คำกล่าวนายกรัฐมนตรี ในกิจกรรม Sustainable Development Goals (SDG Moment) ในห้วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ ๗๖
คำกล่าวนายกรัฐมนตรี ในกิจกรรม Sustainable Development Goals (SDG Moment) ในห้วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ ๗๖
วันที่นำเข้าข้อมูล 24 ก.ย. 2564
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 พ.ย. 2565
คำกล่าวนายกรัฐมนตรี
ในกิจกรรม Sustainable Development Goals (SDG Moment)
ในห้วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ ๗๖ วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๔
ท่านเลขาธิการสหประชาชาติ
ท่านประธานสมัชชาสหประชาชาติ
ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้ความสำคัญและมีบทบาทในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งภายในและระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม SDG Moment ในวันนี้ โดยเฉพาะภายหลังการนำเสนอรายงานวีเอ็นอาร์ ต่อสหประชาชาติเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะเป็นโอกาสให้ไทยได้ทบทวนความคืบหน้าของการดำเนินการตาม SDGs แล้ว ยังทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของเป้าหมายดังกล่าวต่อการฟื้นฟูและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคต่าง ๆ ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-๑๙ ที่มีแนวโน้มจะคงอยู่กับโลกของเราไปอีกระยะหนึ่ง
ในประเทศไทย รัฐบาลได้ร่วมกับทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นระบบ โดยมีหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทาง ตลอดจนมีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อให้การดำเนินนโยบายและการใช้งบประมาณในทุกระดับตอบโจทย์การพัฒนาประเทศและนำไปสู่การบรรลุ SDGs อย่างแท้จริง นอกจากนั้น ไทยยังมีคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งผมดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการด้วยตนเอง เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน SDGs ของประเทศ ตลอดจนมีการจัดทำ SDGs Roadmap เพื่อเป็นแผนที่นำทางไปสู่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวภายในปี ค.ศ. ๒๐๓๐ อีกด้วย
สำหรับทศวรรษแห่งการเร่งรัดการดำเนินการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นั้น ประเทศไทยมีหมุดหมายที่สำคัญ ๓ ประการ เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย SDGs ดังนี้
ประการแรก การส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนทุกช่วงอายุ ซึ่งการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ ได้ตอกย้ำความสำคัญของการมีระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมและทั่วถึง ขณะเดียวกัน การจัดสรรงบประมาณสำหรับการประกันสุขภาพอย่างเพียงพอและการยกระดับอุตสาหกรรมทางการแพทย์และการบริการสาธารณสุขก็เป็นประเด็นที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถพึ่งพาตนเองในยามวิกฤตได้
ประการที่สอง การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในช่วงการฟื้นฟูจากวิกฤตโควิด-๑๙ จะเน้นการสร้าง “ความสมดุลของสรรพสิ่ง” ผ่านการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เช่น การเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร การต่อยอดอุตสาหกรรมชีวภาพและพลังงานทดแทน รวมถึงการปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น นอกจากนั้น รัฐบาลยังมุ่งมั่นที่จะปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตขนาดใหญ่ของโลก โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มการผลิตรถไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้ได้ร้อยละ ๓๐ ของการผลิตยานยนต์ไทยทั้งหมดภายในปี ค.ศ. ๒๐๓๐ เพื่อให้สอดรับกับพันธกรณีของไทยด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประการที่สาม การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ สะท้อนให้เห็นความเปราะบางในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้และการสร้างรายได้ ดังนั้น การขจัดความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาด้าน digital literacy จึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการปลดล็อคศักยภาพให้แก่ประชาชนในประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะใช้ประโยชน์จากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า หรือ TPMAP (ทีพีแม็ป) ที่เกิดจาก Big Data เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายนี้ รวมถึงปัญหาความยากจนอื่น ๆ ต่อไป
การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยการดำเนินการของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่จะต้องเกิดจากการปรับกระบวนทัศน์และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งรวมถึงภาคเอกชนและภาคประชาชนด้วย ดังนั้น นอกจากการดำเนินการตามหมุดหมายที่ได้กล่าวมาแล้ว รัฐบาลไทยยังให้ความสำคัญกับการระดมทรัพยากรเพื่อการพัฒนา ทั้งในรูปของการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อความยั่งยืน การกำหนดสิทธิพิเศษเพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุนในโครงการขับเคลื่อน SDGs และการสนับสนุน MSMEs เพื่อนำไปสู่การขยายฐานการขับเคลื่อน SDGs ในทุกระดับอย่างแท้จริง
สุดท้ายนี้ ผมขอยืนยันเจตนารมณ์ของประเทศไทยที่จะก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และพร้อมร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนไปด้วยกัน
ขอบคุณและสวัสดีครับ
Ministry of Foreign Affairs
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
งานรับ-ส่งหนังสือ และงานสารบรรณ:
อีเมล [email protected]
เว็บไซต์นี้ได้รับการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงเว็บไซต์ได้และมีมาตรฐาน WCAG 2.0 ระดับ AA
** เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุดควรใช้ Chrome เวอร์ชั่น 76 ขึ้นไป **
Ministry of Foreign Affairs Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2203-5000 Thailand.