สรุปแถลงข่าวประจำสัปดาห์ โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2567 เวลา 11.00 น.
สรุปแถลงข่าวประจำสัปดาห์ โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2567 เวลา 11.00 น.
วันที่นำเข้าข้อมูล 22 พ.ย. 2567
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 22 พ.ย. 2567
สรุปแถลงข่าวประจำสัปดาห์
โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2567 เวลา 11.00 น.
ณ ห้องบัวแก้ว และทาง Facebook live / Tiktok live กระทรวงการต่างประเทศ
- ผลลัพธ์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting) ครั้งที่ 31 ที่กรุงลิมา
- เมื่อวันที่ 14 - 16 พฤศจิกายน 2567 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางไปกรุงลิมา เปรู เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 35 ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และติดตามนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 31 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง
- การประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 35 ประสบความสำเร็จอย่างดี โดยรัฐมนตรีทั้งสองของไทยร่วมกับรัฐมนตรีเอเปคแสดงวิสัยทัศน์ใน 3 หัวข้อ ได้แก่
(1) การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจในระบบและเศรษฐกิจโลก ซึ่งไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเชื่อมโยงทางดิจิทัล การส่งเสริมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินของคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะ MSMEs สตรี ผู้สูงอายุ และกลุ่มคนที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มแรงงานในระบบและเตรียมพร้อมสำหรับเศรษฐกิจสูงวัย
(2) การเติบโตที่ยั่งยืนเพื่อการพัฒนาอย่างยืดหยุ่น ซึ่งไทยย้ำการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของเอเปคผ่านการดำเนินการตามเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG โดยสนับสนุนการทำเกษตรกรรมอัจฉริยะ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาด และ
(3) การค้าการลงทุนสำหรับการเติบโตที่ครอบคลุมและเชื่อมโยง ซึ่งไทยสนับสนุนบทบาทของเอเปคในฐานะแหล่งความคิดที่ส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคี โดยมีองค์การการค้าโลกเป็นแกนกลาง รวมถึงส่งเสริมการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) ที่เน้นเศรษฐกิจดิจิทัล ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างพลังเศรษฐกิจ ของสตรีและกลุ่มเปราะบาง
- ในช่วงท้ายของการประชุมระดับรัฐมนตรี มีการประกาศผลรางวัล APEC BCG Award ครั้งที่ 2 ที่ไทยเป็นผู้ริเริ่มเมื่อครั้งเป็นเจ้าภาพ APEC ปี 2565 ใน 3 สาขา คือ (1) สตรี คนไทยเจ้าของร้านเสื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างรายได้ให้กลุ่มสตรีในชุมชน (2) MSMEs บริษัทไทยที่นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ (3) เยาวชน เยาวชนอินโดนีเซียที่พัฒนาแอปพลิเคชั่นส่งเสริมการลดขยะอาหาร
- การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 31 ประสบความสำเร็จด้วยดีและบรรลุผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยผู้นำฯ รับรองเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมฯ 3 ฉบับ ได้แก่ (1) ปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ประจำปี 2567 (2) ถ้อยแถลงอิชมาว่าด้วยมุมมองใหม่ในการขับเคลื่อนเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก และ (3) แผนงานลิมาเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจในระบบและเศรษฐกิจโลกของเอเปค
- ระหว่างการประชุม นายกรัฐมนตรีย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการสนับสนุนระบบพหุภาคี สร้างโอกาสให้คนทุกกลุ่ม รวมถึงขับเคลื่อนการบูรณาการเศรษฐกิจในภูมิภาค ผ่านความพยายามในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) และการส่งเสริมความเชื่อมโยงทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและการขยายการใช้บัตรเดินทางนักธุรกิจเอเปค (ABTC) เพื่อยกระดับความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนและอำนวยความสะดวกการเดินทางของ digital nomads
- ในด้านความยั่งยืนที่ไทยมีบทบาทนำ นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันให้สมาชิกเอเปคสานต่อการดำเนินการตามเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG โดยเสนอให้ร่วมตั้งเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน พัฒนาตลาดและการค้าคาร์บอนเครดิต รวมถึงส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตร (AgriTech) โดยไทยพร้อมเป็น “สะพานเชื่อม” ส่งเสริมความร่วมมือดังกล่าวระหว่างสมาชิกเอเปคกับหุ้นส่วนความร่วมมืออื่น ๆ ในระดับภูมิภาคและระดับโลก
- นอกจากนี้ ในห้วงของการประชุมดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้พบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีเปรู และประธานาธิบดีจีน อีกทั้งเข้าร่วมกิจกรรมและหารือกับภาคเอกชนเอเปค โดยได้ (1) แสดงวิสัยทัศน์ในการประชุม APEC CEO Summit ประจำปี 2567 ภายใต้หัวข้อ “Aging, Pandemics, and the Path to Innovation” (2) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (ABAC) และ (3) หารือกับ CEOs ของบริษัทชั้นนำนานาชาติ อาทิ Microsoft Google และ Tiktok
- การจัดงานรำลึกครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย
- เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงการต่างประเทศได้จัดงานรำลึกครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย ภายใต้หัวข้อ “20 Years On: Remembering the 2004 Indian Ocean Tsunami” โดยเชิญคณะทูตานุทูต ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ หน่วยงานด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติของไทย ผู้แทนหน่วยงานภาคประชาสังคม ภาคเอกชน สื่อมวลชน และเยาวชนเข้าร่วม เพื่อรำลึกถึงความสูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547
- กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย (1) การเสวนาเชิงวิชาการในหัวข้อ “Towards a more resilient Asia-Pacific through multi-hazard Early Warning Systems” (2) พิธีรำลึกถึงความสูญเสียจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย และพิธีมอบงบประมาณอุดหนุนเพิ่มเติมแก่กองทุน ESCAP Multi-Donor Trust Fund for Tsunami, Disaster and Climate Preparedness ซึ่งไทยได้มอบเงินจำนวน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่กองทุนฯ ในโอกาสนี้ด้วย และ (3) นิทรรศการการรับมือกับภัยพิบัติ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการและการพัฒนานวัตกรรมด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และข้อมูลอื่น ๆ
- วัตถุประสงค์ของงาน คือ
(1) สร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกผ่านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และ
(2) แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของกองทุน ESCAP Multi-Donor Trust Fund for Tsunami, Disaster and Climate และบทบาทของไทยในฐานะประเทศผู้ริเริ่มก่อตั้งกองทุนดังกล่าวเมื่อปี 2548 โดยไทยได้สนับสนุนเงินทุนเริ่มต้นจำนวน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่อมา กองทุนฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากประเทศต่าง ๆ ทั้งในเอเชียและยุโรป โดยกองทุนฯ มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมาตลอดระยะเวลา 20 ปี
- สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) มีแถลงการณ์ชื่นชมความพยายามและบทบาทนำของไทยในการขจัดความไร้รัฐไร้สัญชาติ
- เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ ซึ่งจะช่วยให้ระยะเวลาดำเนินการพิจารณาให้สถานะแก่กลุ่มบุคคลที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรลดลงจาก 270 วันเป็น 5 วัน
- ร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวช่วยลดระยะเวลาการให้สัญชาติ และพัฒนาสถานะสำหรับประชากรกลุ่มเป้าหมายกว่า 4 แสนคนที่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยและทำมาหากินในไทยเป็นระยะเวลานาน ซึ่งส่วนมากเกิน 40 ปี รวมถึงชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ มีลูกหลานเกิด เติบโต และเรียนหนังสือในไทย อีกทั้งมีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งลายนิ้วมือและภาพใบหน้า ในฐานข้อมูลและทะเบียนประวัติของกระทรวงมหาดไทยแล้ว อนึ่ง หลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ครอบคลุมคนต่างด้าวที่เพิ่งเดินทางเข้ามาในไทยเมื่อไม่นานมานี้ด้วยเหตุผลจากการหนีภัยการสู้รบหรือการเกณฑ์ทหาร
- หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติข้างต้น UNHCR ได้ออกแถลงการณ์บนเว็บไซต์ของสำนักงาน UNHCR ประจำประเทศไทย และสำนักงาน UNHCR ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แสดงความยินดีกับความคืบหน้าของรัฐบาลไทย โดยระบุว่า เป็นก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยการดำเนินการดังกล่าวสะท้อนถึงการเป็นผู้นำในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก (global and regional leader) ของไทยในการแก้ไขปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติ ทั้งนี้ UNHCR จะจัดกิจกรรมแสดงความยินดีกับความก้าวหน้าของไทยในการแก้ไขปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 ที่โรงแรม Pullman King Power กรุงเทพฯ ด้วย
- ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยมีความพยายามแก้ไขปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติ ผ่านกระบวนการพัฒนาสถานะและสิทธิมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง โดยไทยได้รับการชื่นชมว่า เป็นหนึ่งในประเทศตัวอย่างในภูมิภาค (regional champion) มาตั้งแต่ปี 2558 โดยเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมก่อตั้ง Group of Friends of # I Belong Campaign และให้คำมั่นเพื่อแก้ไขปัญหานี้ในเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ ในปีนี้ ไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก Global Alliance to End Statelessness ของ UNHCR เพื่อร่วมผลักดันให้มีการแก้ไขและป้องกันความไร้รัฐไร้สัญชาติในทุกพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 14 ตุลาคม 2567
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเปิดสำนักงานสัญชาติและนิติกรณ์ ปทุมวัน ณ ศูนย์การค้า Central World (27 พ.ย. 2567)
- ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นประธานในพิธีเปิดสำนักงานสัญชาติและนิติกรณ์ ปทุมวัน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ อย่างเป็นทางการ
- การเปิดสำนักงานสัญชาติและนิติกรณ์ ปทุมวัน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงงานบริการนิติกรณ์เอกสารได้มากขึ้น ตอบสนองความเชื่อมโยงของประชาชนและธุรกิจ รวมถึงการดำเนินกิจกรรมทางด้านการค้าและการลงทุนที่ส่งผลให้ประชาชนมีความจำเป็นต้องขอรับบริการด้านนิติกรณ์เพิ่มมากขึ้น โดยสำนักงานนี้มีีพื้นที่ขนาดใหญ่ ติดต่อราชการได้โดยสะดวก รวมทั้งมีศูนย์บริการร่วมของกรุงเทพมหานครในบริเวณเดียวกันด้วย
- สำนักงานสัญชาติและนิติกรณ์ ปทุมวัน ตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 6 โซน D เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ระหว่างเวลา 00 - 16.30 น. สามารถจองคิวขอรับบริการได้ทางออนไลน์ได้ตามเว็บไซต์ https://qlegal.consular.go.th
- เตือนคนไทยห้ามนำเข้ากัญชา-กัญชงไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- กระทรวงฯ ได้รับแจ้งจากสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ เตือนคนไทยห้ามนำเข้ากัญชา กัญชง หรือผลิตภัณฑ์ทุกรูปเเบบที่มีส่วนประกอบของพืชชนิดดังกล่าวเข้าไปในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนื่องจากเป็นสิ่งต้องห้ามและผิดกฎหมาย หากฝ่าฝืนจะได้รับโทษหนักตามกฎหมายท้องถิ่น ต้องโทษจำคุก 25 ปี ถึงตลอดชีวิต ปรับเงิน หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ที่ผ่านมา สถานกงสุลใหญ่ฯ ได้รับแจ้งกรณีคนไทยถูกจับกุมหลายราย ซึ่งหลายกรณีได้รับการลงโทษรุนแรง ขณะที่ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมบางรายให้การว่า รับจ้างหิ้วของมาจากไทยเพื่อแลกกับค่าตอบแทนจำนวนหนึ่ง โดยไม่ได้ตรวจสอบสิ่งของในกระเป๋า อย่างไรก็ตาม การให้การลักษณะดังกล่าวไม่สามารถใช้หักล้างหรือลดหย่อนความผิดในกระบวนการทางกฎหมายได้
- แสดงความเสียใจกรณีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียเสียชีวิตหลังถูกส่งตัวมารักษาในไทย
- ตามที่ปรากฏในข่าว กรณีมีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย 2 คนจากประเทศเพื่อนบ้านมารับการรักษาพยาบาลในไทย โดยมีอาการป่วยจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อาจมีส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงฯ ได้รับรายงานข่าวการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย 1 ใน 2 คนดังกล่าว จึงขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตสำหรับการสูญเสียครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ป่วยอีก 1 คนที่อยู่ระหว่างรับการรักษาจะมีอาการดีขึ้นและหายป่วยโดยเร็ว
รับชมย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/18saPEK3MQ/?
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ
Ministry of Foreign Affairs
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
งานรับ-ส่งหนังสือ และงานสารบรรณ:
อีเมล [email protected]
เว็บไซต์นี้ได้รับการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงเว็บไซต์ได้และมีมาตรฐาน WCAG 2.0 ระดับ AA
** เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุดควรใช้ Chrome เวอร์ชั่น 76 ขึ้นไป **
Ministry of Foreign Affairs Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2203-5000 Thailand.