สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์โดยรองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.00 น.

สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์โดยรองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.00 น.

วันที่นำเข้าข้อมูล 18 ก.พ. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 18 ก.พ. 2569

| 29 view

สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์
โดยรองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
 วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.00 น.
ณ ห้องแถลงข่าว และทาง FB/Youtube/TIKTOK LIVE กต.

  1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดนำคณะทูตและกงสุลต่างประเทศลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

  • ในวันที่ 19 - 21 กุมภาพันธ์ 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดนำคณะทูตและกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย พร้อมคู่สมรส เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อร่วมทัศนศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเรียนรู้เกี่ยวกับศักยภาพของประเทศไทยและอัตลักษณ์ไทย ประจำปี 2569 เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตของชุมชนไทย รวมถึงศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภูมิภาคต่าง ๆ

  • กระทรวงการต่างประเทศได้จัดโครงการฯ นี้ขึ้นมาเป็นประจำทุกปี เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2545 เพื่อส่งเสริมให้คณะทูตานุทูตได้รู้จักประเทศไทยมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างคณะทูตประจำประเทศไทยกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งที่ผ่านมาคณะทูตต่างประเทศได้ต่อยอดความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นในหลายโอกาส

  • โครงการฯ ในปีนี้จะมุ่งเน้นการนำเสนอความหลากหลายทางวัฒนธรรม ควบคู่กับความกลมเกลียวของชุมชนในภาคใต้ของประเทศไทย ตลอดจนสะท้อนผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในทุกระดับของสังคม โดยจะมีการนำเสนอผ้าไทย ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งให้แก่ประชาชน ท่ามกลางบริบทของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อเปิดโอกาสให้คณะทูตได้สัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์อันยาวนาน ความเป็นเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย สังคมพหุวัฒนธรรม รวมถึงทัศนียภาพอันงดงามของภาคใต้ของประเทศไทย

 

  1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเดินทางเยือนนครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) สมัยที่ 61

  • ในวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐมนตรีว่าการฯ มีกำหนดเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council: HRC) สมัยที่ 61 ในช่วงการประชุมระดับสูง (high-level segment) ที่นครเจนีวา

  • รัฐมนตรีว่าการฯ จะเป็นผู้แทนไทยกล่าวถ้อยแถลงในการประชุม HRC โดยจะย้ำผลกระทบของขบวนการออนไลน์สแกมจากมุมมองสิทธิมนุษยชนด้วย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการตกเป็นเหยื่อ การหลอกลวงทางการเงิน การบังคับใช้แรงงาน การลิดรอนเสรีภาพ ความรุนแรงทางจิตใจ และการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ จะได้แสดงวิสัยทัศน์จากบทบาทที่ไทยจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เมื่อเดือนธันวาคม 2568 และในมิติการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งไทยมีความคืบหน้าในหลายด้าน ในโอกาสที่ไทยเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ วาระปี ค.ศ. 2025 - 2027 ด้วย

  • รัฐมนตรีว่าการฯ จะใช้โอกาสการเดินทางเยือนนครเจนีวาครั้งนี้พบหารือผู้บริหารระดับสูงขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งรวมถึงข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อหารือถึงแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยกับสหประชาชาติในมิติต่าง ๆ และแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่สำคัญ ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการต่าง ๆ ของไทยบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม และสอดคล้องกับถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ทั้งสองฝ่ายลงนามเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568

  • นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการฯ มีกำหนดเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่จัดโดยแซมเบีย ในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ครั้งที่ 23 ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์กับท่านประธานฯ และย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยในการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา และขอให้มีการดำเนินการต่อรัฐภาคีที่ละเมิดอนุสัญญาดังกล่าวด้วย

  • ก่อนหน้าที่จะไปเจนีวา รัฐมนตรีว่าการฯ จะไปเยือนกรุงปารีส เพื่อพบกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ด้วย

 

  1. พัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา

  • สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีพัฒนาการใน 6 ประเด็น ภายหลังการลงนามถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชา (Joint Statement) ซึ่งนำมาสู่การหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ดังนี้

 

  • หนึ่ง ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ชายแดนในภาพรวมมีความสงบ ประชาชนในพื้นที่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไทยเคารพและปฏิบัติตาม Joint Statement อย่างเคร่งครัด และจากการพบปะพูดคุยกับประเทศต่าง ๆ ทุกประเทศล้วนยินดีต่อการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้การหยุดยิงมีความยั่งยืน และสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาเดินหน้าปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ กันโดยตรง

 

  • สอง กลไกทวิภาคีต่าง ๆ สามารถเดินหน้าได้ ดังนี้

    • รัฐมนตรีว่าการฯ ได้ติดต่อสื่อสารกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชาอย่างสม่ำเสมอ

    • ในส่วนของฝ่ายทหาร มีช่องทางการสื่อสารทั้งในระดับสูงระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสองประเทศ และในระดับพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ Joint Statement

    • ช่องทางการประสานงานเหล่านี้มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการแก้ไขปัญหาฉุกเฉิน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแจ้งความห่วงใย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ดังเห็นได้จากการที่สองฝ่ายสามารถบริหารจัดการเหตุการณ์ตามแนวชายแดนที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

    • ในช่วงที่ผ่านมา มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ใน 3 พื้นที่ ซึ่งเป็นโอกาสให้หน่วยทหารที่อยู่บริเวณชายแดนของทั้งสองฝ่ายได้ปรึกษาหารือกันในเชิงลึกเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่ให้การหยุดยิงมีความยั่งยืน โดยแม้ทั้งสองฝ่ายจะยังไม่สามารถได้ข้อสรุปเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการประชุมฯ แต่ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่สำคัญที่ได้มีการพบกันและยืนยันที่จะร่วมกันเจรจาหาข้อสรุปต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเจรจาในเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่จะต้องใช้เวลา บางครั้งไม่สามารถหาข้อสรุปกันได้ภายในครั้งเดียว

    • สำหรับประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC จะเดินหน้าอีกครั้งหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของไทย

 

  • สาม ในขณะเดียวกัน ไทยยังเดินหน้าต่อไปในประเด็นที่พบการกระทำที่เข้าข่ายขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น เรื่องการที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งไทยมีพันธกรณีต้องรายงานและดำเนินการในกรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ต่อไป ในฐานะที่ไทยเป็นรัฐภาคีที่มีความรับผิดชอบต่ออนุสัญญาดังกล่าว

 

  • สี่ ไทยประสงค์จะเห็นการหยุดยิงมีความยั่งยืน ไทยและกัมพูชาจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่จะพิจารณาแนวทาง (way forward) ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศต่อไป

    • อย่างไรก็ดี ในประเด็นนี้ ฝ่ายไทยมีความกังวลที่ฝ่ายกัมพูชายังคงกระทำการยั่วยุ โดยเฉพาะนำเสนอข้อมูลบิดเบือน กล่าวหาไทยและปล่อยข่าวเท็จกับประชาคมระหว่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการออกข่าวสารนิเทศและแถลงการณ์ และการกล่าวถ้อยแถลงในเวทีการประชุมระหว่างประเทศ เช่น UNESCO OIF และ AMM Retreat ซึ่งไทยก็ได้ติดตาม ตอบโต้ และชี้แจงข้อเท็จจริงมาโดยตลอด และในทุกเวที รวมถึงในกรอบ UNESCO การกระทำเหล่านี้ของกัมพูชาไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ตกลงกันใน Joint Statement เป็นการลดทอนความพยายามเดินหน้าต่อไปของทั้งสองฝ่ายและไม่เอื้อต่อความพยายามที่จะสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น

    • ฝ่ายไทยจึงเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากช่องทางการประสานงานระหว่างศูนย์ข่าวสารของทั้งสองฝ่ายที่เป็นจุดประสานหลักในการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ตามที่ตกลงกันใน Joint Statement ซึ่งจะเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์มากกว่า

    • นอกจากนี้ ฝ่ายไทยเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชากำกับดูแลกำลังพลบริเวณชายแดนอย่างเข้มงวดมิให้กระทำการยั่วยุต่าง ๆ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของการหยุดยิง โดยที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้ใช้ความอดกลั้นและยึดถือสันติวิธีอย่างเคร่งครัด

 

  • ห้า สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดเสมอมา คือ ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนไทย รัฐบาลพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของไทยอย่างเต็มที่ โดย

    • ในด้านการทูต กระทรวงการต่างประเทศได้เดินหน้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศได้รับข้อมูลที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่องในทุกเวที โดยเฉพาะข้อเท็จจริงว่าการดำเนินการต่างๆ ของไทยในพื้นที่ชายแดนสอดคล้องกับ Joint Statement

    • ในสัปดาห์นี้ คณะเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) จะลงพื้นที่จังหวัดชายแดนเพื่อสำรวจผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งสะท้อนถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นของไทยในการปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

    • และในสัปดาห์หน้า รัฐมนตรีว่าการฯ จะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ที่นครเจนีวา และจะได้มีโอกาสพบกับหน่วยงานต่าง ๆ ของสหประชาชาติ โดยจะใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้นานาประเทศมั่นใจถึงความมุ่งมั่นของไทยในการปฏิบัติตาม Joint Statement และการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคี ที่ตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

 

  • ประเด็นสุดท้าย รัฐบาลไทยมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าจับมือกับนานาชาติเพื่อปราบปรามเครือข่ายออนไลน์สแกมซึ่งเป็นภัยคุกคามระดับโลกอย่างเต็มที่ ทั้งในระดับทวิภาคี อาเซียน และระดับโลก

    • เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศในเรื่องนี้ และได้ผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AMM Retreat) ที่ฟิลิปปินส์เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งทุกประเทศชื่นชมบทบาทนำของไทยและพร้อมเพิ่มความร่วมมือกับไทย

    • ในระดับทวิภาคี ไทยต้องการร่วมมือกับกัมพูชาในการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมนี้อย่างเด็ดขาดเพราะได้สร้างความเสียหายให้กับประชาชนไทยอย่างมาก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กัมพูชาจะให้ความร่วมมือกับไทยอย่างเต็มที่และเป็นรูปธรรมมากขึ้นในเรื่องนี้ ตามที่รัฐบาลกัมพูชาได้แถลงเจตนารมณ์ต่อสาธารณะ

 

สามารถรับชมได้ที่ https://fb.watch/Fl3Ilw1hgS/?

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ