Campaign to Ban Landmines (ICBL) องค์กรเอกชนซึ่งมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเห็นว่า พิธีสารฉบับสองที่แก้ไขแล้วของ CCW ไม่เพียงพอ และควรมีการห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างเต็มรูปแบบ (comprehensive Ban)