สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์
โดยรองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
วันที่ 12 มกราคม 2569 เวลา 16.30 น.
ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ
|
ก่อนการแถลงข่าว
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับสื่อมวลชนต่อประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
- ภายหลังการเจรจาหยุดยิง สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ยังคงมีความเปราะบาง การทำให้การหยุดยิงมีความยั่งยืนและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเดินหน้าต่อไปเป็นความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ไม่ควรมีการยั่วยุให้เกิดเหตุการณ์ใด ๆ เพิ่มเติม
- ไทยเห็นว่า เป็นพัฒนาการที่ดีที่ฝ่ายกัมพูชาออกมาแสดงความรับผิดชอบและแสดงความเสียใจต่อกรณีเหตุยิงข้ามแดนเข้ามาในฝั่งไทยอย่างทันท่วงที ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของฝ่ายไทยที่ต้องการเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเดินหน้าต่อไป
- อย่างไรก็ดี ไทยไม่อาจยอมรับการยั่วยุจากบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลของกัมพูชา โดยเฉพาะถ้อยแถลงที่เกี่ยวข้องกับการเมืองภายในของไทย ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทยและเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อหลักการและแนวปฏิบัติพื้นฐานระหว่างรัฐ ซึ่งไทยไม่เคยกระทำในลักษณะนี้ต่อกัมพูชา
- ไทยขอเตือนไปยังฝ่ายกัมพูชาว่า การกระทำในลักษณะดังกล่าว ไม่สร้างสรรค์ และไม่เอื้อต่อการเดินหน้าความสัมพันธ์ระหว่างกัน หากทั้งสองฝ่ายประสงค์จะให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไป ควรใช้ความระมัดระวังในคำพูดของผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล โดยที่ผ่านมา ไทยใช้ความยับยั้งชั่งใจในการใช้ถ้อยคำมาโดยตลอดและคาดหวังการปฏิบัติในลักษณะเดียวกันจากฝ่ายกัมพูชา
|
- พัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา
- นับตั้งแต่มีการหยุดยิงภายหลังการลงนามในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชายังคงค่อนข้างสงบ แม้จะเกิดเหตุระเบิดยิงเข้ามายังฝ่ายไทยจากฝ่ายกัมพูชา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ซึ่งทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ แต่ก็มีการติดต่อกันทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่ ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงด้วยดี
- ที่ผ่านมา ไทยเคารพและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมเรื่องการหยุดยิงในทุกข้ออย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมถึงข้อ 6 ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายละเว้นจากการดำเนินการยั่วยุใด ๆ ที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น และข้อ 8 ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายงดเว้นจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอมเพื่อลดความตึงเครียด ลดความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ
- อย่างไรก็ดี พบว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงดำเนินการยั่วยุในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการออกแถลงการณ์ การออกข่าว หรือการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารระดับสูงที่มีเนื้อหาบิดเบือน ยั่วยุ หรือเป็นการกล่าวหาไทยโดยไม่มีมูลและไร้หลักฐานที่น่าเชื่อถือ ทั้งยังเป็นการละเมิดถ้อยแถลงร่วมฯ โดยมีตัวอย่าง 2 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1 - ผลกระทบจากการสู้รบต่อโบราณสถานและทรัพย์สินทางวัฒนธรรม
- ในฐานะภาคีของอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 และอนุสัญญามรดกโลก ค.ศ. 1972 ไทยได้ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยฝ่ายไทยมีหลักฐานชัดเจนว่า กองทัพกัมพูชาใช้ปราสาทต่าง ๆ เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร โดยใช้เป็นที่เก็บสะสมอาวุธและเป็นจุดซุ่มโจมตีฝ่ายไทย
- การกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชาถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาทั้งสองฉบับข้างต้นที่กำหนดให้กัมพูชา ในฐานะภาคีอนุสัญญาฯ เช่นกัน ต้องปกป้องและไม่ใช้โบราณสถานหรือทรัพย์สินทางวัฒนธรรมใด ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร
- ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องปฏิบัติการทางทหารเพื่อป้องกันตนเองจากภัยคุกคาม และยับยั้งการใช้โบราณสถานเพื่อประโยชน์ทางการทหารของกัมพูชา ซึ่งการดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักความจำเป็น ได้สัดส่วน และมุ่งไปที่เป้าหมายทางการทหารเท่านั้น เพื่อลิดรอนขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชา ซึ่งสามารถกระทำได้ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ
กรณีที่ 2 - การแสดงความเห็นที่เข้าข่ายแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น
- ในห้วงที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนมีความสงบ ทั้งสองฝ่ายควรหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่เป็นการยั่วยุ ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
- ดังนั้น การแสดงความเห็นใด ๆ โดยเฉพาะที่มีนัยก้าวก่ายกิจการภายในของอีกฝ่าย ซึ่งในกรณีนี้ คือ เรื่องการเลือกตั้งทั่วไปของไทย เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ขัดต่อมารยาทพื้นฐานของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ขัดต่อหลักการพื้นฐานของอาเซียน อีกทั้งไม่สะท้อนความพยายามในการยึดมั่นในถ้อยแถลงร่วมฯ และการหาทางออกร่วมกัน
- ทั้งนี้ ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ ฝ่ายไทยจึงขอให้ฝ่ายกัมพูชายุติพฤติกรรมเช่นนี้ ซึ่งเป็นการทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
- ฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการกระทำที่บ่อนทำลายบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาโดยสันติ เพื่อนำความสงบสุขกลับมาสู่พื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน
- สถานการณ์ในอิหร่าน
- ตามที่ได้มีการชุมนุมประท้วงในสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ขณะนี้ เป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์ โดยการประท้วงเกิดขึ้นทั้งในกรุงเตหะรานและเมืองใหญ่ทั่วประเทศและสถานการณ์ยังมีพลวัตอย่างต่อเนื่อง
- กระทรวงการต่างประเทศติดตามสถานการณ์ในอิหร่านอย่างใกล้ชิดและหวังว่า สถานการณ์จะได้รับการแก้ไขอย่างสันติและกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
- สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ได้ออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยในอิหร่านให้ใช้ความระมัดระวังในการดำเนินชีวิตประจำวัน หลีกเลี่ยงพื้นที่การชุมนุม ตลอดจนติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และประกาศของทางการอิหร่านอย่างสม่ำเสมอ
- นอกจากนี้ กรมการกงสุลยังได้ออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยที่ไม่มีความจำเป็นที่จะเดินทางไปอิหร่านในขณะนี้ ให้ชะลอการเดินทางออกไปก่อน และขอให้นักท่องเที่ยวไทยในอิหร่านหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ชุมนุม
- ขณะนี้ ชุมชนไทยในอิหร่านมีประมาณ 190 คน ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ได้ติดต่อประสานกับชุมชนไทยในอิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ มีแผนการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ไว้พร้อมแล้ว รวมถึงแผนการอพยพในกรณีจำเป็นด้วย ซึ่งที่ผ่านมาสถานเอกอัครราชทูตฯ เคยช่วยเหลือคนไทยออกจากประเทศแล้วในช่วงความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน จึงขอให้คนไทยสบายใจว่า สถานเอกอัครราชทูตฯ มีแผนรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ ไว้แล้ว
- สำหรับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน หรือกรมการกงสุล ได้ตามช่องทาง
(1) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน หมายเลขโทรศัพท์ (+98) 912500 7933 หรือ (+98) 912 159 8699
(2) หมายเลขฉุกเฉินกองคุ้มครองฯ กรมการกงสุล หมายเลขโทรศัพท์ (+66) 96 216 1837 (+66) 96 183 6736 หรือ (+66) 64 564 7573
(3) CALL CENTER กรมการกงสุล หมายเลขโทรศัพท์ (+66) 2 572 8442 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
(4) ผ่านแอปพลิเคชัน THAI CONSULAR
- การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรและการออกเสียงประชามติ แถลงโดยนายมังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล
- ผลการลงทะเบียนพบว่า มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง จำนวนทั้งสิ้น 139,535 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปี 2566 และมีจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติฯ จำนวน 95,666 คน
- เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 กรมการกงสุลได้รับมอบบัตรเลือกตั้งและอุปกรณ์สำหรับการจัดการเลือกตั้ง รวมทั้งบัตรออกเสียงประชามติฯ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และได้ทำการนำส่งอุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย รวม 95 แห่ง ใน 67 ประเทศทั่วโลกแล้ว โดยจำแนกรูปแบบการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติฯ นอกราชอาณาจักร เป็น 3 ประเภท ได้แก่ (1) คูหาเลือกตั้ง จำนวน 63 แห่ง (2) ผ่านทางไปรษณีย์ จำนวน 63 แห่ง และ (3) ผ่านหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่ (Mobile Unit) จำนวน 62 หน่วย
- กรมการกงสุลได้จัดทำระบบเฝ้าติดตามการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร (Overseas Voting Monitoring System: OVMS) โดยมีแผนการดำเนินงานที่กำหนดกรอบเวลาและแนวปฏิบัติของแต่ละขั้นตอนชัดเจน และการแสดงข้อมูลต่าง ๆ ในรูปแบบ dashboard อาทิ ข้อมูลจำนวนผู้มาขอใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร จำนวนผู้มาลงคะแนนใช้สิทธิ หรือจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ถูกส่งกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปโดยราบรื่นและเรียบร้อย
- สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรและออกเสียงประชามติแล้ว โปรดตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2569 จากประกาศและเว็บไซต์ทางการของสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย
- ในกรณีตรวจสอบสิทธิหลังจากการลงทะเบียนฯ แล้วพบว่า ไม่มีชื่อหรือมีข้อผิดพลาด สามารถนำหลักฐานการลงทะเบียนฯ แจ้งผ่านสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ หรือสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมและขอเพิ่มชื่อได้ โดยต้องดำเนินการก่อนวันลงคะแนนไม่น้อยกว่า 3 วัน
- ในกรณีผู้ที่ได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิฯ เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถออกไปใช้สิทธิฯ ได้ในวัน เวลา และสถานที่ที่ได้ลงทะเบียนไว้ สามารถลงทะเบียนแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิฯ ก่อนวันเลือกตั้งในประเทศไทยและหลังวันเลือกตั้ง 7 วัน คือ ระหว่างวันที่ 1 - 7 กุมภาพันธ์ 2569 และ 9 - 15 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีการประกาศต่อไป
- ทั้งนี้ ขอเชิญผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรแล้ว ในรูปแบบคูหา/mobile ไปลงคะแนนตามวัน เวลา ที่สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ หรือสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจ ได้ประกาศไว้ พร้อมกับเอกสารแสดงตัว สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนใช้สิทธิฯ ผ่านทางไปรษณีย์ ขอความร่วมมือรีบลงคะแนนและส่งกลับโดยเร็ว เพื่อให้ทันเวลาที่กำหนดไว้
สามารถรับชมได้ที่ https://fb.watch/EAAwwnwI8i/?