: วีดีโอคลิป
: การพัฒนากฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศ
: กฎหมายอนุวัติการกฎบัตรอาเซียน
: กฎบัตรสหประชาชาติ
: อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล
: อนุสัญญาและพิธีสารว่าด้วยการก่อการร้าย
: บทความที่น่าสนใจ
: คำศัพท์ คำย่อทางการทูต
สันนิบาตชาติ (The League of Nations) : ต้นแบบสหประชาชาติ
อาคาร Palais des Nations ที่นครเจนีวา ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของสันนิบาตชาติ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา
สันนิบาตชาติเป็นองค์การที่ตั้งขึ้นตามสนธิสัญญาแวร์ซาย และสนธิสัญญาอื่นๆ ที่ทำขึ้นเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสถาปนาเป็นองค์การระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1920 (ปี 2463 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6) มีสมาชิกก่อตั้งจำนวน 32 ประเทศ (รวมทั้งสยาม) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ใช้ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นภาษาทางการ มีหน้าที่สำคัญสองประการ คือ 1. ดูแลให้มีการปฏิบัติเป็นไปตามสนธิสัญญาดังกล่าวข้างต้น 2. ให้โลกมีสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ สันนิบาตชาติมีเลขาธิการทำหน้าที่บริหารงานขององค์กรเช่นเดียวกับเลขาธิการสหประชาชาติในปัจจุบัน มีจำนวน 3 คนได้แก่ Sir Eric Drummond ชาวอังกฤษ (ค.ศ. 1920-1933) นาย Joseph Avenol ชาวฝรั่งเศส (ค.ศ.1933-1940) และนาย Sean Lester ชาวไอร์แลนด์ (ค.ศ.1940-1946)ในช่วงแรกของการดำเนินงาน สันนิบาตชาติประสบความสำเร็จที่สำคัญหลายด้าน เช่น การระงับข้อพิพาทระหว่างสวีเดน-ฟินแลนด์ เสริมสร้างหลักประกันเสถียรภาพของอัลเบเนีย ช่วยเหลือออสเตรียจากความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ จัดแบ่งเขตแดนของ Upper Silesia (แคว้นหนึ่งในโปแลนด์) ป้องกันการเกิดสงครามในคาบสมุทรบอลข่านระหว่างกรีซ-บัลแกเรีย นอกจากนี้ ยังให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากสงคราม ขัดขวางการค้าทาสและการค้าฝิ่น การริเริ่มการสำรวจด้านสุขอนามัย การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐที่ยากจน
การประชุมสันนิบาตชาติครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1920
แต่สันนิบาตชาติมีอายุสั้น เนื่องจากมีอุปสรรคสำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเริ่มฉายแววความเป็นชาติมหาอำนาจ ไม่ได้ร่วมเป็นสมาชิกขององค์การ ประเทศสมาชิกหลายประเทศเริ่มไม่เคารพต่อการปฏิบัติตามข้อมติของสันนิบาตชาติ มีการรุกรานดินแดนต่างๆ อย่างต่อเนื่องทั้งในยุโรป เอเชีย และแอฟริกา โดยที่สันนิบาตชาติไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ การที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองดินแดนแมนจูเรียเมื่อ ค.ศ. 1931 และถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสันนิบาตชาติในปี ค.ศ. 1933 การไม่สามารถระงับสงคราม Chaco War ระหว่างโบลิเวีย-ปารากวัย (ค.ศ. 1932-1935) เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำลายเกียรติภูมิขององค์กรอย่างยิ่ง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1933-1939 มีเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เกิดขึ้นอันนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง และการสิ้นสุดของสันนิบาตชาติ เช่น อิตาลีส่งกำลังโจมตีและยึดครองเอธิโอเปียเพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสันนิบาตชาติ เยอรมันถอนตัวจากการเป็นสมาชิก ส่งกองกำลังทหารเข้าดินแดนไรน์แลนด์ ถอนตัวจากสนธิสัญญาแวร์ซายส์และบุกยึดออสเตรีย สงครามกลางเมืองในสเปน ญี่ปุ่นกลับมาทำสงครามกับจีนอีกครั้งหนึ่ง และการที่สันนิบาตชาติขับรัสเซียออกจากองค์กรเนื่องจากบุกโจมตีฟินแลนด์
จักรพรรดิฮัลเลเซลัสซีแห่งเอธิโอเปียกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสันนิบาตชาติ
สันนิบาตชาติมีการประชุมสมัยสุดท้ายเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1939 (ปี 2482) และหมดสภาพเป็นองค์การระหว่างประเทศลงเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1946 (ปี 2489 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 8) ทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดได้โอนไปให้องค์การสหประชาชาติ
สหประชาชาติ
ข้อมูลเบื้องต้น สหประชาชาติก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2488 (ค.ศ. 1945) ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การเคารพในหลักความยุติธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ การส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประชากรโลก ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ
สหประชาชาติมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันมีสมาชิก 191 ประเทศ(เมษายน 2548) ประกอบด้วยองค์กรหลัก (principal organs) 6 องค์กร คือ ก) สมัชชา (General Assembly) ประกอบด้วยสมาชิกทุกประเทศของสหประชาชาติ เป็นองค์กรหลักที่ทำหน้าที่กำหนดแนวทางปฏิบัติงานขององค์การ พิจารณาและให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ ภายในขอบเขตของกฎบัตรสหประชาชาติ พิจารณาปัญหาเกี่ยวกับการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ พิจารณารายงานขององค์กรต่างๆ ของสหประชาชาติ มีหน้าที่เลือกสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรี ความมั่นคงจำนวน 10 ประเทศ คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมจำนวน 54 ประเทศและคณะมนตรีอื่นๆ ตลอดจนการรับสมาชิกใหม่ แต่งตั้งเลขาธิการสหประชาชาติเมื่อได้รับข้อเสนอแนะจากคณะมนตรีความมั่นคง รวมทั้งพิจารณาและรับรองงบประมาณของสหประชาชาติ กำหนดส่วนเฉลี่ยค่าบำรุงของประเทศสมาชิก ฯลฯ
ห้องประชุมสมัชชาสหประชาชาติ
ข) คณะมนตรีความมั่นคง (Security Council) ประกอบด้วยสมาชิกถาวร (Permanent Members) จำนวน 5 ประเทศ (สาธารณรัฐประชาชนจีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา) และสมาชิกไม่ถาวร (Non-permanent Members) จำนวน 10 ประเทศ ซึ่งมาจากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี มีหน้าที่สอบสวนกรณีพิพาทหรือสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และเสนอแนะวิธีดำเนินการหรือแผนปฏิบัติการที่จะจัดทำความตกลงสำหรับการยุติข้อพิพาทโดยสันติ เสนอแนะการรับสมาชิกใหม่ เสนอแนะสมัชชาฯ ในการแต่งตั้งเลขาธิการสหประชาชาติ และทำหน้าที่ร่วมกับสมัชชาฯ ในการเลือกตั้งผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
ห้องประชุมคณะมนตรีความมั่นคงฯ
ค) คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม (Economic and Social Council : ECOSOC) ประกอบด้วย สมาชิกจำนวน 54 ประเทศ อยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี ทุกปีจะมีการเลือกตั้งแทนประเทศที่พ้นตำแหน่งปีละ 18 ประเทศ สมาชิกที่ครบวาระแล้วมีสิทธิสมัครเข้ารับเลือกตั้งซ้ำและสามารถรับเลือกตั้งซ้ำในวาระต่อเนื่องได้ แบ่งการดำเนินงานออกเป็นคณะกรรมาธิการประจำ คณะกรรมาธิการภูมิภาค และองค์กรผู้เชี่ยวชาญ มีหน้าที่ศึกษาและรายงานเรื่องระหว่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา อนามัย และอื่นๆ รวมทั้งให้คำแนะนำ เพื่อส่งเสริมการเคารพและปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชน และอิสรภาพขั้นมูลฐานของปวงชน
ห้องประชุม ECOSOC ง) คณะมนตรีภาวะทรัสตี (Trusteeship Council) ประกอบด้วยประเทศสมาชิกที่ปกครองดินแดนในภาวะทรัสตี ประเทศที่เป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคง และประเทศอื่นๆ เท่าที่จำเป็น เพื่อให้ได้สัดส่วนของประเทศที่ปกครองและมิได้ปกครองภาวะทรัสตีจำนวนเท่าๆ กัน มีหน้าที่พิจารณารายงานของประเทศที่ทำหน้าที่ปกครองดินแดนและจัดทำข้อเสนอแนะ เพื่อเร่งรัดการให้ดินแดนในภาวะทรัสตีเจริญก้าวหน้ารวดเร็ว สามารถปกครองตนเองหรือเป็นเอกราชได้
ห้องประชุมคณะมนตรีภาวะทรัสตี
จ) ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) ประกอบด้วยผู้พิพากษาจำนวน 15 คน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี คัดเลือกจากผู้มีคุณสมบัติสูงสุดทางตุลาการในประเทศของตนหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงและสมัชชาฯ เป็นผู้คัดเลือก มีหน้าที่พิจารณาข้อขัดแย้งในทางกฎหมายตามที่แต่ละประเทศเสนอต่อศาลฯ และให้คำแนะนำตัวบทกฎหมายเมื่อได้รับการร้องขอจากองค์กรภายในสหประชาชาติ รวมทั้งตีความกฎหมายระหว่างประเทศและการเตรียมร่างอนุสัญญาและสนธิสัญญาที่กำหนดแนวทางปฏิบัติระหว่างชาติ
สัญลักษณ์ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
ฉ) สำนักเลขาธิการ (Secretariat) มีเลขาธิการสหประชาชาติ เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของสหประชาชาติ ปฏิบัติการในอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการในการประชุมทั้งปวงของสมัชชา คณะมนตรีความมั่นคง คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม และคณะมนตรีภาวะทรัสตี รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่ที่องค์กรเหล่านี้มอบหมาย พร้อมทั้งจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับสหประชาชาติเสนอต่อสมัชชาฯ
องค์กรต่างๆ เหล่านี้มีสำนักงานอยู่ที่นครนิวยอร์ก ยกเว้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ นอกจากนี้ ยังมีทบวงการชำนัญพิเศษ (Specialized Agencies) อีกจำนวน 16 องค์กร ซึ่งเป็นองค์การอิสระและปฏิบัติงานเฉพาะสาขา ผูกพันกับสหประชาชาติตามข้อตกลงพิเศษ ประกอบด้วยสมาชิกทั้งที่เป็นและไม่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ โดยมีคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมกับสมัชชาฯ เป็นองค์กรประสานงาน