คำกล่าวปาฐกถาของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการประชุม APEC CEO Dialogues 
หัวข้อ “บทบาทอาเซียนในอนาคตของเอเปค (ASEAN’s Place in APEC’s Future)”

วันที่นำเข้าข้อมูล 19 พ.ย. 2563

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 พ.ย. 2565

| 15,013 view

คำกล่าวปาฐกถาของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ในการประชุม APEC CEO Dialogues
หัวข้อ “บทบาทอาเซียนในอนาคตของเอเปค (ASEAN’s Place in APEC’s Future)”
วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ เวลา ๑๔.๓๐ – ๑๕.๐๐ น.
ผ่านระบบการประชุมทางไกล


ผู้นำเขตเศรษฐกิจ และผู้มีเกียรติทุกท่าน

  • ผมมีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมกิจกรรม APEC CEO Dialogue กับทุกท่านในวันนี้ และขอขอบคุณคุณไนเจิล สำหรับการแนะนำ
  • ปี ค.ศ. ๒๐๒๐ เป็นบททดสอบสำคัญยิ่งของเอเปค โดยถึงแม้จะต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงเป็นวงกว้างของโควิด-๑๙ ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิต ธุรกิจ การงาน และความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก แต่สมาชิกเอเปค โดยเฉพาะมาเลเซียในฐานะเจ้าภาพในปีนี้ ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในกรอบเอเปคต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อให้เอเปคก้าวไปสู่อีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์อย่างสมศักดิ์ศรี
  • ปี ค.ศ. ๒๐๒๐ อีกเช่นกัน เป็นจุดสิ้นสุดของเป้าหมายโบกอร์ เป้าหมายที่เอเปคใช้เป็นเข็มทิศนำทางการดำเนินการของเรามาตลอด ๒๖ ปีที่ผ่านมา โดยเอเปคได้ผ่านมาแล้วทั้งช่วงมรสุม ช่วงคลื่นลมสงบและช่วงกระแสน้ำส่ง ซึ่งจุดสำคัญที่ทำให้เอเปคยังคงมีความสำคัญในเวทีโลกมาได้จนทุกวันนี้ คือ การมีเป้าหมายที่ชัดเจน และการร่วมแรงร่วมใจของเขตเศรษฐกิจสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่ทันท่วงที ดังคำกล่าวของ Thomas S. Monson (โทมัส เอส มอนสัน) ที่ว่า “เราไม่สามารถบังคับทิศทางของลม แต่เราสามารถปรับใบเรือได้”
  • แม้ว่าวันนี้ เอเปคจะยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายโบกอร์ได้ทั้งหมดตามที่เราตั้งใจไว้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เอเปคของเราได้แล่นมาไกลมากจากจุดเริ่มต้น และมีอัตลักษณ์ที่ไม่มีกรอบความร่วมมือใดเหมือน   
  • ดังนั้น เมื่อหัวข้อการพูดคุยของเราในวันนี้ คือ “บทบาทอาเซียนในอนาคตของเอเปค” ผมในนามของประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งทั้งกรอบเอเปคและอาเซียน จึงขอนำพวกเรามองย้อนกลับไปถึงจุดตั้งต้นและพัฒนาการในช่วงที่ผ่านมาของเอเปคและอาเซียน เพื่อหาจุดร่วมที่ทั้งสองกรอบความร่วมมือจะส่งเสริมและเติมเต็มซึ่งกันและกัน
  • เอเปคก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๘๙ เพื่อผลักดันการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบอุรุกวัยให้เดินหน้า ในขณะที่อาเซียนก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๗ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงในภูมิภาค เมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนแปลงไป เอเปคและอาเซียนก็ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะรับกับความท้าทายใหม่ ๆ ในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเป้าหมายโบกอร์ของเอเปคในปี ค.ศ. ๑๙๙๔ ที่สอดคล้องกับความสำเร็จของการเจรจารอบอุรุกวัย และการขยายสมาชิกภาพและทวีความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียนในปลายยุค ๙๐ 
  • ในวันนี้ เอเปคและอาเซียนมองไปที่จุดหมายเดียวกัน คือ การสร้างการเจริญเติบโตและความมั่งคั่งร่วมกัน เพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนทุกคนในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ก็ต้องเผชิญกับปัญหา ในลักษณะเดียวกันที่เขตเศรษฐกิจใดเขตเศรษฐกิจหนึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยลำพัง ไม่ว่าจะเป็นการถดถอยทางเศรษฐกิจ โรคระบาด รวมทั้งปัญหาทางสิ่งแวดล้อม
  • สิ่งสำคัญที่เราเรียนรู้จากการมองย้อนอดีตของเอเปคและอาเซียน คือ การที่กรอบความร่วมมือทั้งสองสามารถยืนหยัดผ่านช่วงเวลาต่าง ๆ มาได้ และยังคงสถานะการเป็นกรอบความร่วมมือชั้นนำของภูมิภาคเกิดจากวิสัยทัศน์ในการมองไปข้างหน้าและการสร้างจิตวิญญาณความร่วมมือที่ตอบสนองต่อบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
  • ตัวอย่างของวิสัยทัศน์ดังกล่าว คือ ข้อเสนอของไทยต่อการริเริ่มจัดทำแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน หรือ เอ็มแพ็ค ซึ่งผู้นำอาเซียนได้ให้การรับรองครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๐ และได้ขยายต่อยอดมาเป็น เอ็มแพ็ค ๒๐๒๕ ในปัจจุบัน เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญของความเชื่อมโยงในทุกมิติที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ครอบคลุมโดยทุกคนในสังคมได้รับประโยชน์
  • อีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญ คือ แนวคิดการเสริมสร้างการสอดประสานระหว่างข้อริเริ่มความเกื้อกูลระหว่างวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. ๒๐๒๕ กับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. ๒๐๓๐ ของสหประชาชาติ ซึ่งไทยในฐานะผู้ประสานงานของอาเซียนด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ริเริ่มขึ้น เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือในกรอบอาเซียนให้ตอบสนองต่อความพยายามของสมาชิกในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • เมื่อพิจารณาบริบทในปัจจุบัน สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-๑๙ ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางสาธารณสุข รวมถึงความมั่นคงทางอาหารและสินค้าจำเป็น ส่งผลให้รัฐบาลทั่วโลกหันมาดำเนินมาตรการที่เบี่ยงเบนไปจากค่านิยมการค้าเสรีและเปิดกว้างที่พวกเรายึดมั่นกันมานาน ความจำเป็นในการปกป้องประชาชนของตนจากโควิด-๑๙ ต้องแลกมาด้วยความเชื่อมโยงที่ถูกตัดขาดลง รวมถึงความชะงักงันของการค้าและการลงทุนที่เป็นหัวใจของการเจริญเติบโตและความมั่งคั่ง ทำให้ธุรกิจน้อยใหญ่ต้องดิ้นรนเพื่อการอยู่รอด เกิดการสูญเสียงาน สูญเสียรายได้ และผลักให้ประชาชนกลุ่มใหญ่ของเราต้องเผชิญ กับปัญหาปากท้องและความยากจน
  • ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนในที่นี้ ทั้งผู้นำภาครัฐและภาคเอกชน ที่จะต้องร่วมมือกันในรูปแบบของพลังประชารัฐ (Public-Private-People Partnership: PPPP) เพื่อสร้างเอเชีย-แปซิฟิกใหม่ที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของเอเปคและอาเซียน สร้างเป็นพลังร่วมของความร่วมมือที่สอดคล้องและเติมเต็มซึ่งกันและกัน เพื่อก้าวไปข้างหน้าโดยเน้นผลประโยชน์ร่วมกันในลักษณะวิน-วิน
  • อันดับแรก เราต้องหยุดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ และรับมือกับผลกระทบในระยะสั้น เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งในส่วนนี้ ผมต้องขอชมเชยความร่วมมือและข้อริเริ่มต่าง ๆ ของเอเปคและอาเซียนในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ ได้อย่างทันการณ์ โดยเฉพาะการจัดตั้งคลังสำรองอุปกรณ์ทางการแพทย์อาเซียนสำหรับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของอาเซียน การเปิดตัวศูนย์อาเซียนเพื่อภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ การรับรองกรอบการฟื้นฟูที่ครอบคลุมของอาเซียน รวมถึงการพัฒนาข้อริเริ่ม ASEAN SME Recovery Facility
  • ขณะที่ในเอเปคก็ได้มีข้อริเริ่มต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่น มาเลเซียได้ริเริ่มการจัดทำฐานข้อมูลสำหรับภาคธุรกิจเพื่อรับมือและฟื้นฟูธุรกิจ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า LIVE ขณะที่จีนได้ริเริ่มการตั้งกองทุนเพื่อให้เงินทุนสนับสนุนเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาในการรับมือกับโควิด-๑๙ นอกจากนั้น นิวซีแลนด์ มาเลเซียและสิงคโปร์ได้ร่วมกันริเริ่มการรับรองปฏิญญาว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าจำเป็น โดยเฉพาะเวชภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์
  • ตามที่ได้กล่าวมานี้ ผมเห็นว่า เราน่าจะสามารถเชื่อมโยงข้อริเริ่มบางส่วนของกรอบทั้งสองเข้าด้วยกันเพื่อปลุก (reboot) ระบบเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตาม ข้อริเริ่มของภาครัฐเพียงอย่างเดียวนั้น ย่อมไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นและแรงผลักดันจากภาคธุรกิจที่จะกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงานให้เกิดขึ้นอีกครั้ง กระผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค หรือเอแบค และสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจอาเซียน หรืออาเซียนแบค จะใช้ประโยชน์จากเครือข่ายที่กว้างขวางแสวงหาแนวทางความร่วมมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน
  • อันดับที่สอง เราต้องเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าโลกกลับมาใหม่ ในบริบทของโลกหลังโควิด-๑๙ ผมเห็นว่า เราต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับระบบการค้าพหุภาคี การเปิดเสรีการค้าและการลงทุน การสร้างความเชื่อมโยงที่ไร้รอยต่อในทุกมิติ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากดิจิทัล และการสร้างความหลากหลายของห่วงโซ่มูลค่าโลก
  • ซึ่งจุดนี้ ผมมองว่าอาเซียนและประเทศไทยจะสามารถมีส่วนช่วยเติมเต็มให้กับความร่วมมือในเอเปคได้เป็นอย่างมาก
  • ในประเด็นการรวมตัวทางเศรษฐกิจ อาเซียนเป็นตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จในการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรี เพิ่มโอกาสในด้านการค้าภาคบริการและการลงทุนระหว่างกัน โดยใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบที่แตกต่างกัน
  • โดยนอกจากการรวมตัวภายในของสมาชิกอาเซียนเองแล้ว อาเซียนยังให้ความสำคัญกับการขยายความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับประเทศภาคี โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการลงนามในความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ระหว่างสมาชิกอาเซียน ๑๐ ประเทศ กับประเทศคู่ภาคี ๕ ประเทศ ส่งผลให้ RCEP เป็นความตกลงการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่อันดับต้นของโลก
  • ความสำเร็จของ RCEP ในช่วงเวลาสำคัญนี้ จะช่วยกระตุ้นกระแสของการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและการค้าพหุภาคี และเป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างความตกลงที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันอันสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดสู่แนวคิดการจัดทำเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอฟแทป ต่อไป
  • นอกจากนี้ อาเซียนยังมีจุดแข็งในฐานะเป็นตัวกลางสร้างความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐานระหว่างภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยมี เอ็มแพ็ค ๒๐๒๕ เป็นแผนงานหลัก นอกจากนั้นยังมีแผนงานในระดับอนุภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะ ACMECS ที่ช่วยสนับสนุนการเชื่อมโยงดังกล่าว โดยในส่วนของประเทศไทยมีโครงการที่เป็นรูปธรรมมารองรับ เช่น โครงการ EEC โครงการสะพานไทย และโครงการท่าเรือแหลมฉบังที่มีแผนการเชื่อมโยง กับนานาชาติ ผ่านโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยกับอันดามัน ซึ่งแน่นอนว่า การทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชนจะเป็นหัวใจสำคัญยิ่งที่จะพัฒนาโครงการเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว
  • ซึ่งเมื่อประกอบกับความร่วมมือด้านความเชื่อมโยงในเอเปคที่มีจุดแข็งในด้านกฎระเบียบ สถาบันและดิจิทัลแล้ว ก็จะช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกัน และพัฒนาต่อยอดไปเป็นความเชื่อมโยงที่ครอบคลุมทุกมิติได้ต่อไป
  • อันดับสุดท้าย การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ ครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นจุดอ่อนต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจที่ไม่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วได้ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เห็นจุดแข็งที่ประจักษ์ชัดขึ้นซึ่งช่วยให้หลายเขตเศรษฐกิจสามารถไปต่อในภาวะเช่นนี้ได้ อาทิ ภาคการเกษตรและการสาธารณสุขที่แข็งแกร่งในกรณีของไทย
  • ดังนั้น เวลานี้ จึงเป็นเวลาสำคัญ ที่จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยแต่ละเขตเศรษฐกิจจะต้องปรับกระบวนทัศน์เรื่องการเจริญเติบโตใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตที่ทั้งเข้มแข็ง ยืดหยุ่น ครอบคลุม และยั่งยืน ไปพร้อมกัน
  • เราต้องสนับสนุนจุดแข็งให้เป็นจุดเด่นและมีความเข้มแข็งขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเสริมศักยภาพและบริหารจัดการกับจุดอ่อน ให้สามารถยืนหยัดและมีภูมิต้านทานต่อความท้าทายใหม่ ๆ ได้ ซึ่งเราในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงแค่ภาครัฐในเอเปคและอาเซียนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงภาคเอกชนที่จะมีส่วนร่วมสำคัญยิ่งผ่านการปรับแนวคิดการดำเนินธุรกิจของท่านอย่างมีความรับผิดชอบ ทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน   
  • กลุ่มที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ MSMEs สตรี เยาวชน และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งพวกเราทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถร่วมมือกันเพื่อให้การสนับสนุนพวกเขาในด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน อาทิ ภาคธุรกิจการเงินปล่อยกู้โดยภาครัฐเป็นผู้ค้ำประกัน ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลโดยสถาบันการศึกษาร่วมมือกับภาคเอกชนจัดหลักสูตรการศึกษาหรือการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ นอกจากนี้ อาจร่วมมือกันพัฒนาข้อริเริ่ม ASEAN SME Recovery Facility ให้เป็นรูปธรรมต่อไป
  • ในส่วนของการพัฒนาจุดแข็ง ผมขอยกตัวอย่างจุดแข็งสำคัญของไทย ๒ ประการ ที่ช่วยให้ไทยประคองตัวในช่วงวิกฤติครั้งนี้ได้ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อแนวทางความร่วมมือในเอเชีย-แปซิฟิก ต่อไปได้
  • จุดแข็งประการแรก คือ ภาคการเกษตรที่เข้มแข็งของไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่เสริมความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทย โดยภาคการเกษตรของไทยมีความยืดหยุ่นพอที่จะปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และสามารถมีผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ไทยยังสามารถคงสถานะการเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารที่สำคัญของโลกแม้ในยามที่แย่ที่สุดของการระบาดของโควิด-๑๙ โดยรักษาความมั่นคงทางอาหารของไทยและของโลกไว้ได้
  • จุดแข็งประการที่สอง และเป็นความภาคภูมิใจของไทย คือ ระบบสาธารณสุขของไทยที่มีความพร้อมทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ โดยในการรับมือและป้องกันการระบาดของโควิด-๑๙ มีรากฐานที่สำคัญมาจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งไทยพร้อมที่จะแบ่งปันประสบการณ์ด้านดังกล่าวต่อไป
  • นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงสินค้าและการบริการทางการแพทย์ รวมถึงการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-๑๙ ที่ทุกคนสามารถได้รับอย่างเท่าเทียม ซึ่งผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่ทั้งเอเปคและอาเซียนน่าจะสามารถร่วมมือกันต่อไปได้

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

  • ผมดีใจที่พรุ่งนี้ พวกเราผู้นำเอเปคจะได้ร่วมรับรองปฏิญญาผู้นำว่าด้วยวิสัยทัศน์เอเปคภายหลังปี ค.ศ. ๒๐๒๐ ซึ่งจะกำหนดทิศทางความร่วมมือต่อไปในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า
  • โดยสำหรับผมแล้ว การแล่นไปข้างหน้าของเอเปคจะต้องเป็นไปอย่างเข้มแข็ง ยืดหยุ่น ครอบคลุม และยั่งยืน
  • ในฐานะที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพเอเปคในปี ค.ศ. ๒๐๒๒ ไทยจะสามารถต่อประเด็นความร่วมมือที่สำคัญจากมาเลเซียและนิวซีแลนด์ และวาระการเป็นเจ้าภาพอาเซียนของไทยเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๙ โดยคำนึงถึงบริบทและความท้าทายของโลกหลังโควิด-๑๙ ซึ่งประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ เช่น (๑) การส่งเสริมการค้าและการลงทุนอย่างเสรี และการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีและการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (๒) การก้าวไปสู่สังคมดิจิทัล (๓) การเจริญเติบโตอย่างครอบคลุมและยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย การส่งเสริมแนวคิดการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ การรักษาสิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (๔) การส่งเสริมสุขภาวะที่ดี (well-being) และ (๕) ความมั่นคงทางอาหารและการเกษตร
  • ทั้งหมดนี้ ไทยจะเชื่อมโยงการดำเนินการของเอเปคกับกรอบความร่วมมือระดับต่าง ๆ ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน ACMECS หรือ BIMSTEC ซึ่งไทยก็มีวาระจะเป็นประธานในปี ค.ศ. ๒๐๒๑ – ๒๐๒๒ รวมถึงจะร่วมมือกับเครือข่ายภาคเอกชนในกรอบเหล่านั้น ทั้งนี้ เพื่อใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของแต่ละกรอบในการส่งเสริมและเติมเต็มซึ่งกันและกัน โดยไม่ซ้ำซ้อนกัน เพื่อนำมาซึ่งการเจริญเติบโตที่เข้มแข็ง มีความยืดหยุ่น ยั่งยืน และครอบคลุม เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทุกคนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกต่อไป
  • ขอบคุณครับ