สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์และการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง โดยรักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 1 มีนาคม 2569

สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์และการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง โดยรักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 1 มีนาคม 2569

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 มี.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 1 มี.ค. 2569

| 48 view

สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์และการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง
โดยรักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
วันที่ 1 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น.
ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ

 

1. สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

  • เมื่อช่วงบ่าย (ตามเวลาประเทศไทย) ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 อิสราเอลได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศไปยังพื้นที่เป้าหมายสำคัญในกรุงเตหะรานและเมืองต่าง ๆ ทั่วอิหร่าน ต่อด้วยการร่วมปฏิบัติการโจมตีทางอากาศโดยสหรัฐฯ
  • ในวันเดียวกัน อิหร่านได้โจมตีทางทหารเพื่อตอบโต้โดยยิงขีปนาวุธเข้าโจมตีฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ที่บาห์เรน คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย รวมทั้งพื้นที่บางส่วนของอิรัก
  • ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ของวันนี้ (1 มีนาคม 2569) สำนักข่าวตัสนีม (Tasnim) ซึ่งเป็นสำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน และมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps) ได้รายงานข่าวยืนยันการถึงแก่อสัญกรรมของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยระบุว่า เสียชีวิต ณ ที่พำนักและที่ทำงาน ขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
  • สถานการณ์โดยรวมในขณะนี้ยังมีความอ่อนไหวสูงและน่าเป็นห่วง โดยการสู้รบยังคงมีอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการต่างประเทศจึงขอย้ำให้คนไทยที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ ติดตามและปฏิบัติตามประกาศและคำเตือนของประเทศเจ้าบ้านอย่างเคร่งครัด
  • ในส่วนที่เกี่ยวกับท่าทีไทยต่อสถานการณ์ กระทรวงฯ ได้ออกแถลงการณ์ท่าทีไทยเมื่อวานนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2569) โดยย้ำประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ไทยได้ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางด้วยความห่วงกังวลอย่างยิ่ง (2) เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งหลีกเลี่ยงการดำเนินการใด ๆ ที่จะส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายลง อันจะส่งผลกระทบต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ รวมถึงชีวิตของพลเรือนในภูมิภาค และ (3) เรียกร้องให้มีการเร่งรัดแก้ไขสถานการณ์ด้วยการเจรจาและการทูต

 

2. การดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ

  • เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงฯ ได้จัดตั้งศูนย์่ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (War Room) เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ของไทยอย่างใกล้ชิด รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ประสานงาน 24 ชั่วโมงของกรมการกงสุลเพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่คนไทย อีกทั้งได้มีประกาศแจ้งเตือนขอให้คนไทยที่ไม่มีความจำเป็นพิจารณาเลี่ยงการเดินทางไปในภูมิภาคตะวันออกกลาง
  • ปัจจุบัน มีคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยประมาณ 110,000 คน (อิสราเอล 65,000 คน; สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 20,163 คน; ซาอุดีอาระเบีย 7,342 คน; บาห์เรน 6,500 คน; กาตาร์ 4,750 คน; อียิปต์ 3,700 คน; โอมาน 1,116 คน; คูเวต 1,019 คน; จอร์แดน 723 คน; อิรัก 237 คน; อิหร่าน 250 คน; เยเมน 120 คน; เลบานอน 118 คน; และซีเรีย 40 คน)
  • ในภาพรวม ยังไม่มีรายงานว่า มีคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบรุนแรง
  • สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาคได้มีประกาศแจ้งเตือนคนไทยให้ติดตามข้อมูลข่าวสารและประกาศทางการจากรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ แนวปฏิบัติต่าง ๆ ของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ ตลอดจนคำแนะนำให้คนไทยที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงเร่งเดินทางออกจากพื้นที่หรืออาจพิจารณาเดินทางไปพักอาศัยยังสถานที่หลบภัยในพื้นที่ ทั้งยังได้เตรียมความพร้อมในส่วนของแผนอพยพคนไทย ซึ่งอาจมีโอกาสที่จะประสานกับประเทศอื่นๆ หรือองค์การระหว่างประเทศที่อยู่ระหว่างเตรียมแผนอพยพของตนเช่นกัน
  • ในช่วงบ่ายของวันนี้ (1 มีนาคม 2569) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นประธานการประชุมของศูนย์่ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (War Room) ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงฯ และสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาค เพื่อรับทราบพัฒนาการและความคืบหน้าในการดูแลและช่วยเหลือคนไทยในแต่ละประเทศ ซึ่งจะรองรับการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้การคุ้มครองดูแลคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสู้รบต่อไป ซึ่งรวมถึงการเตรียมความพร้อมของเส้นทาง พาหนะ และอื่น ๆ ของแผนอพยพตามความจำเป็น และความสมัครใจ
  • สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่เล่าถึงผลกระทบของการโจมตีตอบโต้ที่เกิดขึ้นต่อแต่ละพื้นที่และพลเมือง ซึ่งขณะนี้ คนไทยที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยดี
  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน แจ้งว่า ขณะนี้ ยังคงมีการโจมตีในพื้นที่ความมั่นคงในอิหร่านอยู่ตลอด ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ดังกล่าวและสถานการณ์มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในการนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้เปิดศูนย์อำนวยการให้คนไทยสามารถติดต่อได้ตลอดเวลาหากต้องการความช่วยเหลือหรือมีข้อซักถามถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอยู่ระหว่างวางแผนการอพยพคนไทยออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด โดยเปิดให้คนไทยแจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับไทย ล่าสุด มีคนไทย (นักศึกษาและแรงงาน) จำนวน 29 คน แสดงความประสงค์มาแล้ว
  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ แจ้งว่า ขณะนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ สื่อสารกับชุมชนไทยในอิสราเอลอย่างใกล้ชิด โดยได้เปิดหมายเลขโทรศัพท์ 4 หมายเลขให้ติดต่อได้ 24 ชั่วโมง ในอิสราเอล มีคนไทยประมาณ 65,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคเกษตร ขณะนี้ มีคนแจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับไทยไม่เกิน 20 คน โดยมีเส้นทางอพยพทางบกไปยังชายแดนได้หลายประเทศ ขึ้นกับพื้นที่ที่คนไทยพำนักอยู่
  • สำหรับคนไทยในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคที่ตกเป็นเป้าของการโจมตีของอิหร่านหรือได้รับผลกระทบจากการสู้รบ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน บาห์เรน กาตาร์ คูเวต และจอร์แดน สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างสำรวจเส้นทางอพยพ รวมถึงประสานกับสายการบินและประเทศเจ้าบ้านในรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง
  • กระทรวงฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป โดยในวันพรุ่งนี้ (2 มีนาคม 2569) กระทรวงฯ จะประชุมร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธาน เพื่อหารือเกี่ยวกับผลกระทบต่อประเทศไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคงในภูมิภาค รวมไปถึงแผนการดำเนินการเพื่อดูแลและช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่โดยเร็วที่สุด โดยคำนึงถึงความท้าทายเรื่องการปิดน่านฟ้าในหลายประเทศ

 

สามารถรับชมได้ที่ https://fb.watch/Fz_7a_SxWC/  

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ