สรุปการแถลงข่าวการบรรยายสรุปแก่คณะทูต
เรื่อง ผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 48
โดยรองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.15 น.
ณ ห้องแถลงข่าว และทาง FB/Youtube/TIKTOK LIVE กต.
- สรุปผลการบรรยายสรุปแก่คณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศเกี่ยวกับผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 48
1.1 ผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 48
- นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการบรรยายสรุปให้แก่คณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ เรื่องผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7 - 8 พฤษภาคม 2569 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงการประชุมสามฝ่ายระหว่างไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังเป็นเอกอัครราชทูตหรือผู้แทนจาก 62 ประเทศ 1 องค์กร (EU) และ 3 องค์การระหว่างประเทศ รวม 73 คน
- การประชุมครั้งนี้มีประเด็นสำคัญคือ ผลกระทบของวิกฤตตะวันออกกลางต่ออาเซียนและแนวทางตอบสนองร่วมกันของอาเซียน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดหลักของประธานอาเซียนปีนี้ คือ "การนำทางอนาคตของเราไปด้วยกัน” (Navigating Our Future, Together)
- ผู้นำอาเซียนเห็นพ้องว่า อาเซียนกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนและผันผวนมากขึ้นจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกาสากลที่กำลังสั่นคลอน
- ในบริบทดังกล่าว ผู้นำทุกประเทศย้ำความจำเป็นในการธำรงไว้ซึ่งเอกภาพและบทบาทนำของอาเซียน การยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ และการบูรณาการในภูมิภาคให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและรับมือกับความไม่แน่นอน
- ที่ประชุมได้รับรองแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยการตอบสนองต่อวิกฤตตะวันออกกลาง ซึ่งครอบคลุมทั้งมาตรการเร่งด่วนและมาตรการระยะยาว ในด้านการบูรณาการทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร
- ในประเด็นเหล่านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ย้ำถึง (1) การเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในอาเซียน (2) ความพร้อมของไทยในการแบ่งปันเชื้อเพลิงอากาศยานสำรองแก่ประเทศสมาชิก (3) ความพร้อมของไทยในการสนับสนุนการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค
- นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอแนวคิด 3R เพื่อกำหนดทิศทางของอาเซียนท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบด้วย (1) การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม (Regionalism) ซึ่งอาเซียนต้องหันมาให้ความสำคัญต่อประโยชน์ร่วมกันของภูมิภาค และรักษาอาเซียนให้เป็นแกนกลางของนโยบายต่างประเทศของประเทศสมาชิก (2) ความยืดหยุ่น (Resilience) เสริมสร้างกลไกของอาเซียนให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกระทบจากภายนอกได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการความตึงเครียดในภูมิภาค และ (3) การรักษาบทบาทสำคัญของอาเซียนทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค (Relevance) เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากประชาคมระหว่างประเทศ
- นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำความจำเป็นของการส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน และการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อรองรับผลกระทบอื่นๆ จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อประชาชนอาเซียน ตลอดจนการคุ้มครองเสรีภาพในการเดินเรือที่ยังคงเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้
1.2 ประเด็นเมียนมา
- ผู้นำอาเซียนได้หารืออย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมาซึ่งอาเซียนเริ่มมีมุมมองร่วมกันมากขึ้น โดยอาจจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ ภายหลังจากที่ได้ดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 5 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ
- อาเซียนจึงจำเป็นต้องทบทวนและปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของไทยเรื่อง calibrated re-engagement กับเมียนมา
- ที่ประชุมได้มอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนหารือประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติม และจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อเสนอต่อผู้นำอาเซียนพิจารณา
1.3 การประชุม 3 ฝ่าย ระหว่าง ไทย-ฟิลิปปินส์-กัมพูชา
- เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 มีการจัดการประชุม 3 ฝ่าย ระหว่างไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา โดยไทยขอบคุณฝ่ายฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน สำหรับข้อริเริ่มในการจัดการประชุมนี้ ซึ่งนับเป็นการพบปะหารือระหว่างผู้นำไทยกับผู้นำกัมพูชาครั้งแรกหลังจากการหยุดยิงเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
- ไทยและกัมพูชาได้หารือและแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะคงการหยุดยิงตาม Joint Statement อย่างเคร่งครัด และเห็นพ้องที่จะดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างกัน ซึ่งจะนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างค่อยเป็นค่อยไป บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน
- ตัวอย่างมาตรการที่จะดำเนินการเพื่อลดความตึงเครียด อาทิ การดำรงการหารือผ่านกลไกทวิภาคี GBC RBC และ JBC การหลีกเลี่ยงวาทกรรมยั่วยุในเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ การจัดการประชุมระหว่างสมาคมมิตรภาพของสองประเทศ การร่วมกันปราบปรามออนไลน์สแกม และความเป็นไปได้ในการส่งผู้แทนการทูตระดับรองหัวหน้าสำนักงานกลับไปประจำการในแต่ละประเทศในระยะต่อไป
- ผู้นำสองประเทศได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายหารือกันเพื่อติดตามผลและกำหนดมาตรการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจอื่น ๆ ที่สามารถปฏิบัติได้เพิ่มเติม
- ในส่วนของประเด็นเขตแดนทางทะเลนั้น ฝ่ายไทยได้แจ้งให้ทราบถึงการตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายหารือกันบนพื้นฐานของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อหาทางออกโดยสันติ
- สำหรับประเด็นเขตแดนทางบก ฝ่ายไทยได้แจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการภายในเพื่อแต่งตั้งองค์ประกอบคณะผู้แทน JBC ฝ่ายไทย โดยในระหว่างนี้ ฝ่ายเลขานุการ JBC ของทั้งสองฝ่ายสามารถประสานงานเพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมฯ ครั้งต่อไปได้ เมื่อบรรยากาศเอื้ออำนวย
- การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งที่ไทยและกัมพูชาจะได้ร่วมกันกำหนดแนวทางและมาตรการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายจะได้หารือกันเพื่อทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
1.4 การหารือทวิภาคีกับประเทศต่าง ๆ
- นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้หารือทวิภาคีกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์
- ในการหารือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งการเพิ่มพูนความร่วมมืออย่างรอบด้าน อาทิ การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง การส่งเสริมการค้าและการลงทุน ความมั่นคง ทางอาหารและพลังงาน และการปราบปรามออนไลน์สแกม
- นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงสถานการณ์ในเมียนมา และสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานทั่วโลกด้วย
สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ https://fb.watch/H1oqi2yc0n/?