สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๑.๐๐ น.
สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๑.๐๐ น.
วันที่นำเข้าข้อมูล 11 ส.ค. 2566
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 11 ส.ค. 2566
สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์
วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๑.๐๐ น.
ณ ห้องแถลงข่าว และทาง Facebook live กระทรวงการต่างประเทศ
๑. สถานการณ์ไฟป่าบนเกาะ Maui รัฐฮาวายของสหรัฐฯ (๘ ส.ค. ๒๕๖๖)
- สกญ. ณ นครลอสแอนเจลิส รายงานสถานการณ์ไฟป่าที่เกาะ Maui รัฐฮาวาย ซึ่งสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนในวงกว้าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน ๕๓ คน (สถานะเมื่อวันที่ ๑๐ ส.ค. ๒๕๖๖) โดยมีสาเหตุจากอากาศที่ร้อนจัดและแห้งในช่วงฤดูร้อน รวมถึงพายุลมแรงที่พัดกระหน่ำหลังเกิดเฮอร์ริเคน Dora
ทำให้ไฟป่าก่อตัวและลุกลามอย่างรวดเร็ว - จำนวนคนไทยในรัฐฮาวายตาม Census 2020 ของสหรัฐฯ มีประมาณ ๕,๐๐๐ คน แต่ยังไม่มีความชัดเจนถึงจำนวนคนไทยที่พำนักบนเกาะ Maui ทั้งนี้ สกญ.ฯ ได้ประสานชุมชนไทยในพื้นที่แล้ว ทราบว่า มีคนไทยจำนวนหนึ่งได้อพยพไปอยู่ศูนย์ที่พักฉุกเฉินของทางการแล้ว ขณะที่บางส่วนได้ย้ายไปพำนักตามบ้านเพื่อน นอกจากนี้ ยังได้แจ้งให้ชุมชนไทยในพื้นที่ช่วยกันแจ้งช่องทางติดต่อของตนให้ สกญ. ทราบผ่านทางกรุ๊ปไลน์ “Maui rescue” ด้วย
- นักศึกษาจากโครงการ Work and Travel ทั้ง ๑๒ คนที่อยู่ในพื้นที่ ปลอดภัย ทั้งนี้ นักศึกษาบางส่วนหนังสือเดินทางหายไปในห้วงสถานการณ์ ซึ่ง สกญ. จะช่วยดูแลให้ต่อไป
- ในกรณีฉุกเฉิน ช่องทางติดต่อ สกญ.ฯ คือ ไลน์ @thaiconsulate.la
๒. รนรม./รมว.กต. พบหารือกับคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (๓ ส.ค. ๒๕๖๖)
- นายธานี แสงรัตน์ ออท. ณ กรุงวอชิงตัน ได้นำคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สหรัฐฯ นำโดยนาย Jason Smith สส. พรรครีพับลิกัน รัฐมิสซูรี ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ (House Committee on Ways and Means) เยือนไทยระหว่างวันที่ ๒-๓ ส.ค. ๒๕๖๖ พร้อม สส. สหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตอีก ๗ คน เพื่อกระชับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ
- เมื่อวันที่ ๒ ส.ค. ๒๕๖๖ คณะ สส. สหรัฐฯ ได้เข้าพบหารือกับ รนรม./รมว.กต. ที่กระทรวงฯ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความร่วมมือในด้านต่าง ๆ อาทิ การค้า การลงทุน การขยายโอกาสในกลุ่มสินค้าเกษตร การเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน การส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงาน การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และความร่วมมือต่าง ๆ ในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework: IPEF) พร้อมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการที่สำคัญในภูมิภาค รวมถึงสถานการณ์ในเมียนมาด้วย
- ในโอกาสนี้ รนรม./รมว.กต. ได้ขอบคุณ สส. Michelle Steel ที่จัดตั้ง S.-Thai Alliance Caucus ในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทยกับประเทศต่าง ๆ ที่จะมุ่งสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกรัฐสภาของทั้งสองประเทศและเป็นกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐฯ
- รนรม./รมว.กต. ได้เป็นเจ้าภาพการหารือระหว่างอาหารกลางวันกับคณะ โดยมีผู้แทนระดับสูงจากหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย รวมถึงภาคเอกชนทั้งไทยและสหรัฐฯ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือแนวทางส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ
๓. การเยือนไทยของ ลธก. องค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation: OIC) (๘–๑๑ ส.ค. ๒๕๖๖)
- นายฮุซัยน์ บรอฮีม ฏอฮา (Hissein Brahim Taha) ลธก. OIC เดินทางมาเยือนไทย ระหว่างวันที่ ๘ - ๑๑ ส.ค. ๒๕๖๖ ตามคำเชิญของ รนรม./รมว.กต. โดยมีกำหนดการที่สำคัญ ได้แก่ การเยี่ยมคารวะ นรม. การประชุมหารือกับ รนรม./รมว.กต. การเยี่ยมชุมชนสามศาสนา (วัดประยูรวงศาวาส วรวิหาร กรุงเทพฯ) รวมถึงการพบหารือกับผู้บริหารสำนักจุฬาราชมนตรี และผู้บริหารมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
- เมื่อวันที่ ๙ ส.ค. ๒๕๖๖ ลธก. OIC ได้เข้าพบหารือกับ รนรม./รมว.กต. โดยมี พล.ร.ต. สมเกียรติ ผลประยูร ลธก. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย โดยทั้งสองฝ่ายได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนา และการดำเนินโครงการความร่วมมือไตรภาคีกับ OIC ซึ่งไทยพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ที่ไทยเชี่ยวชาญ เช่น การเกษตร การประมง การท่องเที่ยว สาธารณสุข ฯลฯ ให้แก่ประเทศที่สาม ขณะที่ ลธก. OIC ชื่นชมประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนที่มีศักยภาพ รวมถึงแสดงความพึงพอใจต่อการดำเนินนโยบายของไทยที่ให้การดูแลคนทุกกลุ่มวัฒนธรรมในสังคมโดยเท่าเทียมกัน
- ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ลธก. OIC ได้เดินทางไปเยี่ยมชมชุมชนวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร มัสยิดบางหลวง และโบสถ์ซางตาครู้ส ( “ชุมชนสามศาสนา”) เพื่อสัมผัสความเป็นสังคมพหุสังคมวัฒนธรรมของไทย ซึ่งชุมชนต่างวัฒนธรรมเหล่านี้ได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติมาช้านาน
- เมื่อช่วงเช้าของวันที่ ๑๐ ส.ค. ๒๕๖๖ ลธก. OIC ได้เข้าเยี่ยมคารวะ นรม. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดย นรม. ได้เน้นย้ำถึงการเคารพสิทธิเสรีภาพในการนับถือทุกศาสนาอย่างเท่าเทียม โดยพี่น้องชาวไทยมุสลิมสามารถแสดงออกและปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างเสรี ที่ผ่านมา คนไทยมุสลิมมีบทบาทสำคัญการพัฒนาประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเลขาธิการ OIC รับทราบด้วยความขอบคุณ
- องค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ OIC มีชื่อเดิมว่า องค์การการประชุมอิสลาม (Organisation of the Islamic Conference) ก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๑๒ ปัจจุบัน มีสมาชิก ๕๗ ประเทศ เป็นองค์การระหว่างรัฐบาลที่สำคัญที่สุดของโลกมุสลิม มีสำนักเลขาธิการตั้งอยู่ที่เมืองเจดดาห์ ซาอุดีอาระเบีย ไทยเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์ของ OIC ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ เพื่อเป็นช่องทางเผยแพร่นโยบายของไทยต่อโลกมุสลิม ยกระดับความร่วมมือกับประเทศโลกมุสลิม
๔. การประชุมหารือระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศไทย - อินเดีย (Thailand - India Foreign Office Consultations: FOC) ครั้งที่ ๗ (๗ ส.ค. ๖๖)
- นายเสารัภ กุมาร (Saurabh Kumar) ปลัด กต. อินเดีย (ฝ่ายกิจการภูมิภาคตะวันออก) เดินทางเยือนไทยเมื่อวันที่ ๗ ส.ค. ๒๕๖๖ เพื่อเป็นประธานร่วมกับปลัด กต. ในการประชุม FOC ไทย – อินเดีย ครั้งที่ ๗
- การประชุมครั้งนี้ได้หารือประเด็นต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ย้ำความสำคัญของการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงและการพบหารือระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ การส่งเสริมความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง การเพิ่มพูนการค้าและการลงทุนระหว่างกัน การส่งเสริมความเชื่อมโยง รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการศึกษา ซึ่งเป็นจุดเด่นของอินเดีย ขณะที่มีเยาวชนไทยเดินทางไปศึกษาในอินเดียจำนวนไม่น้อย
- ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมกันส่งเสริมความร่วมมือในอนุภูมิภาค ภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบความร่วมมือแม่โขง-คงคา และ BIMSTEC ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศที่อยู่ในความสนใจร่วมกัน อาทิ เมียนมา ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงจะประสานท่าทีกันอย่างใกล้ชิดในกรอบความร่วมมืออาเซียน-อินเดีย กรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD) และสหประชาชาติต่อไป
- ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ปลัด กต. อินเดียได้เข้าเยี่ยมคารวะ รนรม./รมว.กต. โดยทั้งสองฝ่ายย้ำความพร้อมที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับอินเดียในทุกมิติด้วย
๕. การเพิ่มความสะดวกในการขอรับการตรวจลงตรา (วีซ่า) ส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน (ร่วมกับนายนฤชัย นินนาท รองอธิบดีกรมการกงสุล)
- นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ใน ๒ รูปแบบ คือ ขอวีซ่า และได้รับการยกเว้น
- ในกรณีที่ไม่ต้องขอวีซ่า – ๕๗ ประเทศได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว (ผ.๓๐) พำนักได้ ๓๐ วัน / ๑๓ ประเทศมีความตกลงทวิภาคีกับไทย / และ ๑๗ ประเทศสามารถขอรับการตรวจลงตราแบบ Visa-on-Arrival (VOA)
- ในกรณีที่ต้องขอวีซ่า – นักท่องเที่ยวสามารถขอรับการตรวจลงตราได้ที่ สอท./สกญ. และเมื่อปี ๒๕๖๒ กรมการกงสุลได้จัดทำระบบ e-Visa ให้บริการออนไลน์ผ่าน สอท./สกญ. นำร่อง ๓๘ แห่ง ใน ๒๓ ประเทศทั่วโลก รวมถึงจีน เพื่อความรวดเร็วในการสมัคร การให้บริการทุกวันตลอด ๒๔ ชั่วโมง และการสร้างความเชื่อมโยงของระบบจัดการข้อมูลกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)
- ไทยดำเนินการด้านการตรวจลงตราโดยรักษาความสมดุลระหว่างการคัดกรองเพื่อความปลอดภัยกับการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ที่ผ่านมา ได้รับฟังความคิดเห็นจาก สอท./สกญ. และนักท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กรมการกงสุลได้หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ททท. กก. ตม. มท. ก่อนจะปรับมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงจีน ดังนี้ (๑) ลดจำนวนเอกสารในการสมัครผ่านระบบ e-Visa จาก ๑๐ รายการ เหลือ ๖ รายการ (ประกอบด้วย หน้าหนังสือเดินทาง รูปถ่าย บัตรโดยสารเครื่องบิน ที่พัก เอกสารยืนยันที่อยู่ และหลักฐานทางการเงิน) และ (๒) ลดระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติการตรวจลงตราจาก ๑๔ วันทำการเหลือ ๗ วันทำการ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๗ ส.ค. ๒๕๖๖
- กต. ยังให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับบริษัทนำเที่ยว ซึ่งเป็นที่นิยมในจีน โดยบริษัทนำเที่ยวสามารถยื่นหนังสือรับรอง ๑ ฉบับเพื่อทดแทนเอกสารบางรายการของนักท่องเที่ยวในสังกัดได้ เช่น ตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก เอกสารการเงิน ฯลฯ ทั้งนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวกับหน่วยงานด้านความมั่นคงแล้ว เพื่อไม่ให้กระทบความมั่นคงในภาพรวม
- กต. หวังว่า มาตรการอำนวยความสะดวกดังกล่าวจะสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวใช้ระบบ e-Visa มากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการจัดเก็บข้อมูลในระบบและจะสามารถแบ่งปันข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ อีกทั้งพร้อมจะมุ่งพัฒนาระบบ e-Visa ต่อไปเพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น ตลอดจนจะขยายระบบ e-Visa ให้ครอบคลุมประเทศอื่น ๆ อีกและรองรับหลากหลายภาษา รวมถึงภาษาจีน
รับชมแถลงข่าวย้อนหลัง: https://fb.watch/mlFleULbDZ/
* * * * *
กองการสื่อมวลชน
กรมสารนิเทศ
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ
Ministry of Foreign Affairs
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
งานรับ-ส่งหนังสือ และงานสารบรรณ:
อีเมล [email protected]
เว็บไซต์นี้ได้รับการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงเว็บไซต์ได้และมีมาตรฐาน WCAG 2.0 ระดับ AA
** เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุดควรใช้ Chrome เวอร์ชั่น 76 ขึ้นไป **
Ministry of Foreign Affairs Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2203-5000 Thailand.