(คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ)
ถ้อยแถลงโดย
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ในช่วงการประชุมระดับสูงของการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.20 น.
Assembly Hall, Palais des Nations นครเจนีวา
เรียน ท่านรองประธาน
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
ท่านผู้แทนที่เคารพ
- เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในช่วงเวลาที่สำคัญของการทบทวนการทำงานของคณะมนตรีฯ
- ผมยังระลึกถึงการประชุมอย่างไม่เป็นทางการที่กรุงเทพฯ ที่ผู้เข้าร่วมได้สนทนากันอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา แม้ในครั้งนั้นเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ทั้งหมด แต่เราก็สามารถทำงานข้ามกลุ่มภูมิภาคและกลุ่มทางการเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าคณะมนตรีฯ จะสามารถปฏิบัติตามอาณัติของตนใน การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับทุกคนได้ดียิ่งขึ้น
- ในขณะที่เรากำลังเผชิญกับความท้าทายต่อระบบพหุภาคีในปัจจุบัน เราจำเป็นต้องคิดและดำเนินงานร่วมกัน เนื่องจากความสำเร็จและประสิทธิผลของคณะมนตรีฯ มิได้วัดจากจำนวนข้อมติที่เรารับรอง แต่จากการที่งานของเราสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่ได้
ท่านรองประธาน
- ความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนในปัจจุบันปรากฏในหลากหลายรูปแบบ โดยหนึ่งในภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุด คือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตข้ามชาติ
- หลายล้านคนทั่วโลกต้องตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมดังกล่าว เหยื่อการค้ามนุษย์ถูกกักขังในศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวง โดยเผชิญกับการบังคับข่มขู่ ความรุนแรง และถูกบังคับให้กระทำความผิด สิ่งที่เรากำลังเผชิญคือเครือข่ายหลอกลวงในระดับอุตสาหกรรมที่ได้กลายเป็นวิกฤตสิทธิมนุษยชนระดับโลก
- ขบวนการเหล่านี้สามารถขยายตัวได้เนื่องจากการขาดหลักนิติธรรมในประเทศที่เป็นฐานปฏิบัติการของขบวนการดังกล่าว
- ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงและอยู่ในแนวหน้าของความพยายามระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหานี้ และเราจะสานต่อการส่งเสริมความร่วมมือระดับโลกเพื่อถอนรากถอนโคนเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้
ท่านรองประธาน
- การเพิ่มประสิทธิภาพของคณะมนตรีฯ ยังหมายถึงการประกันว่า เราจะไม่ใช้เวลาของคณะมนตรีฯ ไปกับประเด็นทวิภาคี ซึ่งมีเวทีอื่นๆ ที่เหมาะสมเพื่อหารือในประเด็นดังกล่าว
- เดิมผมตั้งใจจะกล่าวถึงความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนและงานสำคัญของคณะมนตรีฯ ให้มากกว่านี้ แต่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมมีความจำเป็นที่จะต้องตอบโต้ถ้อยแถลงที่ห่างไกลจากความเป็นจริงของผู้แทนกัมพูชาที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้
- แทนที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ ตามที่ฝ่ายกัมพูชามักกล่าวอ้างว่าปรารถนาอย่างยิ่งยวด กลับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ฝ่ายกัมพูชาได้เลือกที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้ร้ายผ่านข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงและวาทกรรมที่บิดเบือนครั้งแล้วครั้งเล่า
- หากจะกล่าวกันอย่างตรงไปตรงมา เราจำเป็นต้องตั้งคำถามว่า ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรตั้งแต่แรก
- ความเป็นจริงคือ ความตึงเครียดเกิดขึ้นหลังการรุกล้ำดินแดนที่เกิดขึ้นเป็นเวลาหลายปีและการยั่วยุ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประหนึ่งมีเจตนาทดสอบความอดกลั้นและความมุ่งมั่นของประเทศไทย การกระทำที่ยั่วยุเช่นนี้ยังรวมถึงความพยายามที่จะแทรกแซงการเมืองภายในของไทยด้วย
- ด้วยสาเหตุเหล่านี้ ความตึงเครียดได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนนำไปสู่การโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมายและ การเสียชีวิตของพลเรือน ซึ่งเป็นโศกนาฎกรรมทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศ
- ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเพียงเจตนาดีต่อประเทศเพื่อนบ้าน
- เราได้ให้ที่พักพิงแก่ผู้ที่หลบหนีจากความขัดแย้ง และสนับสนุนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึง การฟื้นฟูประเทศภายหลังสงครามกลางเมืองในกัมพูชา
- เราไม่เคยมีเจตนาในการเผชิญหน้า เพราะเราตระหนักดีว่า สันติภาพของไทยและสันติภาพของกัมพูชาไม่อาจแยกจากกันได้
- ในวันนี้ การหยุดยิงได้เกิดขึ้น และควรเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะนำไปสู่การฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจและ การก้าวไปข้างหน้าในฐานะเพื่อนบ้านที่ดี
- อย่างไรก็ดี แทนที่จะให้ความสำคัญกับการสร้างความปรองดอง กัมพูชากลับยังคงนำประเด็น
ความขัดแย้งไปสู่เวทีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการบั่นทอนโอกาสในการสร้างสันติภาพ
- ข้อกล่าวหาของกัมพูชาคือ ไทยกำลังยึดครองดินแดน แต่ในความเป็นจริงคือ ทั้งสองฝ่ายได้เจรจาและ ตกลงร่วมกันแล้วให้กองกำลังของแต่ละฝ่ายตั้งอยู่ในฐานที่มั่นเดิมในขณะที่มีการหยุดยิง จนกว่าจะมี การแก้ไขความขัดแย้งผ่านการเจรจา
- สิ่งที่เราต้องการในขณะนี้คือ การลดระดับความตึงเครียดและไม่ปลุกเร้าความรู้สึกของสาธารณชน ทว่าภายหลังการหยุดยิง กลับยังคงมีการยั่วยุที่มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ทหารไทยยังคงประสบเหตุจากทุ่นระเบิด และยังมีการยิงข้ามพรมแดนเกิดขึ้น แม้กระทั่งในวันนี้
- ผมขอสร้างความกระจ่างว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นต่อการเจรจา ขณะเดียวกัน เราก็มีหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนของเราโดยปราศจากเงื่อนไข
- ดังนั้น ผมขอถามไปยังผู้แทนกัมพูชาอีกครั้งหนึ่งว่า ท่านจะเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ หรือเส้นทางแห่ง ความตึงเครียดและความขัดแย้งต่อไป ซึ่งย่อมนำไปสู่ความสูญเสียและความทุกข์ยิ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ทางเลือกของประเทศไทยนั้นชัดเจนมาตั้งแต่ต้น โดยขึ้นอยู่กับกัมพูชาที่จะตัดสินใจว่า จะก้าวเดินไปข้างหน้าร่วมกับเราหรือไม่ เพราะเราทุกฝ่ายต่างมีคำมั่นต่อประชาชนของเรา
ท่านรองประธาน
- สันติภาพมิได้หมายถึงเพียงการปราศจากความขัดแย้งระหว่างรัฐเท่านั้น แต่สันติภาพที่แท้จริงเริ่มต้นจากภายในประเทศ
- สิทธิมนุษยชนจะเจริญงอกงามได้ก็ต่อเมื่อมีการเคารพหลักนิติธรรมและภาวะผู้นำที่มีความรับผิดรับชอบ เมื่อประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้ในสังคมที่เปิดกว้างและเสรี และที่สำคัญที่สุด เมื่อมีการเคารพ สิทธิมนุษยชนของทุกคนอย่างแท้จริง
ขอบคุณครับ