วันที่นำเข้าข้อมูล 31 ก.ค. 2557
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562
เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๑.๐๐ น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ได้พบปะกับชุมชนชาวไทยประมาณ ๑๕๐ คน ที่วัดไทยนครเมลเบิร์น รัฐวิกตอเรียและได้อธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ เนื่องจากความแตกแยกทางความคิดและนำไปสู่การกระทบกระทั่งจนสูญเสียเลือดเนื้อ ในขณะที่กลไกและระบบการบริหารราชการแผ่นดินต่าง ๆ ติดขัดและไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยรวมประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไปไม่ได้ คสช. เข้ามาแก้ปัญหาการบริหารที่ติดขัด และทำให้กลไกที่มีอยู่เดินหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประชาชน ประเทศไทยมีค่านิยมในการพัฒนาประชาธิปไตยแตกต่างไปจากประเทศตะวันตก กล่าวคือ ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ ขณะที่ประเทศตะวันตกได้มาจากการต่อสู้ของประชาชนกับชนชั้นปกครอง สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยจึงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองทั้งปวง
เหตุการณ์หลังการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย รัฐบาลออสเตรเลียมิได้ปรับลดความสัมพันธ์ ไม่ได้ยกเลิกความร่วมมือทางทหาร เป็นแต่เพียงแค่ขอเลื่อนโครงการฝึกร่วม ๓ โครงการ ได้แก่ การเก็บกู้ระเบิดแบบแสวงเครื่อง การอบรมทางด้านกฎหมายและการต่อต้านการก่อการร้ายสากล ทั้ง ๓ เป็นโครงการที่เพิ่งริเริ่มขึ้นยังไม่มีกิจกรรมที่แน่ชัด ในขณะที่โครงการจำนวนมากยังเดินหน้าต่อไป ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย - ออสเตรเลีย ยังดีเยี่ยม
ภายหลังการบริหารประเทศของ คสช. ประเทศไทยมีการพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง มีการประกาศใช้ Road Map สามขั้นตอน ปัจจุบันประชาชนใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงหรือเสียเลือดเนื้อ ผลการสำรวจความเห็นของประชาชนต่างพอใจต่อสภาพเหตุการณ์บ้านเมืองที่มีเสถียรภาพ สถาบันทางเศรษฐกิจที่สำคัญขานรับบรรยากาศที่เอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุน ดัชนีตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจดีขึ้นทุกตัว ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวผ่านวิกฤตที่เกิดขึ้น
เอกอัครราชทูตฯ กล่าวด้วยว่า ชุมชนไทยในออสเตรเลียมีศักยภาพและความสามารถ จึงประสงค์ที่จะใช้ศักยภาพดังกล่าวให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ต่อประเทศ การแก้ไขปัญหาครั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของชาวไทยทุกภาคส่วน จึงขอเชิญชวนให้ชุมชนไทยร่วมมือกันเสริมสร้างความสามัคคี ยุติความขัดแย้ง สร้างตัวอย่างที่ดี เพื่อส่งความปราถนาดีและข้อแนะนำให้กับผู้มีหน้าที่ในการบริหารประเทศ ร่วมกันนำพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตฯ ยังได้ขอให้ชุมชนไทยร่วมกันแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศและปวงชนชาวไทยตลอดมา ไม่ว่าประเทศจะประสบกับวิกฤตมากมายเพียงใด พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประเทศและประชาชนของพระองค์
รูปภาพประกอบ
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
งานรับ-ส่งหนังสือ และงานสารบรรณ:
อีเมล [email protected]
เว็บไซต์นี้ได้รับการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงเว็บไซต์ได้และมีมาตรฐาน WCAG 2.0 ระดับ AA
** เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุดควรใช้ Chrome เวอร์ชั่น 76 ขึ้นไป **