สรุปการแถลงข่าว ของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง วันที่ 8 มีนาคม 2569

สรุปการแถลงข่าว ของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง วันที่ 8 มีนาคม 2569

วันที่นำเข้าข้อมูล 8 มี.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 9 มี.ค. 2569

| 321 view

สรุปการแถลงข่าว
ของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
วันที่ 8 มีนาคม 2569 เวลา 18.10 น.
ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

 

  1. พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
  • สถานการณ์โดยรวมในภูมิภาคยังคงมีความรุนแรงโดยมีการแลกเปลี่ยนการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิหร่าน อิสราเอล บาห์เรน คูเวต และเลบานอน ซึ่งถูกโจมตีในหลายพื้นที่
  • ขณะเดียวกัน อิหร่านส่งสัญญาณว่าจะไม่โจมตีประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยจะมุ่งเป้าเฉพาะฐานทัพสหรัฐฯ เท่านั้น โดยกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้ออกแถลงการณ์ย้ำว่าเป็นการป้องกันตนเอง และจะตอบโต้จนกว่าการโจมตีอิหร่านจะยุติลง
    หรือจนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะดำเนินการตามหน้าที่ อย่างไรก็ดี ยังคงต้องจับตาดูการโจมตี
    โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค ซึ่งล่าสุดมีรายงานใช้โดรนโจมตีถังเก็บน้ำมันในคูเวต และมีการโจมตีโรงผลิตน้ำจืดในบาห์เรน
  • ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างหนัก และอาจพิจารณาขยายเป้าหมายไปยังพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้
    ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการโจมตี ส่งผลให้สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงตึงเครียดและไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง
  • สำหรับสถานการณ์การเปิด-ปิดน่านฟ้าในปัจจุบัน แม้การ์ตายังคงปิดน่่านฟ้า แต่สายการบิน Qatar Airways เริ่มให้บริการเส้นทางการบินฉุกเฉินเพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้างบางส่วนแล้ว
  • จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยพิจารณาออกนอกพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และ
    ช่องทางติดต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบครับ
  1. ความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่
  • อิหร่าน คนไทยกลุ่มแรกจากกรุงเตหะรานและเมืองกุมรวม 62 คน นำโดยนางสาวชญานิษฐ์ ประเสริฐผล ที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน เดินทางโดยรถยนต์ถึงตุรกีแล้วในช่วงค่ำวันที่ 7 มีนาคม 2569 ด้วยความปลอดภัย โดยมีกรมการกงสุล และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเข้าเมืองที่ด่าน Kapikoy ของตุรกี จากนั้น คณะทั้งหมดได้เดินทางต่อไปเข้าพักที่โรงแรมในเมืองวานเพื่อรอเดินทางกลับประเทศไทยโดยเครื่องบิน
    |ต่อไปในสองกลุ่ม โดยกลุ่มแรกถึงประเทศไทยวันที่ 9 มีนาคม และกลุ่มถัดไปถึงประเทศไทยวันที่ 10 มีนาคม 2569
  • นอกจากนี้ ยังจะมีคนไทยในอิหร่านกลุ่มถัดไปที่จะเดินทางออกจากอิหร่าน ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 ไปยังตุรกี โดยกรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา กำลังประสานงาน
    อย่างใกล้ชิดเพื่อปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จ
  • การอพยพคนไทยในอิหร่านครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือคนไทยใน
    ภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรก
  • ตุรกี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ยังมีภารกิจที่ชายแดนอีกด่าน เพื่อรอรับคนไทยที่อพยพออกจากอิรัก ซึ่งอยู่ในการดูแลของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน ที่จอร์แดน โดยคนไทยในอิรักได้เดินทางข้ามแดนเข้าตุรกีมาที่
    เมืองมาร์ดิน (Mardin) แล้วรวม 3 รอบ รวมทั้งหมด 18 คน โดยรอบล่าสุดคือเมื่อคืนวันที่ 7 มีนาคม 2569 จำนวน 10 คน และจะเดินทางจากนครอิสตันบูลของตุรกิีเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป
  • กาตาร์ ตามที่สายการบิน Qatar Airways เริ่มให้บริการเส้นทางการบินฉุกเฉิน เพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสาร
    ที่ตกค้างนั้น วันนี้ (8 มีนาคม 2569) ก็จะทำการบินนำผู้โดยสารที่ตกค้าง กลับไปยังกรุงโดฮา อย่างไรก็ดี กาตาร์ยังคงปิดน่านฟ้า
    สำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ทั้งหมด
  • โดยรวมขณะนี้ มีคนไทยที่ติดค้างในตะวันออกกลางที่ได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว 292 คน
  • ในส่วนของประเทศอื่น ๆ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวก ดูแลและให้คำแนะนำพี่น้องคนไทยที่ประสงค์กลับประเทศ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดกระบวนการต่อไป
  1. บทส่งท้าย

แม้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกของทุกภาคส่วนจะสามารถกระทำได้ แต่ในห้วงที่สถานการณ์
ยังคงมีความเปราะบาง การนำเสนอเนื้อหาข่าวหรือข้อมูลต่อสาธารณะควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบ
ต่อสังคม เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังมีพี่น้องคนไทยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งความปลอดภัย
ของคนไทยคือสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุดในขณะนี้