สรุปแถลงข่าวประจำสัปดาห์ โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 17 ตุลาคม 2567 เวลา 11.00 น.
สรุปแถลงข่าวประจำสัปดาห์ โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 17 ตุลาคม 2567 เวลา 11.00 น.
วันที่นำเข้าข้อมูล 17 ต.ค. 2567
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 17 ต.ค. 2567
สรุปแถลงข่าวประจำสัปดาห์
โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
วันที่ 17 ตุลาคม 2567 เวลา 11.00 น.
ณ ห้องบัวแก้ว กระทรวงการต่างประเทศ และผ่านช่องทาง Facebook live / TIKTOK Live
- การเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ณ วัดพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ 9 ประเทศ
- ตั้งแต่ปี 2538 กระทรวงการต่างประเทศได้เริ่มดำเนินโครงการเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ณ วัดพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ ถือเป็นเวลากว่า 29 ปีแล้วที่กระทรวงฯ มีแนวคิดในการใช้ศาสนาและวัฒนธรรมที่ไทยกับมิตรประเทศมีร่วมกัน เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์และเสริมสร้างความเข้าใจอันดีในระดับประชาชน ตลอดจนเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยที่ทรงอุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคงเสมอมาทางประวัติศาสตร์
- ในปี 2568 เนื่องโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 รอบ วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 กระทรวงฯ จึงได้ขอพระราชทานผ้าพระกฐิน เครื่องบริวารพระกฐิน และเงินบำรุงพระอาราม เพื่อเชิญไปถวาย ณ วัดพุทธศาสนา จำนวน 9 แห่ง ใน 9 ประเทศ ดังนี้
- วัดกว่างจี้ กรุงปักกิ่ง จีน
- วัดอ่องเหม่โป่งตาชาน กรุงย่างกุ้ง เมียนมา
- วัดพุดทะวะนาราม แขวงจำปาสัก สปป. ลาว
- วัดฟุกมินห์เถรวาท จังหวัดท้ายบิ่ญ เวียดนาม
- วัดมหาโพธิวิหาร กรุงนิวเดลี อินเดีย
- วัดสวายโปแป กรุงพนมเปญ กัมพูชา
- วัดจาการ์ตาธรรมจักรชยะ กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย
- วัดพุทธไชยเชตวัน รัฐสลังงอร์ มาเลเซีย
- วัดกันเดวิหาร จังหวัดเวสเทิร์น ศรีลังกา
- วัดทั้ง 9 แห่งเป็นวัดสำคัญและเป็นที่เคารพศรัทธาในพื้นที่ บางวัดได้รับการอุปถัมภ์โดยตรงจากสมเด็จพระสังฆราช ประมุขแห่งสงฆ์ในประเทศนั้น ๆ บางวัดมีประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและมีความสัมพันธ์กับไทย โดยการดำเนินการในแต่ละประเทศจะมีผู้แทนจากภาครัฐของประเทศเจ้าบ้านให้เกียรติเข้าร่วมพิธี พร้อมด้วยหน่วยงานทีมประเทศไทย พุทธศาสนิกชนท้องถิ่น และชุมชนไทยจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอันเป็นพื้นฐานของสันติสุขร่วมกันในภูมิภาค
- นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้เชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมคณะเพื่อเผยแพร่ข่าวกิจกรรมอันเป็นมงคลนี้ด้วย โดยจะมีการประชาสัมพันธ์เนื้อหาและรูปกิจกรรมให้สาธารณชนได้รับทราบในวงกว้างต่อไป
- ภารกิจด้านการต่างประเทศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์และการประชุมกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-ฟิลิปปินส์ (JCBC) ครั้งที่ 6
- ในวันที่ 18 ตุลาคม 2567 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะให้การต้อนรับนายเอ็นริเก เอ มานาโล (H.E. Mr. Enrique A. Manalo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการและร่วมเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี ไทย - ฟิลิปปินส์ ครั้งที่ 6 (6th Joint Commission on Bilateral Cooperation between the Kingdom of Thailand and the Republic of the Philippines: JCBC) ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ
- การเยือนไทยครั้งนี้เป็นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ โดยจะเป็นการพบหารือต่อเนื่องจากการเยือนฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีฯ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 และเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - ฟิลิปปินส์ด้วย
- การประชุม JCBC ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อทบทวนและติดตามผลความร่วมมือที่ผ่านมาระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ในทุกมิติ หารือเกี่ยวกับทิศทางความร่วมมือในอนาคต อาทิ การส่งเสริมการค้าการลงทุน การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การส่งเสริมความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แรงงาน และการศึกษา รวมทั้งแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับประเด็นท้าทายในภูมิภาคและระหว่างประเทศที่มีความห่วงกังวลร่วมกัน
2.2 การประชุม BRICS Plus Summit ที่เมืองคาซาน รัสเซีย
- ในวันที่ 24 ตุลาคม 2567 รัฐมนตรีฯ ในฐานะผู้แทนของนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำระหว่างกลุ่มประเทศ BRICS กับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา หรือ BRICS Plus Summit ที่เมืองคาซาน รัสเซีย ตามคำเชิญของประธานาธิบดีรัสเซีย
- การประชุมนี้เป็นการประชุมในกรอบ BRICS Plus ครั้งที่ 4 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “BRICS and the Global South: Building a Better World Together” เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาความท้าทายในระดับภูมิภาคและระดับโลก และแนวทางการส่งเสริมระบบพหุภาคี เพื่อการสร้างระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ต่อประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสให้ไทยได้ย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับปฏิสัมพันธ์กับกลุ่ม BRICS หลังจากที่ไทยได้ยื่นหนังสือแสดงความประสงค์ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก BRICS เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ด้วย ทั้งนี้ นอกเหนือจากประเทศสมาชิกแล้ว ยังมีประเทศกำลังพัฒนาอื่นที่จะเข้าร่วมการประชุม อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สปป.ลาว เวียดนาม และคาซัคสถาน
- การประชุม BRICS Plus จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 ตามข้อเสนอของจีน เพื่อให้ประเทศสมาชิก BRICS และประเทศกำลังพัฒนาที่มีศักยภาพร่วมมือกัน เพื่อหาแนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและสนับสนุนการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบพหุภาคี โดยมีการประชุมในกรอบ BRICS Plus มาแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งไทยได้เข้าร่วมการประชุมด้วยทุกครั้ง
2.3 การร่วมการเริ่มต้นแผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) ร่วมกับผู้แทนระดับสูงของ สปป. ลาวและเมียนมา
- ในวันที่ 29 ตุลาคม 2567 กรมอาเซียนจะร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงานเปิดตัวแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (2567-2573) (Joint Plan of Action – CLEAR Sky Strategy (2024-2030) ระหว่างไทย สปป. ลาว กับเมียนมา และงานสัมมนาแนวทางการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนในภูมิภาคอาเซียน ณ ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ
- กิจกรรมหลัก ได้แก่
- งานเปิดตัวยุทธศาสตร์ฟ้าใส โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวเปิดงานร่วมกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงการต่างประเทศได้เชิญรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ สปป. ลาว และรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเมียนมาเข้าร่วมงานพิธีเปิดตัวด้วย
- งานสัมมนาแนวทางการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้เชิญวิทยากรจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศและองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ได้แก่ (1) กระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้อินโดนีเซีย (2) สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ (3) กระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมจีน (4) หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐฯ (5) องค์การอนามัยโลก และ (6) ธนาคารโลก เพื่อร่วมหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ประสบการณ์ แนวทางการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน และข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในการนำแผนปฏิบัติการร่วมฯ มาปฏิบัติใช้ให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม
- นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะร่วมกับหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เป็นต้น ร่วมจัดนิทรรศการความร่วมมือด้านการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ณ บริเวณโถงวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ
- แผนปฏิบัติการฯ ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส เป็นเอกสารที่มีวัตถุประสงค์เป็นแผนงานและแนวทางความร่วมมือระหว่างไทย สปป. ลาว กับเมียนมา ในการแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืน ผ่านการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม โดยการจัดทำแผนปฏิบัติการฯ สืบเนื่อง จากเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2566 ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับผู้นำสามฝ่ายระหว่างไทย สปป. ลาว กับเมียนมา ผ่านระบบการประชุมทางไกล เพื่อหารือแนวทางการจัดการปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดนที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงต้นปี 2566 โดยที่ประชุมฯ เห็นชอบต่อแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนภายใต้ “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)
- ความคืบหน้าผู้เสียชีวิตไทย 1 รายที่อิสราเอล
- ตามที่เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 กระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งข่าวการเสียชีวิตของคนไทย 1 ราย จากเหตุระเบิดที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่บริเวณนิคมเกษตรทางเหนือของอิสราเอล ติดชายแดนเลบานอน กระทรวงฯ ขอเรียนว่า ขณะนี้ทางการอิสราเอลได้พิสูจน์อัตลักษณ์ของผู้เสียชีวิตแล้วและแจ้งยืนยันว่า คือ นายนิสันต์ มีรัมย์ มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยทางการอิสราเอลได้ออกมรณบัตรของนายนิสันต์ฯ แล้ว และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้โทรศัพท์แจ้งญาติผู้เสียชีวิตด้วยแล้ว
- กระทรวงฯ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของคุณนิสันต์ฯ อีกครั้ง ทั้งนี้ ได้รับทราบจากสถานเอกอัครราชทูตฯ ว่า ได้ประสานการส่งร่างของคุณนิสันต์ฯ โดยเที่ยวบิน El Al (เอล แอล) เที่ยวบินที่ LY081 ออกจากอิสราเอล วันที่ 21 ต.ค. เวลา 22.45 น. ถึงไทยวันที่ 22 ต.ค. เวลา 14.00 น.
- ขณะนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ อยู่ระหว่างการประสานงานกับฝ่ายอิสราเอลเรื่องการชดเชยเยียวยาให้แก่ครอบครัวของคุณนิสันต์ฯ โดยจะประสานงานใกล้ชิดกับครอบครัวคุณนิสันต์ฯ ต่อไป
- กระทรวงฯ ขอเตือนอีกครั้งว่า สถานการณ์การต่อสู้ระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ และกลุ่มต่าง ๆ ในประเทศใกล้เคียง ยังมีแนวโน้มตึงเครียด จึงขอแนะนำให้คนไทยในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงภัยสูง พิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่ในขณะที่สถานการณ์ยังอำนวย และไม่จำเป็นต้องอยู่รอความช่วยเหลือจากทางราชการในการอพยพ สำหรับผู้ที่จะเดินทางเข้าไปในประเทศ/พื้นที่ที่กำลังมีความขัดแย้ง โดยเฉพาะตอนเหนือของอิสราเอลและเลบานอน ขอให้พยายามหลีกเลี่ยงหากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในขณะนี้
- งานเทศกาลไทยในประเทศต่าง ๆ
- เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567 นางต้องฤดี มากบุญ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานในการประชุมเพื่อกำหนดแผนงานร่วมสำหรับการจัดเทศกาลไทยในต่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยเป็นข้อริเริ่มของกระทรวงฯ ที่จะ rebrand เทศกาลไทย โดยกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการจัดเทศกาลไทยของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ให้ชาวต่างชาติมีภาพจำเกี่ยวกับประเทศไทยที่ “มีเสน่ห์อย่างไทย” ควบคู่ไปกับ “ความทันสมัย ก้าวหน้า และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”
- ในการนี้ กระทรวงฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือเบื้องต้น ได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตลอดจนมูลนิธิไทยและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนา Soft Power ที่อยู่ระหว่างเตรียมการจัดตั้งต่อไป
- ที่ประชุมเห็นพ้องว่า การจัดเทศกาลไทยเป็น “พื้นที่/หน้าต่าง” ในการ showcase ประเทศไทย ส่งเสริม “พลังสร้างสรรค์” ของไทยให้ “รุกไปในระดับโลก” ตามยุทธศาสตร์ soft power แห่งชาติ รวมทั้งส่งเสริมโอกาสของสินค้าและบริการ อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และภาพลักษณ์ใหม่ ของไทยที่เปิดรับต่อแนวโน้มต่าง ๆ ของโลก อาทิ sustainability creativity และ inclusiveness จนสามารถสร้าง Thailand’s footprint ในวงกว้าง
- ในปีงบประมาณ 2568 กระทรวงการต่างประเทศมีแผนจะจัดเทศกาลไทยใน 45 เมือง 32 ประเทศทั่วโลก ภายใต้ theme หลัก “Thailand’s Creative Economy” และได้กำหนดเมืองสำหรับเทศกาลไทย flagship 6 แห่ง ในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ กรุงวอชิงตัน กรุงปารีส กรุงปักกิ่ง กรุงนิวเดลี กรุงริยาด และกรุงฮานอย
- งานเทศกาลไทยดังกล่าวนับเป็นความร่วมมือระหว่าง “หน่วยงานบูรณาการในประเทศไทย” และ “ทีมประเทศไทยในต่างประเทศ” ที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่ “มีพลัง” และนำเสนอประเทศไทยผ่านการจัดเทศกาลไทยในต่างประเทศให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยสามารถตอบนโยบายของรัฐบาล ทั้งการส่งเสริมอุตสาหกรรม soft power นโยบาย Local to Global และการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม
รับชมย้อนหลังที่: https://fb.watch/vgrLfN3-gY/
* * * * *
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ
Ministry of Foreign Affairs
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
งานรับ-ส่งหนังสือ และงานสารบรรณ:
อีเมล [email protected]
เว็บไซต์นี้ได้รับการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงเว็บไซต์ได้และมีมาตรฐาน WCAG 2.0 ระดับ AA
** เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุดควรใช้ Chrome เวอร์ชั่น 76 ขึ้นไป **
Ministry of Foreign Affairs Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2203-5000 Thailand.