สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ โดยรองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 30 มกราคม 2569

สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ โดยรองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 30 มกราคม 2569

วันที่นำเข้าข้อมูล 30 ม.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 ม.ค. 2569

| 12 view

สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์
โดยรองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
วันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น.
ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ

 

1. สรุปภารกิจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ประจำปี 2569 ที่เมืองดาวอส

  • เมื่อวันที่ 20 - 22 มกราคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส โดยมีภารกิจหลัก 2 ส่วน คือ 
    (1) การเสริมสร้างโอกาสให้ภาคเอกชนไทยและคนไทยทั่วไป ผ่านการเชื่อมโยงภาคเอกชนไทยกับเครือข่ายธุรกิจระดับโลกและการดึงดูดการลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมใหม่
    (2) การเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ผ่านการยืนยันความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจไทยที่เปิดกว้างต่อการลงทุนและยึดในระบอบการค้าเสรี รวมทั้งผ่านการชูประเด็นความร่วมมือเชิงรูปธรรมกับ WEF ที่เป็นจุดแข็งและแสดงบทบาทนำของไทย
  • ตัวอย่างกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การเข้าร่วมการประชุมที่ขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก เช่น ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมแรงงานบังคับ
  • นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯ ยังพบหารือกับผู้แทนระดับสูงจากภาครัฐและหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ รวม 13 คน อาทิ รองประธานาธิบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสมาพันธรัฐสวิส รัฐมนตรีการค้าสาธารณรัฐเกาหลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไนจีเรีย และเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสด้านการค้ากับการลงทุนของไทย ผ่านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ อาทิ สาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งรวมถึงในกรอบของ Thailand - Africa Initiative (TAI) และเพื่อผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย
  • รัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนชั้นนำของโลกเช่น บริษัท DP World สำนักข่าว CNBC และ Euronews เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแลกเปลี่ยนมุมมองของไทยต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเด็นในภูมิภาค และจุดยืนของไทยในประเด็นต่าง ๆ ด้วย

 

2. สรุปผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AMM Retreat) ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์

  • เมื่อวันที่ 28 - 29 มกราคม 2569 รัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AMM Retreat) ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งแรกของปีในวาระการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “Navigating our Future, Together” หรือ “การนำทางอนาคตของเราไปด้วยกัน”
  • ที่ประชุมแสดงความพร้อมสนับสนุนวาระสำคัญของฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือของอาเซียนเพื่อรับมือกับความท้าทายที่มีร่วมกัน ซึ่งรวมถึง (1) การเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - แคนาดา และเร่งลงนามความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนภายในปีนี้ (2) การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและความเชื่อมโยงด้านพลังงานในภูมิภาค (3) การเสริมสร้างความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศโดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ และ (4) การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติใหม่ในอนาคต
  • ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีฯ ยังเข้าร่วมการหารืออย่างไม่เป็นทางการแบบขยาย (Extended Informal Consultation: EIC) ในประเด็นเรื่องเมียนมา ซึ่งที่ประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ ภายใต้การเป็นประธานของฟิลิปปินส์ โดยรัฐมนตรีฯ หยิบยกประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะพัฒนาการในเมียนมาภายหลังการเลือกตั้ง แนวทางการขับเคลื่อนฉันทามติ 5 ข้อ และย้ำความสำคัญของการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การเปิดพื้นที่หารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเสริมสร้างความต่อเนื่องของกลไกผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียน
  • นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯ หารือทวิภาคีกับสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน สปป. ลาว และสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง ความร่วมมือด้านการเมือง การค้าการลงทุน และประเด็นอื่นที่อยู่ในความสนใจร่วมกัน อาทิ พัฒนาการในเมียนมาภายหลังการเลือกตั้ง การปราบปรามอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ และสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา โดยรัฐมนตรีฯ ย้ำการให้ความสำคัญกับบทบาทของอาเซียนในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

 

3. พัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา

 

3.1 การปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ระหว่างไทยกับกัมพูชา

  • ฝ่ายไทยยังคงปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมฯ (Joint Statement) อย่างเคร่งครัด โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ของไทยได้มีหนังสือไปยังฝ่ายเลขานุการ GBC ของฝ่ายกัมพูชาว่า ไทยได้จัดตั้ง “ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา” ขึ้นแล้ว เพื่อชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชนและประสานงานด้านการต่อต้านข่าวลวงและข่าวปลอมกับฝ่ายกัมพูชา ทั้งนี้ เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามข้อ 16 ของถ้อยแถลงร่วมฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายไทยได้ตั้งผู้ประสานงานของศูนย์ข่าวฯ และขอความร่วมมือฝ่ายกัมพูชาแจ้งรายละเอียดผู้ประสานงานในเรื่องนี้ในโอกาสแรกเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและการหารือที่สร้างสรรค์ระหว่างสองฝ่าย
  • เมื่อวันที่ 20 และ 26 มกราคม 2569 คณะเจ้าหน้าที่ของศูนย์ข่าวฯ ได้เดินทางลงพื้นที่ช่องอานม้าและบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ตามลำดับ เพื่อสังเกตการณ์และรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่
  • ในวันที่ 4 - 5 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะนำคณะลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคเอกชนในพื้นที่ เพราะการดำเนินความสัมพันธ์กับกัมพูชาต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นหลัก โดยคณะฯ จะเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับการบาดเจ็บจากการสู้รบที่ผ่านมาและจะเชิญคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ร่วมลงพื้นที่ด้วย
  • อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าผิดหวังที่ในขณะนี้ยังคงเห็นการเผยแพร่วาทกรรมที่บิดเบือนและสร้างข่าวปลอมที่ไม่มีมูล ซึ่งไม่ช่วยให้สถานการณ์ลดความตึงเครียดลง ยกตัวอย่างเช่น ปรากฏข่าวในสื่อกัมพูชากรณีอดีตนักการทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยที่ให้ข่าวว่า ฝ่ายไทยปฏิเสธการตรวจลงตราให้แก่เจ้าหน้าที่ AOT บางราย ซึ่งฝ่ายไทยขอปฏิเสธข้อมูลเท็จดังกล่าว ในความเป็นจริง ฝ่ายไทยได้ประสานงานกับ AOT อย่างใกล้ชิด และที่ผ่านมา มีการหารือกับ AOT ถึงแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ AOT อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านบุคลากรและวิธีการปฏิบัติงาน ตลอดจนจัดให้ AOT ลงพื้นที่เป็นระยะ รวมถึงการเข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชาภายใต้กลไกทวิภาคีต่าง ๆ รวม 21 ครั้ง ทั้งหมดนี้ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้ง AOT ตามรายละเอียดที่ได้ลงนามกันไว้ ทั้งยังระมัดระวังไม่ให้ AOT ถูกแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์หลักเหมือนการกระทำของบางฝ่าย
  • การเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะที่บิดเบือนสะท้อนเจตนาที่มุ่งสร้างความเข้าใจผิดและทำลายภาพลักษณ์ของไทยในสายตาประชาคมโลก ซึ่งขัดต่อถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างชัดเจน ในการนี้ ฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในกัมพูชายุติการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนและยั่วยุ ซึ่งบั่นทอนความพยายามในการหาทางออกร่วมกันโดยสันติวิธี

 

3.2 การลงพื้นที่ของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC)

  • เมื่อวันที่ 20 - 23 มกราคม 2569 ทางการไทยได้อนุญาตให้สำนักงานภูมิภาคของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ที่กรุงเทพฯ เข้าพื้นที่ 3 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ได้แก่ สระแก้ว บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ เพื่อเก็บข้อมูลความเสียหายจากการสู้รบ รวมทั้งผลกระทบด้านมนุษยธรรมต่อประชาชนในพื้นที่
  • คณะ ICRC ได้รับฟังการบรรยายสรุปและแลกเปลี่ยนความเห็นกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่เกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ การดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง และผลกระทบจากการสู้รบ รวมทั้งได้เข้าพื้นที่พลเรือนเพื่อสำรวจและเก็บข้อมูลความเสียหาย และสัมภาษณ์พลเรือนที่ได้รับผลกระทบหรือผู้อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 ที่ ICRC ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ สะท้อนถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นของไทยในการเคารพและปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ

 

3.3 การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC)

  • ภายหลังการหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ทั้งสองฝ่ายได้รักษาช่องทางการสื่อสารตามที่ระบุไว้ในถ้อยแถลงร่วมฯ และมีการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) มาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กลไกทวิภาคีได้กลับมาทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามปกติอีกครั้ง
  • การประชุม RBC 2 ครั้งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ของไทยกับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา ณ บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นการหารืออย่างไม่เป็นทางการ และเมื่อวันที่ 27 - 29 มกราคม 2569 ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 ของไทยกับภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา ณ จุดผ่านแดนถาวรปอยเปต โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย
  • ที่ประชุม RBC ครั้งที่ 2 ได้หารือแนวทางลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนในพื้นที่ให้สอดคล้องตามถ้อยแถลงร่วมฯ ที่ตกลงกันไว้ อย่างไรก็ดี ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถลงนามในบันทึกข้อตกลง (Agreed Minutes) ได้ โดยจะได้หารือในประเด็นที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถจัดทำ Agreed Minutes ร่วมกันในโอกาสแรกต่อไป
  • แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังไม่สามารถตกลงผลลัพธ์กันได้ ซึ่งไม่จำเป็นที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาข้อตกลงได้ในทุกเรื่องในการเจรจาทุกครั้ง เนื่องจากบางประเด็นมีความซับซ้อน ต้องใช้เวลา แต่ก็ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกที่ฝ่ายทหารในพื้นที่ได้พบหารือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อประสานท่าทีระหว่างกัน และพยายามประนีประนอมและหาข้อยุติในที่สุด
  • ในห้วงสัปดาห์หน้า จะมีการประชุม RBC อีก 2 ครั้ง ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด กับฝ่ายกองทัพของกัมพูชา โดยจะเชิญคณะ AOT มาร่วมสังเกตการณ์การ
  • ฝ่ายไทยหวังว่า พัฒนาการเชิงบวกเหล่านี้จะมีส่วนช่วยลดความตึงเครียดของสถานการณ์และเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองฝ่าย ซึ่งปัจจัยที่สำคัญยิ่งในขณะนี้ คือ ความจริงใจของฝ่ายกัมพูชาที่จะปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างเคร่งครัดและสุจริตใจ เพื่อปูทางไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีให้กลับมาเป็นปกติต่อไป

 

 

4. พัฒนาการการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร แถลงโดยนายมังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล

  • มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 139,810 คน และผู้ลงทะเบียนออกเสียงประชามติจากต่างประเทศ 95,957 คน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
  • กรอบเวลาการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรกำหนดระหว่างวันที่ 19 - 30 มกราคม 2569 โดยมีสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศที่เปิดคูหาและจัดทำคูหาเคลื่อนที่รวม 69 แห่ง ซึ่งขณะนี้ ดำเนินการแล้วเสร็จแล้ว 57 แห่ง
  • บัตรเลือกตั้งจะไม่ถูกรวมส่งกลับประเทศไทยแบบรวมกอง แต่จะมีการคัดแยกอย่างละเอียดตาม เขตเลือกตั้ง เช่น บัตรของกรุงเทพมหานคร เขต 1 จะถูกแยกใส่ซองเฉพาะของเขตนั้น จากนั้น จะมีการบรรจุในถุงเมล์ทางการทูต ส่งกลับประเทศไทยเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนส่งต่อไปยังเขตเลือกตั้งทั้ง 400 เขตทั่วประเทศ โดยบัตรเลือกตั้งชุดแรกมาถึงประเทศไทยแล้วเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 ทั้งนี้ มีสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าต่างประเทศที่ส่งบัตรเลือกตั้งครบแล้ว 29 แห่ง (สถานะ ณ วันที่ 29 มกราคม 2569) และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นวันสุดท้ายที่บัตรเลือกตั้งมีกำหนดที่จะต้องเดินทางถึงประเทศไทย
  • ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ไปรษณีย์จะเริ่มส่งบัตรเลือกตั้งที่มาจากต่างประเทศ ไปยังเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ
  • ในส่วนของการนับคะแนนประชามตินอกราชอาณาจักร ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่หลายแห่งจะเปิดให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนน และบางแห่งมีการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live หรือช่องทางออนไลน์ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทั้งนี้ จะต้องมีการนับคะแนนนภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากปิดการลงคะแนนในวันออกเสียงในประเทศ (วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 00 น. ตามเวลาประเทศไทย)
  • กรณีที่ประชาชนได้รับเอกสารทางไปรษณีย์ล่าช้าและไม่ได้รับบัตรเลือกตั้งและบัตรประชามติ ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อมูลที่อยู่ไม่ถูกต้อง หรือระบบไปรษณีย์ล่าช้า ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลกได้แก้ไขสถานการณ์แล้ว อาทิ การขยายเวลารับบัตรทางไปรษณีย์ การเปิดรับบัตรเลือกตั้งโดยตรงที่สถานเอกอัครราชทูต และการประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายของชุมชนไทยเพื่อแจ้งช่องทางและกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการนำส่งบัตรเลือกตั้ง
  • กรณีการส่งบัตรเลือกตั้งกลับประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า จะสามารถดำเนินการได้ทันตามกำหนดในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีระบบ OVMS (Overseas Voting Monitoring System) เพื่อติดตามแบบ real time ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การลงทะเบียน การรับบัตร การบรรจุบัตรเลือกตั้งตามเขตต่าง ๆ และการจัดส่งบัตรเลือกตั้ง นอกจากนี้ กระทรวงฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยในการรับบัตรเลือกตั้งและคัดแยกและนำกลับมาที่ประเทศไทย สำหรับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุใหญ่ที่มีความล่าช้าในการส่งไปรษณีย์ เพื่อให้บัตรเลือกตั้งทุกใบส่งกลับถึงประเทศไทยภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569
  • ขอเชิญสื่อมวลชนที่สนใจร่วมทำข่าวพัฒนาการสถานการณ์การเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร โดยจะมีการเปิดตัวเทคโนโลยี OVMS ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยติดตามที่ปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามกรอบเวลา ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างเวลา 13.30 - 15.00 น. ณ ห้องประชุมกรมการกงสุล ชั้น 3 อาคารที่ทำการกรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ

 

สามารถรับชมได้ที่ https://fb.watch/EY996kw92j/

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ