สรุปคำกล่าวของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในงานสัมมนา Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ ๑๘ (๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๑)
สรุปคำกล่าวของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในงานสัมมนา Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ ๑๘ (๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๑)
วันที่นำเข้าข้อมูล 1 ก.พ. 2562
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 พ.ย. 2565
| 2,512 view
ที่ผ่านมาไทยเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ในระยะ ๓-๔ ปีหลังภาวการณ์ของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น รัฐบาลได้ทำการปฏิรูปเพื่อวางรากฐานของประเทศให้มีความมั่นคงและชะลอการถดถอยทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ตัวเลข GDP เติบโตสูงถึง ๔.๘% โดยไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ทั้ง IMF และ ADB ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น รวมถึงดัชนีทางเศรษฐกิจมหภาคที่ดีขึ้นในทุกดัชนี อาทิ หนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ ๔๐% เงินสำรองระหว่างประเทศราว ๒๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ การจัดอันดับทางเศรษฐกิจ รวมถึงเสถียรภาพของตลาดหุ้น
ภายหลังจากวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ภาคธุรกิจไทยมีการเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลังมากขึ้น แต่ทั้งนี้ ยังต้องเฝ้าระวังและรักษาระดับด้านความผันผวนของราคาน้ำมัน การส่งเสริมการลงทุนและขยายตลาดไปยังระดับมณฑลและภูมิภาคในต่างประเทศ การขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่มีความผันผวน และแสวงหาโอกาสจากภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ย้ายมายังทวีปเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มอาเซียนที่มี CLMVT เป็นแกนกลาง ซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบด้านการมีความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศ รวมถึงความพร้อมด้านการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน
นอกจากนี้ จากการดำเนินนโยบาย America First ของสหรัฐฯ ยังส่งผลให้เกิดการผลักดันความร่วมมือเพื่อการค้าเสรีในภูมิภาค เช่น RCEP CPTPP ยุทธศาสตร์อินโด – แปซิฟิก และ OBOR ซึ่งไทยได้มีความพยายามในการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงจากอินเดียไปสู่เวียดนามผ่าน EWEC และเชื่อมโยงกับจีนผ่าน NSEC ซึ่งจะสามารถเชื่อมต่อไปยัง SEC ซึ่งนับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่นำไปสู่การเชื่อมสองฝั่งอ่าวไทย – ทะเลอันดามัน รวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน นำไปสู่การสร้างความร่วมมือในการลงทุนในประเทศที่สามระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย และมีแผนการเตรียมเข้ามาลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานและ Smart City ในพื้นที่ EEC โดยรัฐบาลมีแนวคิดการนำ ACMECS Master Plan มาใช้เป็นแนวทางในการสร้างความร่วมมือและกรอบการดำเนินงานร่วมกับทั้งสองประเทศ เพื่อลดการถูกบีบบังคับด้านภาษีจาก FTA
นอกจากนี้ จากการดำเนินนโยบาย America First ของสหรัฐฯ ยังส่งผลให้เกิดการผลักดันความร่วมมือเพื่อการค้าเสรีในภูมิภาค เช่น RCEP CPTPP ยุทธศาสตร์อินโด – แปซิฟิก และ OBOR ซึ่งไทยได้มีความพยายามในการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงจากอินเดียไปสู่เวียดนามผ่าน EWEC และเชื่อมโยงกับจีนผ่าน NSEC ซึ่งจะสามารถเชื่อมต่อไปยัง SEC ซึ่งนับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่นำไปสู่การเชื่อมสองฝั่งอ่าวไทย – ทะเลอันดามัน รวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน นำไปสู่การสร้างความร่วมมือในการลงทุนในประเทศที่สามระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย และมีแผนการเตรียมเข้ามาลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานและ Smart City ในพื้นที่ EEC โดยรัฐบาลมีแนวคิดการนำ ACMECS Master Plan มาใช้เป็นแนวทางในการสร้างความร่วมมือและกรอบการดำเนินงานร่วมกับทั้งสองประเทศ เพื่อลดการถูกบีบบังคับด้านภาษีจาก FTA
ทั้งนี้ ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับโอกาสที่กำลังมาถึง รัฐบาลได้มีความพยายามในการปฏิรูปประเทศเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีจำนวนกว่า ๑๑ ล้านคนทั่วประเทศและประชากรในภาคการเกษตรซึ่งมีจำนวนคิดเป็น ๒๐% ของประชากรทั้งประเทศ ดังนี้
๑) ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการส่งออก โดยการเพิ่มมูลค่าสินค้า การทำการเกษตรหลากหลาย การพัฒนา Smart Farmer Community การนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการส่งออกผ่าน E – Commerce และการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคบริการ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง อันจะนำไปสู่การกระจายรายได้สู่ชุมชน
๒) ยกระดับอุตสาหกรรมเดิม และพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านการดำเนินโครงการ EEC เพื่อเป็นแหล่งผลิตและส่งออกไปยัง CLMV รวมถึงเป็น International Gateway โดยเชื่อมโยงสายเคเบิลใต้น้ำร่วมกับฮ่องกง
๓) ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยมีโครงการนำร่อง ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน โครงการศูนย์ซ่อมบำรุง MRO โครงการเมืองการบินภาคตะวันออก (EECA) โครงการแหลมฉบังระยะที่ ๓ และโครงการมาบตาพุดระยะที่ ๓ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในพื้นที่ EEC
๔) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานของผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการดำเนินโครงการเน็ตประชารัฐ การจัดตั้งศูนย์พัฒนา SME และ Startups ร่วมกับ METI ของญี่ปุ่น และการจัดตั้งศูนย์ cyberport ร่วมกับฮ่องกง
๕) เชื่อมโยงสู่ Pan Pearl River Delta ของจีน โดยเชื่อมเส้นทางรถไฟทางคู่กับแนวเส้นทาง One Belt, One Road
๑) ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการส่งออก โดยการเพิ่มมูลค่าสินค้า การทำการเกษตรหลากหลาย การพัฒนา Smart Farmer Community การนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการส่งออกผ่าน E – Commerce และการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคบริการ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง อันจะนำไปสู่การกระจายรายได้สู่ชุมชน
๒) ยกระดับอุตสาหกรรมเดิม และพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านการดำเนินโครงการ EEC เพื่อเป็นแหล่งผลิตและส่งออกไปยัง CLMV รวมถึงเป็น International Gateway โดยเชื่อมโยงสายเคเบิลใต้น้ำร่วมกับฮ่องกง
๓) ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยมีโครงการนำร่อง ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน โครงการศูนย์ซ่อมบำรุง MRO โครงการเมืองการบินภาคตะวันออก (EECA) โครงการแหลมฉบังระยะที่ ๓ และโครงการมาบตาพุดระยะที่ ๓ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในพื้นที่ EEC
๔) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานของผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการดำเนินโครงการเน็ตประชารัฐ การจัดตั้งศูนย์พัฒนา SME และ Startups ร่วมกับ METI ของญี่ปุ่น และการจัดตั้งศูนย์ cyberport ร่วมกับฮ่องกง
๕) เชื่อมโยงสู่ Pan Pearl River Delta ของจีน โดยเชื่อมเส้นทางรถไฟทางคู่กับแนวเส้นทาง One Belt, One Road
เรียบเรียงโดย... กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
TOP
กระทรวงการต่างประเทศ
Ministry of Foreign Affairs
Ministry of Foreign Affairs
443 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
งานรับ-ส่งหนังสือ และงานสารบรรณ:
อีเมล [email protected]
เว็บไซต์นี้ได้รับการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงเว็บไซต์ได้และมีมาตรฐาน WCAG 2.0 ระดับ AA
** เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุดควรใช้ Chrome เวอร์ชั่น 76 ขึ้นไป **
เบอร์ติดต่อ : 0-2203-5000
โทรสาร : 02-643-5018
Copyright © 2012-2014 Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand. All rights reserved.
Ministry of Foreign Affairs Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2203-5000 Thailand.
Ministry of Foreign Affairs Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2203-5000 Thailand.